เสียงจากปล่องไฟ
เสียงลมหวิววูบผ่านทุ่งหญ้าที่เตี้ยโล่งในตอนเย็น แสงแดดลับขอบฟ้า บ้านไม้สองชั้นเก่าแก่ตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางหมู่บ้านอันเงียบสงบ ปล่องไฟสูงชะลูดคล้ายคอยักษ์ที่ปรายสายตาลงมามองผู้คนเบื้องล่าง เหนือปล่องไฟนั้น มีรอยรมดำติดอยู่เสมอทั้งที่ไม่ได้ใช้มากว่าทศวรรษแล้ว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!รถกระบะเก่าเหยียบฝุ่นแดงคละคลุ้งเข้ามาจอดหน้าบ้าน ทรงวุฒิลงจากรถก่อนใคร เขาเป็นชายร่างสูงท่าทางเคร่งขรึม หน้าตาคมสันแต่ใต้ตาเต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้า เขาลังเลอยู่หน้าประตูราวกับไม่แน่ใจว่าควรจะเข้าไปดีหรือไม่
“อย่าช้าเลยพี่ เดี๋ยวมืดหมด” อรฤดี น้องสาวของทรงวุฒิเดินลงมาตาม ดูสดใสกว่าพี่ชายแต่แววตาก็แฝงความระแวง เธอพยายามยิ้มให้สองเพื่อนที่ตามลงมา—ฟ้า กับ กาย สองเพื่อนสนิทที่ดูตื่นเต้นปนหวาดหวั่น
“บ้านเก่านี้จริงเหรอวะ ยังดูแข็งแรงอยู่เลยนะ” กายพูดเสียงเบา เหลือบมองหน้าต่างที่ปิดสนิททุกบาน ฟ้าพยักหน้าแต่ไม่พูดอะไร เธอก้มหน้ากอดสมุดบันทึกแน่น
ทรงวุฒิเหลือบมองประตูไม้ก่อนคว้ากุญแจออกมา เสียงกลอนไม้ถูกปลด สายน้ำตาลงเงียบเหนียวอยู่ในอากาศ ทุกคนกลั้นหายใจขณะประตูค่อย ๆ แง้มออก เสียงบานพับดังออดแอดก้องในความเงียบ
กลิ่นอับเปียกของไม้เก่ากับฝุ่นละอองลอยวน ทรงวุฒิก้าวเข้าไปก่อนเปิดสวิตช์ไฟ แต่หลอดไฟเก่ากระพริบเพียงครั้งเดียวก่อนจะดับสนิท เงาดำจากของเก่าทอดยาวตามพื้น อรฤดีเปิดหน้าต่างเพื่อรับแสงจาง ๆ ที่ยังเหลืออยู่
“เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าค่อยเดินสำรวจเถอะ คืนนี้นอนห้องโถงรวมกันก่อนนะ” ทรงวุฒิเอ่ยเสียงเข้ม
ฟ้านั่งลงมุมหนึ่ง เปิดสมุดบันทึก—ขีดเขียนบันทึกความรู้สึกลงไปอย่างเงียบ ๆ อรฤดีเดินตรวจดูรอบห้องครัวและหยุดที่ปล่องไฟ เธอเงยหน้ามองรอยดำที่ติดอยู่ รอยนั้นคล้ายลายนิ้วมือใหญ่ ๆ หลายรอยประทับซ้อนกัน
“พี่วุฒิ ทำไมห้องนี้มีรอยเหมือนโดนเผาอะ” เธอถามแผ่วเบา
“ไม่รู้สิ สมัยเด็กเราก็ไม่ได้อยู่บ้านนี้นาน” เขาตอบไปแต่ไม่กล้ามองรอยเหล่านั้นนานนัก
กลางคืนมาเยือนเร็วกว่าที่คิด ลมเย็นจัดพัดผ่านรอยแตกของกระจกหน้าต่าง เสียงหรีดหริ่งร้องแผ่ว ๆ ในทุ่งนาสลับเสียงไม้ลั่นในบ้าน เวลาผ่านไปทุกคนหลับไปทีละคน ยกเว้นฟ้าที่นอนไม่หลับ เธอได้ยินเสียงขูดเบา ๆ ดังมาจากปล่องไฟ
ฟ้าขยับตัวลุกนั่ง เงี่ยหูฟัง เสียงนั้นเหมือนเสียงใครเอานิ้วขีดพื้นค่อย ๆ ดังชัดขึ้นเรื่อย ๆ เธอนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจห่มผ้าคลุมจนถึงคาง
รุ่งเช้า อรฤดีตื่นก่อนเพื่อน เธอไปล้างหน้าหลังบ้าน พบกล่องไม้เก่า ๆ ซ่อนอยู่ใต้ถุนบ้าน เมื่อเปิดดูพบสมุดบันทึกเก่าเล่มหนึ่ง มีชื่อ “ทวีศักดิ์”—ชื่อของพ่อเธอ
เมื่อทุกคนนั่งล้อมวงกัน อรฤดีก็ยื่นสมุดบันทึกให้ทรงวุฒิด้วยมือสั่น “นี่พ่อเราเหรอ ทำไมเราไม่เคยเห็นสมุดนี้มาก่อน”
ทรงวุฒิพลิกดูหน้ากระดาษที่เปรอะเปื้อน บางหน้ามีเพียงรอยขีดคล้ายลายมือคนเมา บางหน้ามีแต่ประโยคสั้น ๆ ว่า “เขาอยู่ในปล่องไฟ” ซ้ำ ๆ กันหลายหน้า
กายขมวดคิ้วอ่านแล้วพูดเบา ๆ “ใครหมายถึงอะไร…หรือว่าพ่อเคย…เจออะไร?”
เสียงเงียบกดดันล้อมวงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนทรงวุฒิตัดบท “อย่าคิดมาก คงเป็นแค่ความคิดฟุ้งซ่านของคนแก่”
วันถัดมาเสียงแปลกจากปล่องไฟเริ่มดังขึ้นในช่วงหัวค่ำ มีเสียงคล้ายคนพึมพำแว่วลงมาในห้องโถง อรฤดีกับฟ้ากอดกันแน่น กายฝืนหัวเราะกลบเกลื่อน แต่ไม่กล้าสบตาใคร
“ต้องมีสัตว์อะไรขึ้นไปอยู่แหงเลย พรุ่งนี้ลองขึ้นไปตรวจดูดีกว่าไหม” กายเสนอ แต่เสียงเขาแผ่วลงเมื่อสบตากับทรงวุฒิ
คืนนั้นฟ้าได้ยินเสียงเดิมอีก แต่คราวนี้ดังขึ้น เหมือนมีเงาปรากฏแวบอยู่ปลายเตียง เธอปิดตาแน่นจนหลับไปโดยไม่รู้ตัว
เช้าวันใหม่ ทั้งสี่คนตัดสินใจปีนขึ้นไปสำรวจปล่องไฟ ทรงวุฒิใช้บันไดไม้พาดกับฝาผนัง กายปีนตามขึ้นไป ด้านบนมีเพียงเถ้าดำกับเศษไม้เก่า ๆ แต่ที่ก้นปล่องมีกระดาษแผ่นหนึ่งถูกมัดด้วยเชือกแดง
กายหยิบกระดาษมาอ่าน พบว่าเป็นจดหมายลายมือสั่น ๆ “เขาไม่ยอมไป…เขาต้องอยู่ที่นี่…ทุกคืน เขาจะเดินออกมา…” ท้ายจดหมายมีคำว่า “ห้ามปลุก” เขียนด้วยหมึกแดง
“หมายความว่าอะไร?” อรฤดีถามเสียงสั่น
“ใครจะไปปลุกอะไร” ฟ้าพูดเบา ๆ มือเย็นจนต้องกอดอก
ตกเย็น เสียงผิดปกติจากปล่องไฟดังมากขึ้น จนถึงกับมีเสียงเดินย่ำหนัก ๆ ลงมาที่พื้นโถง ฟ้ามองไปที่ปล่องไฟ เห็นเงาเคลื่อนไหวช้า ๆ เหมือนคนกำลังพยายามปีนลงมา แต่ไม่มีใครกล้าขยับตัว
ทรงวุฒิตัดสินใจเดินไปหยิบสมุดบันทึกของพ่อกลับมาอ่านทบทวน กลับพบหน้าสุดท้ายที่เขาไม่เคยสังเกตมาก่อน มีข้อความว่า “อย่าออกจากบ้านเมื่อได้ยินเสียง” เขาตาเบิกโพลง พยายามรวบรวมสติข่มตัวเอง
คืนนั้น กายตื่นขึ้นมากลางดึก ได้ยินเสียงกุกกักจากปล่องไฟ เขาลุกขึ้นเดินตามเสียงไปทางห้องครัว เห็นประตูเปิดอ้าออก ลมเย็นวูบหนึ่งพัดออกมา
“พี่วุฒิ…พี่วุฒิ” กายกระซิบเรียก ทรงวุฒิสะดุ้งตื่น รีบคว้าไฟฉายเดินตาม
สองคนเดินเข้าไปในห้องครัว เจอประตูใต้ถุนบ้านแง้มอยู่ เมื่อส่องไฟลงไปเห็นรอยเท้าดำเปื้อนเถ้าควันนำลงไปในความมืดเบื้องล่าง
“ไม่ลงไปได้ไหม…” กายเสียงสั่น
ทรงวุฒิกลืนน้ำลาย แต่จำต้องลงไป พวกเขาค่อย ๆ ไล่ตามรอยเท้าจนไปถึงห้องเก็บของเก่าใต้ถุน กลิ่นเหม็นไหม้แรงขึ้น เงาดำเลือนรางผ่านแวบหนึ่งตรงกำแพง กายถอยหลังชนกล่องไม้เก่าเสียงดัง
เสียงฝีเท้าหยุดกึก ทรงวุฒิยกไฟฉายส่อง เงานั้นจางหายไป มีเพียงกล่องไม้เล็กใบหนึ่งทิ้งอยู่กลางห้อง เขาตัดสินใจเปิดกล่อง พบของเก่าผุ ๆ พร้อมผ้าสีแดงห่อบางอย่างไว้แน่น
ฟ้ากับอรฤดีรอฟังข้างบน หวาดระแวงกับทุกเสียงขยับเขยื้อน ภายในกล่องไม้ใต้ถุนบ้าน ทรงวุฒิหยิบผ้าสีแดงออก พบตุ๊กตาดินเหนียวหน้าแปลกตา ตาโปนและปากหุบแน่น เศษกระดาษในกล่องเขียนว่า “ของแทนตัว”
“กลับขึ้นไปกันเถอะ” กายรีบพูด ทรงวุฒิเหลือบมองตุ๊กตาสักพักแต่ไม่ยอมทิ้งไว้
เมื่อกลับขึ้นไปข้างบน ฟ้ารู้สึกเย็นยะเยือกทั่วทั้งตัว เธอมองไปที่ปล่องไฟ เห็นเงาดำซ้อนทับกับรอยเถ้าควันเดิม
กลางดึกคืนนั้น เสียงเดินและเสียงขีดข่วนจากปล่องไฟดังหนักขึ้น เงาดำนั้นเริ่มพยายามคลานลงมาจากปล่องไฟ ทรงวุฒิและเพื่อน ๆ กอดกันแน่นในความมืด ทุกคนได้ยินเสียงกระซิบซ้ำ ๆ ว่า “อย่าปลุกเขา…อย่าปลุกเขา…”
ฟ้าเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น อรฤดีพยายามปลอบแต่เสียงนั้นกลับดังก้องกว่าเดิม
จู่ ๆ ลมหอบใหญ่พัดเข้าสู่บ้าน ประตูหน้าต่างปิดเองดังผลัวะ ๆ สมุดบันทึกของพ่อเปิดเองไปยังหน้าสุดท้าย ตัวหนังสือค่อย ๆ เลือนหายไปทีละบันทัด เหลือเพียงประโยคสุดท้าย “พวกเขาอยู่ในเงา”
เงาดำจากปล่องไฟแผ่ลงมาคลุมพื้นบ้าน เงานั้นเริ่มเปลี่ยนรูปร่างคล้ายคนคลาน ยาวและบิดเบี้ยว ทรงวุฒิพยายามจุดไฟฉายไปทางปล่องไฟ แต่แสงกลับดับวูบทุกครั้ง
ในความมืด ทุกคนได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ เดินวนอยู่รอบตัว เสียงกระซิบเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องแหบพร่า อรฤดีเอามือปิดหู แต่เสียงนั้นกลับดังทะลุเข้ามาในหัว
ฟ้ากุมสมุดบันทึกไว้แน่น เธอเริ่มเขียนข้อความลงไปด้วยมือสั่น “อย่าปลุกเขา” ซ้ำ ๆ เหงื่อแตกพลั่ก แต่กลับรู้สึกราวกับมีใครควบคุมมือของเธออยู่
จู่ ๆ ตุ๊กตาดินเหนียวในมือทรงวุฒิก็แตกละเอียด เถ้าดำกระจายเต็มห้อง เงาดำจากปล่องไฟพุ่งเข้าใส่กลุ่มเพื่อน แสงเพียงน้อยจากพระจันทร์ลอดหน้าต่างมาทำให้ทุกคนเห็นร่างเงาใหญ่ลอยค้างอยู่กลางโถง
“อย่า…อย่า…!” ทรงวุฒิร้องห้าม สายเกินไป เงาดำนั้นซึมลงพื้นราวกับละลาย
ทุกอย่างเงียบงัน
รุ่งเช้า อรฤดีตื่นขึ้นมาในห้องโถง แต่พบว่าฟ้าและกายหายไป เหลือเพียงเธอและทรงวุฒิที่นั่งกอดเข่าอยู่ในความเงียบ สมุดบันทึกของพ่อเปิดค้างอยู่หน้าเดิม ไม่มีรอยหมึกใดเหลือ ทรงวุฒิหลบตาเธอ ไม่พูดอะไรเลย
อรฤดีออกไปเดินรอบบ้าน เธอเห็นรอยเท้าดำสองคู่หายเข้าไปในปล่องไฟ เมื่อเธอกลับเข้ามาในบ้าน ภายในนั้นกลับรู้สึกโล่งว่างผิดปกติ เงาใต้ปล่องไฟไม่ขยับอีก
คืนถัดมา อรฤดีนั่งดูลมหายใจตัวเองในความมืด เธอได้ยินเสียงกระซิบต่ำ ๆ จากปล่องไฟเหมือนเดิม “อย่าปลุกเขา…อย่าปลุกเขา…”
เธอหลับตานั่งนิ่ง น้ำตาไหลไม่รู้ตัว เสียงนั้นยังคงอยู่ ไม่มีวันหายไป