เสียงสะท้อนในหอพักร้าง
ลมเย็นพัดผ่านแนวต้นยางที่ตั้งตระหง่านข้างหอพักร้างของมหาวิทยาลัย เสียงใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ เหมือนกระซิบถ้อยคำต้องห้าม ยามค่ำของวันเปิดเทอมใหม่ หอพักหมายเลขสามกลับถูกเรียกว่าหอพักร้างมายาวนานกว่าทศวรรษ เพราะมีนักศึกษาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อสิบปีก่อน แต่ปีนี้ ทางมหาวิทยาลัยตัดสินใจเปิดใช้อีกครั้งด้วยเหตุผลว่าทรัพยากรขาดแคลน นักศึกษาสี่คน—วิภา, วรุตม์, กัญญา, ปุณณ์—เป็นกลุ่มแรกที่ย้ายเข้าไปอยู่ด้วยกัน แม้แต่ละคนจะไม่ค่อยรู้จักกันมาก่อน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!วิภาเดินลากกระเป๋าอย่างลังเล มองซ้ายขวา หอพักเงียบผิดปกติจนเสียงรองเท้าตัวเองก้องกังวาน เธอหยุดอยู่หน้าประตูไม้เก่าที่มีรอยแตกและกลิ่นอับ ชายหนุ่มแปลกหน้าชื่อวรุตม์ ยืนกอดอกอยู่ข้างบันได เขามองเธอด้วยสายตาแข็งกร้าวแต่ซ่อนความกังวลไว้ลึก ๆ
“เงียบดีนะที่นี่” กัญญาเอ่ยเสียงสั่น พลางมองหน้าต่างทุกบานที่ถูกตอกปิดไว้ครึ่งหนึ่ง “รู้สึกเหมือนถูกมองอยู่ตลอดเวลา”
“อย่าคิดมากเลย! เห็นว่าแค่ประหยัดงบ เขาเลยเปิดหอนี้ใหม่” ปุณณ์หัวเราะแห้ง ๆ ลูบท้ายทอยตัวเอง
ทั้งสี่เดินสำรวจห้องพัก หอพักมีสองชั้น ทางเดินยาวมืดสลัวเพราะหลอดไฟกระพริบเป็นระยะ ๆ กลิ่นอับเหม็นชื้นยังคงอยู่ในทุกซอกมุม วิภาหยุดอยู่หน้าแผงไฟ สังเกตเห็นรอยขูดลึกเป็นทางตรง สีดำสนิทฝังอยู่บนผนัง
คืนนั้น พวกเขานั่งล้อมวงกินข้าวแบบเงียบ ๆ ไม่มีใครพูดถึงข่าวลือเรื่องคดีเก่า ทุกคนพยายามทำตัวปกติ เสียงข้างนอกเงียบสนิท มีเพียงเสียงลมหวีดหวิว
ก่อนนอน วิภาได้ยินเสียงเหมือนมีใครเดินผ่านหน้าห้องแล้วหยุดอยู่หน้าประตู เธอแง้มประตูดู กลับพบแต่ความว่างเปล่า
กลางดึก เสียงกระซิบเบา ๆ แว่วมาจากทางเดิน “…กลับมา…ได้โปรด…”
วิภาสะดุ้ง เธอหายใจถี่ขึ้น กดโทรศัพท์เปิดไฟฉาย สำรวจทุกมุมแต่ไม่พบอะไร
เช้าวันรุ่งขึ้น กัญญาเดินน้ำตาคลอออกมาจากห้องน้ำ “เมื่อคืนฉันฝันว่า…มีผู้หญิงคนนึงยืนอยู่ปลายเตียงเรา เธอพูดแค่คำว่า ‘ได้โปรด’”
ปุณณ์ยิ้มกลบเกลื่อน “ก็แค่ฝันน่ะ” แต่สายตาเขากลอกไปมาไม่กล้าสบตาใคร
วรุตม์นั่งนิ่ง ไม่พูดอะไร มองออกไปนอกหน้าต่างที่มีรอยนิ้วมือเปรอะฝุ่น
ตกเย็น วิภาเดินสำรวจห้องใต้บันได พบกล่องเก่า ๆ ถูกทิ้งไว้ เมื่อเปิดออกข้างในมีสมุดบันทึกเก่าเปื้อนคราบน้ำและมีข้อความขีดฆ่าแนวขวางจนน่าใจหาย เธอฉีกหน้ายิ้มอย่างประหลาดใจ “ของใครกันนะ?” เธออ่านออกเสียงว่า ‘ถ้าแกได้ยินเสียงนั้น…อย่าเปิดประตู’
ปุณณ์แหย่เล่น “ใครมันจะเชื่อเรื่องผี ไม่มีอะไรหรอก”
แต่คืนนั้น เหตุการณ์ผิดปกติเริ่มรุนแรงขึ้น ไฟดับทั้งหอพัก เสียงเคาะประตูถี่ ๆ ดังขึ้นพร้อมเสียงกระซิบ “มา…มา…”
กัญญากระชากแขนวิภา “ได้ยินมั้ย?”
“เปิดประตูมั้ย?” ปุณณ์กระซิบเสียงเบา
วิภาส่ายหน้า “อย่า…”
แต่ปุณณ์กลับเดินไปบิดลูกบิด ประตูเปิดออกอย่างช้า ๆ เผยให้เห็นเพียงความมืดสนิทกับเสียงลมหายใจหนัก ๆ ก่อนจะเงียบลง
เช้าถัดมา ปุณณ์หายตัวไป ไม่มีใครพบร่องรอย กัญญาเริ่มร้องไห้หนัก วรุตม์เริ่มตะโกนโทษทุกคนว่าเป็นความผิดของพวกเขาที่มาอยู่ที่นี่ วิภาสังเกตเห็นรอยขีดดำบนผนังเพิ่มขึ้นทุกวัน ราวกับใครบางคนพยายามนับเวลา
ในคืนต่อมา วิภาได้ยินเสียงร้องไห้ดังมาจากห้องใต้บันได เธอลังเลก่อนจะลงไปสำรวจเจอกับเงาร่างบาง ๆ ของเด็กผู้หญิงยืนอยู่ในมุมมืด “ช่วยฉันด้วย…”
เสียงนั้นสะท้อนก้องไปทั่วหอพัก เธอหนีขึ้นห้อง แต่พบว่าประตูห้องตัวเองถูกล็อกจากข้างนอก
วรุตม์ทุบประตูเสียงดัง “เปิด! วิภา เปิด!”
กัญญาเข้าไปปลอบ “ใจเย็นก่อนนะ เราต้องออกไปจากที่นี่”
ในขณะที่ทั้งสองพยายามหาทางเปิดประตู วิภากลับได้ยินเสียงหัวเราะเด็กผู้หญิงแว่วดังอยู่ข้างหู เธอพยายามกลั้นหายใจ หัวใจเต้นแรง
“มันไม่ใช่เสียงคน…มันไม่ใช่คน…” เธอพึมพำ ดวงตาเหลือบไปเห็นเงาที่เคลื่อนไหวอยู่ข้างหลังม่านหน้าต่าง
คืนถัดมา วรุตม์เริ่มเดินละเมอ เขาหยิบมีดจากครัว ตะโกนใส่เงาในความมืดว่า “อย่ามายุ่งกับฉัน!”
กัญญาปลุกวิภา “เขาไม่ปกติแล้ว เราต้องออกไปเดี๋ยวนี้”
ทั้งสามพยายามปีนออกทางหน้าต่าง แต่พบว่าทุกบานถูกตะปูตอกแน่นและเหมือนถูกปิดผนึกจากภายนอก
วิภาค้นในสมุดบันทึกเก่าอีกครั้ง พบข้อความใหม่ที่ไม่เคยเห็น “ถ้าได้ยินเสียงนั้น อย่าตอบ อย่าตาม อย่าเปิด”
“แต่เมื่อคืน…พวกเราตอบมันไปแล้ว…” กัญญากระซิบ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกลัว
ทั้งสามคืนนั้นนอนเบียดกันจนแทบไม่มีใครหลับ ตีสาม เสียงโทรศัพท์ของวิภาดังขึ้น ทั้งที่ไม่มีสัญญาณ เธอรับสาย มีเพียงเสียงหายใจและเสียงเด็กกระซิบว่า “เล่นกับฉันหน่อย…”
วิภาสะดุ้งโยนโทรศัพท์ทิ้ง กัญญาเริ่มสั่นเทิ้ม วรุตม์เดินออกไปในความมืดโดยไม่พูดจา
รุ่งเช้า วรุตม์หายไปอีกคน เหลือเพียงวิภากับกัญญาเท่านั้น
กัญญาร้องไห้หนัก “ทำไมเราถึงติดอยู่ที่นี่”
“มันเหมือนกับว่า…อะไรก็ตามที่อยู่ที่นี่ มันไม่ให้พวกเราไป” วิภากัดฟันพูด
เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ วิ่งวนในทางเดินและหัวเราะคิกคัก ราวกับมีเด็กหลายคนล้อมห้องของทั้งสองไว้
กลางดึก กัญญารู้สึกเหมือนมีมือเย็น ๆ จับแขนเธอ เธอตะโกนเรียกวิภา แต่ประตูห้องถูกล็อกอีกครั้ง
วิภาได้ยินเสียงร้อง เริ่มทุบประตูจนมือแตก แต่ประตูไม่ขยับ เธอนั่งพิงผนัง น้ำตาไหลเงียบ ๆ
คืนนั้น วิภาฝันถึงอดีต เห็นภาพเด็กผู้หญิงคนหนึ่งร้องไห้ในห้องใต้บันได เธอจำได้ว่าคือตัวเองเมื่อสิบปีก่อน เด็กคนนั้นถูกขังไว้โดยกลุ่มนักศึกษาเพราะเป็น “ตัวซวย” วิภาตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจและได้ยินเสียงเดิม “ได้โปรด ปล่อยฉันออกไป…”
เธอลุกขึ้นวิ่งไปที่ห้องใต้บันได เปิดประตู พบกัญญานั่งขดตัวอยู่ข้างใน ตัวสั่น น้ำตาอาบแก้ม
“ฉัน… ฉันเห็นมัน… มันไม่ใช่คน…” กัญญาสะอื้น
ภายในห้องใต้บันได วิภาพบกล่องขนาดเล็กเปิดอยู่ ข้างในมีริบบิ้นสีแดงขาดวิ่นและรูปถ่ายเก่า ๆ ที่เธอลืมไปนานแล้ว รูปถ่ายเด็กสี่คน—หนึ่งในนั้นคือวิภา—ยืนกอดกันด้วยรอยยิ้มปั้นแต่ง
เสียงกระซิบแว่วขึ้นอีก “จำฉันได้ไหม”
วิภาน้ำตาไหลเมื่อภาพความทรงจำในวัยเด็กย้อนกลับมา เธอคือหนึ่งในเด็กกลุ่มที่ขังเพื่อนผู้หญิงคนนั้นไว้โดยไม่ตั้งใจ จนอีกฝ่ายหายตัวไปและไม่เคยถูกพบอีกเลย
เสียงฝีเท้าเงียบลง ทุกอย่างสงบผิดปกติ วิภาเดินออกจากห้องใต้บันไดพร้อมกัญญา ทั้งสองพบว่าทางเดินสว่างขึ้น
แต่ทันใดนั้น ประตูหน้าหอพักเปิดออกเองช้า ๆ มองออกไปเห็นเพียงความมืดและเงาของเด็กผู้หญิงยืนอยู่
“จะไปไหน…” เสียงนั้นดังขึ้น ก้องไปทั่วทั้งหอพัก
กัญญาทรุดลงกับพื้น วิภาตัดสินใจวิ่งไปที่ประตู ก้าวข้ามเงานั้น เสียงร้องไห้และหัวเราะผสมกันจนไม่รู้ว่าเป็นเสียงใคร
ข้างนอกปรากฏว่าทุกอย่างกลับคืนสู่ความปกติ หอพักกลับน่าขนลุกไร้ผู้คน วิภาหันกลับไป พบว่าประตูหอพักปิดสนิท กัญญานั่งนิ่งอยู่ข้างใน วิภาพยายามเปิดประตูแต่ไม่สำเร็จ มองเห็นเงาเด็กผู้หญิงอยู่หลังประตูกระจก
เสียงกระซิบบอกลา “ขอบคุณ…ที่จำฉันได้”
เช้าวันถัดมา วิภายืนอยู่ลานหน้าหอพัก น้ำตาไหลอาบแก้ม เธอกลับออกมาได้ แต่ต้องทิ้งเพื่อนและความผิดบาปไว้เบื้องหลัง เงาในหอพักยังเฝ้ารอเสียงเรียกใหม่ ๆ …