เงาปริศนาในบ้านสวน
เสียงตะปูเก่ากระทบไม้ดังเอี๊ยดอ๊าดในยามเช้าตรู่ ทำให้บรรยากาศบ้านสวนกลางไร่อ้อยเงียบงันดูวังเวงยิ่งขึ้น แสงแดดลอดผ่านม่านหน้าต่างขุ่นจับฝุ่นเป็นลำบาง ๆ พิมพ์ลักษณ์ยืนอยู่กลางห้องนั่งเล่นที่เต็มไปด้วยกลิ่นอับชื้น หญิงสาววัยสามสิบต้น ๆ มือสั่นเล็กน้อยขณะเปิดกล่องจดหมายเก่า ในนั้นมีจดหมายที่เขียนด้วยลายมือแม่ที่เพิ่งเสียชีวิต พิมพ์ลักษณ์ถอนหายใจยาว กลั้นใจอ่านทีละบรรทัด เงาเคลื่อนไหวอยู่ริมผนังตรงมุมตาแต่เธอไม่กล้าหันไปมองตรง ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เคยคิดไหมว่าทำไมแม่ถึงไม่อยากให้เรากลับบ้านนี้?” อิทธิพงศ์ น้องชายวัยยี่สิบแปดของเธอเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่ว เขายืนอยู่ตรงประตู มือถือปืนฉีดน้ำแรงดันสูง เอาไว้ล้างตะไคร่กำแพงด้านนอกแต่กลับดูลังเล ไม่ยอมออกไปสักที
พิมพ์ลักษณ์สบตาน้องชายก่อนจะยักไหล่ พยายามทำเสียงให้มั่นใจ “ก็แม่เคยบอกว่าอยู่ไม่ดี… แต่ตอนนี้มันคือบ้านของเราแล้ว ต้องซ่อมก่อนขาย ไม่งั้นก็อยู่ต่อเองไม่ได้หรอก”
อิทธิพงศ์เหมือนจะพูดอะไรต่อ แต่เสียงกระจกหน้าต่างที่ดูเหมือนถูกเคาะเบา ๆ ขัดจังหวะ ทั้งสองชะงัก เฝ้ามองหน้ากันอย่างลังเล ก่อนที่อิทธิพงศ์จะหัวเราะกลบเกลื่อน “นกกระมัง…”
บ่ายวันนั้น อโนชา ญาติห่าง ๆ ของพวกเขาซึ่งรับปากจะช่วยเรื่องงานซ่อม เดินทางมาถึงด้วยรถกระบะเก่า ๆ อโนชาเป็นหญิงวัยกลางคน ใบหน้าขึงขังไม่แสดงอารมณ์ ใส่ชุดดำทั้งตัว เธอเดินดูรอบบ้านแล้วถอนหายใจยาวเหมือนเห็นอะไรที่คนอื่นไม่เห็น
“บ้านหลังนี้ดูหลอนขึ้นทุกปีนะ” อโนชาเอ่ยโดยไม่สบตาใคร
พิมพ์ลักษณ์ฝืนยิ้ม “หลอนยังไง?”
อโนชาหลบตา “ก็…เสียงแปลก ๆ กลางคืน ไฟดับเอง ของหายบ้าง เหมือนมีคนเดินในเงามืด”
พิมพ์ลักษณ์ถอนหายใจ ไม่อยากสนใจเรื่องเก่า ๆ ที่แม่เคยเล่า เธอเลือกเดินไปสำรวจห้องใต้บันไดเอง
ขณะที่เธอกำลังรื้อกล่องเก่า เสียงสวบสาบของอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวใต้พื้นไม้ดังขึ้น แรงมากพอให้ฝุ่นปลิวออกตามร่องกระดาน พิมพ์ลักษณ์ชะงัก ดวงตากวาดมองไปรอบห้อง หัวใจเต้นแรง
เสียงประตูไม้บานเล็กเปิดแอ๊ดเบา ๆ พิมพ์ลักษณ์ขนลุกซู่ อโนชาเดินเข้ามาเงียบ ๆ “อย่าไปยุ่งกับห้องนี้มากนักนะ มัน…เก่าเกินไป”
พิมพ์ลักษณ์ถอนหายใจ ปิดกล่องแล้วลุกเดินออกมา เสียงฝีเท้าอโนชาตามมาติด ๆ แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในห้องใต้บันได เธอกลับเห็นเงาอีกเงาหนึ่งไหววูบอยู่ในเงามืดที่มุมห้อง แม้จะไม่มีใครอยู่ตรงนั้น
กลางคืน อากาศชื้นเย็นลงอย่างผิดปกติ อิทธิพงศ์นอนไม่หลับ พลิกตัวไปมาบนเตียงไม้ เสียงกิ่งไม้ขูดหน้าต่างดังแกรก ๆ จนเขาต้องลุกขึ้นมาเดินไปปิดหน้าต่าง มองออกไปในสนามที่เงียบกริบ เห็นเงาลาง ๆ ของบางอย่างขยับยุกยิกในความมืด เขาขยี้ตาแล้วเหม่อมองต่อเหมือนท้าทาย พยายามหาเหตุผลว่าเป็นแค่แมวหรือสัตว์ป่า
รุ่งเช้า พิมพ์ลักษณ์พบว่ากระถางต้นไม้วางไม่เหมือนเดิม เหมือนมีใครลากหรือย้ายมันเมื่อคืน เธอถามอโนชา แต่อโนชากลับเลี่ยงไม่ตอบ ดวงตาแดงก่ำเหมือนไม่ได้นอน เธอแค่ยกมือปิดปาก ถอนหายใจ แล้วเดินออกไปล้างจานเงียบ ๆ
บรรยากาศในบ้านค่อย ๆ อึดอัดขึ้นเรื่อย ๆ ทุกคนหลีกเลี่ยงที่จะอยู่คนเดียวในห้องใดห้องหนึ่ง เสียงเคาะ เสียงขูด เสียงเหมือนฝีเท้าเบา ๆ ในทางเดินกลางดึกเริ่มรบกวนจิตใจพวกเขา อิทธิพงศ์พยายามใช้เหตุผลว่าเป็นเสียงบ้านเก่า แต่ในใจกลับหวั่นไหว อีกทั้งยังพบว่านาฬิกาแขวนนั้นหยุดเดินตรงเวลาตีสามในทุกคืน
คืนหนึ่ง ขณะพิมพ์ลักษณ์กำลังอาบน้ำในห้องน้ำที่ผนังขึ้นรา เธอได้ยินเสียงกระซิบเบา ๆ ดังลอดผนังมา “อย่าไป…อย่าไป…” เธอหยุดฟังชั่วขณะ จนเสียงน้ำไหลกลบเสียงนั้นไป เธอราดน้ำใส่ตัวเร็ว ๆ รีบออกจากห้องน้ำมากกว่าปกติ
ขณะกินข้าวเย็นกันสามคน อโนชาก็พูดขึ้นว่า “เคยได้ยินไหม…ฤาษีในไร่อ้อย” อิทธิพงศ์ลอบมองหน้าพี่สาว พิมพ์ลักษณ์ตอบกลับเสียงแข็ง “ฤาษีที่ไหนกัน ไม่มีหรอก” อโนชาขยับริมฝีปากเหมือนจะพูดอะไรต่อแต่เปลี่ยนใจ เพียงแต่สายตาเธอจับจ้องไปที่เงาตรงมุมห้องซึ่งมืดสนิทอย่างผิดปกติ
คืนต่อมา อิทธิพงศ์ได้ยินเสียงเหมือนคนลากของในห้องครัว เขาตื่นขึ้นมาพร้อมเหงื่อแตก เดินอย่างระแวดระวังไปยังต้นเสียง ทุกย่างก้าวหนักอึ้ง เสียงลากของหยุดทันทีเมื่อเขาเปิดไฟ เจอแค่หม้อข้าววางอยู่ผิดที่ อิทธิพงศ์หัวเราะแห้ง ๆ พยายามคิดว่าอาจเป็นพี่สาวหรืออโนชาทำไว้
แต่พิมพ์ลักษณ์ที่ตื่นมาในตอนเช้า กลับยืนยันว่าเมื่อคืนเธอไม่ได้ลงมาห้องครัว อโนชาก็เช่นกัน ต่างคนต่างเชื่อว่าตัวเองไม่ได้ทำ บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนไป ทุกคนพูดน้อยลง มักจะเงียบอึดอัดเวลาสบตากัน เหมือนต่างกำลังปิดบังอะไรบางอย่าง
ความผิดปกติเพิ่มขึ้น เมื่ออิทธิพงศ์พบรอยโคลนเท้าเปื้อนอยู่บนพื้นบ้านลากไปถึงประตูห้องใต้บันได รอยเท้านั้นเล็กผิดปกติ คล้ายเท้าเด็กแต่มีนิ้วเกินห้านิ้ว เขาชี้ให้พิมพ์ลักษณ์ดู พี่สาวทำหน้าไม่เชื่อสายตา เงียบงัน
คืนหนึ่ง อโนชาสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงร่ำไห้ดังลอดมาจากไร่อ้อย เธอเดินออกไปนอกบ้านอย่างลังเล เสียงร้องไห้นั้นดูใกล้เข้ามาทุกที อโนชาเดินตามเสียงไปจนถึงต้นอ้อยกลางไร่ จู่ ๆ เสียงเงียบหาย เหลือเพียงเสียงลมพัด หญิงกลางคนหันหลังจะกลับ ทันใดนั้น เธอกลับเห็นเงาลาง ๆ ของเด็กผู้หญิงยืนอยู่ปลายแถวอ้อย ดวงตาดำสนิทไร้แวว ก่อนที่เงาจะละลายหายไปกับสายลมอย่างไร้ร่องรอย
เช้าวันใหม่ อโนชานั่งเงียบในครัว ถามพิมพ์ลักษณ์เสียงสั่น “ในบ้านนี้…เคยมีเด็กตายไหม” พิมพ์ลักษณ์นิ่งไป ไม่ตอบอะไรสักพัก อิทธิพงศ์จึงพูดขึ้น “แม่เคยห้ามไม่ให้เราเข้าไร่อ้อยตอนเย็น ๆ บอกว่าอันตราย…แต่นอกจากนั้นก็ไม่เคยพูดถึงเด็กเลย”
ไม่มีใครกล้าพูดถึงเงาที่เห็นเมื่อคืน อโนชามองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงตาแน่นิ่ง
บ่ายวันเดียวกัน ขณะทำความสะอาดห้องใต้บันได พิมพ์ลักษณ์พบกล่องไม้ขนาดเล็กซ่อนอยู่ในซอกฝุ่น เมื่อเปิดออกกลับพบตุ๊กตาดินเผาหน้าตาประหลาด กับกระดาษแผ่นหนึ่งที่มีเพียงข้อความสั้น ๆ เขียนว่า “อย่าให้เงากลืนกิน”
อิทธิพงศ์เดินเข้ามาเห็น เขาเอื้อมมือจะแตะตุ๊กตา อโนชารีบห้าม “อย่าแตะ!” น้ำเสียงสั่นเครือ อิทธิพงศ์ชะงัก มองหน้าอโนชาอย่างไม่เข้าใจ พิมพ์ลักษณ์อ่านกระดาษที่พบซ้ำ ๆ ในใจ ลมหายใจเธอถี่ขึ้นอย่างประหลาด
คืนวันนั้น เสียงเงียบปกคลุมบ้านสวนอย่างผิดปกติ ไม่มีเสียงแมลง ไม่มีเสียงลม ทุกคนรู้สึกเหมือนถูกจ้องมอง เงามืดตามมุมห้องดูหนาขึ้นทุกที อิทธิพงศ์พูดขึ้นเบา ๆ “เราเหมือนถูกขังอยู่ที่นี่…”
พิมพ์ลักษณ์สบตาน้องชาย “ถ้าเราออกไปตอนนี้…” เสียงเธอสั่น อโนชาขัดขึ้นทันที “ไม่ควรออกไปกลางคืน อย่าให้เงาตามไป”
ทั้งสามนั่งนิ่ง ไม่พูดอะไรต่อ ต่างจับจ้องไปยังเงามืดที่ค่อย ๆ ขยับเหมือนสิ่งมีชีวิตในความมืด เสียงกรีดร้องเบา ๆ ลอยมาในอากาศ พิมพ์ลักษณ์สะดุ้ง เธอพยายามบังคับใจไม่ให้กลัว แต่ขากลับสั่นทุกครั้งที่สายตาเหลือบไปยังเงามืดที่ดูเหมือนจะเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ
กลางดึก อิทธิพงศ์ฝันร้าย เขาเห็นตัวเองเดินเข้าไปในไร่อ้อย เห็นเด็กผู้หญิงคนเดิมยืนร้องไห้อยู่ เขาเอื้อมมือจะปลอบแต่เด็กกลับหันมา เผยรอยแผลเป็นบนใบหน้า เสียงเด็กกระซิบแผ่วเบา “คืนเงาคืนให้…” เขาสะดุ้งตื่น หัวใจเต้นรัว พบว่าภายนอกหน้าต่างมีเงาใครบางคนยืนอยู่ เงานั้นผอมแห้ง ดวงตาใหญ่ผิดปกติ เงานั้นมองเข้ามาไม่กระพริบตา อิทธิพงศ์กลั้นหายใจ นิ่งอยู่นานจนแสงเช้าแรกส่องมา เงานั้นจึงค่อย ๆ เลือนหายไป
ในวันต่อมา บรรยากาศในบ้านสวนหนักอึ้งกว่าเดิม อโนชารวบรวมความกล้าพูดกับพิมพ์ลักษณ์และอิทธิพงศ์เสียงเบา “บ้านนี้…เคยมีเด็กหายตัวไปจริง ๆ เมื่อสามสิบปีก่อน แม่ของเธอเคยเล่าให้ฉันฟัง เด็กคนนั้นเป็นลูกเจ้าของไร่อ้อยคนแรก…แต่ไม่มีใครพบศพ เขาว่ามีพิธีกรรมลับ…”
พิมพ์ลักษณ์นิ่งงัน มือเย็นเฉียบ หยิบจดหมายเก่าที่แม่เขียนมาอ่านอีกครั้ง พบว่ามีบรรทัดที่ซ่อนอยู่ เขียนด้วยหมึกจาง ๆ “ถ้าเงากลับมา อย่าให้มันพบแสง”
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นที่ทางเดินหน้าห้อง เสียงนั้นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ทุกคนหยุดหายใจ เงามืดค่อย ๆ แทรกตัวเข้ามาใต้ประตู พิมพ์ลักษณ์คว้าตุ๊กตาดินเผาแน่น เสียงเด็กพูดแว่ว ๆ “คืนเงาคืนให้…”
อิทธิพงศ์เดินไปใกล้หน้าต่าง พยายามเปิดม่านให้แสงส่องเข้า แต่ไฟฟ้าดับลงทันที ห้องทั้งห้องดำมืด อโนชาร้องห้าม “อย่าเปิดม่าน!”
เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อย ๆ เงาดำ ๆ ขยับพุ่งเข้าใกล้ ตุ๊กตาดินเผาในมือพิมพ์ลักษณ์สั่นไหวราวกับมีชีพจร เธอหลับตาแน่น ก่อนจะตัดสินใจขว้างตุ๊กตาใส่เงานั้น เงาดำสลายกลายเป็นกลุ่มควันเย็นเฉียบ เสียงร้องไห้แหลมสูงดังขึ้นแล้วเงียบหายไป
แสงไฟกลับมา ทุกอย่างเงียบงัน ทั้งสามคนหอบหายใจแรง อโนชาก้มหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น พิมพ์ลักษณ์ตัวสั่น อิทธิพงศ์เดินไปคว้าจดหมายแม่มาอ่านซ้ำ ๆ
รุ่งสาง พิมพ์ลักษณ์ยกมือแตะแก้มตัวเอง น้ำตาอุ่น ๆ ไหลลงมา เธอเดินไปหน้าบ้าน เห็นเงาสุดท้ายของเด็กผู้หญิงคนนั้นยืนยิ้มเศร้าก่อนจะจางหายไปในแสงแดดเช้า
บ้านสวนเงียบสงัดอีกครั้ง ทุกคนรู้ว่าคำสาปยังไม่จางหาย บางอย่างยังเหลืออยู่ในเงามืด พวกเขาเลือกจะไม่อยู่ต่อ แต่ในใจของแต่ละคน ต่างรู้ดีว่าเงาบางเงาจะตามติดพวกเขาไปตลอดกาล