เสียงขลุ่ยในฤดูร้อน
เสียงเครื่องขยายของหอประชุมวิทยาลัยศิลปะและดนตรีดังแว่วลอดประตู ไฟสลัวจับแสงเส้นฝุ่นในอากาศ งานรับน้องแผนกดนตรีเริ่มต้นอย่างครึกครื้น แต่สำหรับกานต์ การมองฝูงชนหัวเราะก็ทำให้เขารู้สึกเหมือนอยู่คนเดียวในความวุ่นวาย มือซ้ายของกานต์กุมขลุ่ยไม้ที่ด้านบนสลักลวดลายที่เขาแกะเอง เขาเบือนสายตาไปทางมุมห้อง เห็นวิวกำลังนั่งคุยกับเพื่อนคนสนิท สีหน้าของหญิงสาวเปล่งประกายความมั่นใจ มีเสียงหัวเราะต่ำๆ จากกลุ่มข้างๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ไอ้วิว ช่วยมาดูตรงนี้มั้ย ของตกเต็มไปหมดเลย!” เสียงเติ้ลรุ่นพี่ที่คล้ายจะขี้เล่นเรียก วิวหัวเราะเบาๆ แล้วลุกขึ้น ดวงตาเธอมองมาทางกานต์ชั่วขณะ ความรู้สึกแปลกปลอมผ่านสายตาชั่วแวบ กานต์หลบตาอย่างรวดเร็ว กลืนน้ำลายอึกใหญ่โดยไม่รู้ตัว
กระทั่งงานเข้าโหมดชิล กานต์เดินออกไปหาที่เงียบ สวนต้นหูกวางข้างตึกนิเทศศิลป์เงียบสงบพอดี ไม่มีใครในรอยเงาพลบ เขาใจเต้นพลางยกขลุ่ยขึ้นเป่า ท่วงทำนองโทนหม่นเริ่มทาบในความมืด เสียงฝีเท้าแผ่วเบาจากด้านหลังตามมาเขยิบใกล้ กานต์หยุดนิ่ง ปลายนิ้วกดเสียงสุดท้ายค้างไว้ พลันสายลมหอบกลิ่นหอมแชมพูผมผู้หญิงมาแตะปลายจมูก – วิวยืนอยู่ข้างหลังโดยไม่ทันรู้ตัว
“เพราะดีนะ ลองแต่งเองเหรอ?”
กานต์สั่นน้อยๆ ตอบเสียงเบา “แค่อะไรที่คิดว่าอยากปล่อยออกมา”
เกิดความเงียบ วิวจ้องหน้าเขา มุมปากยกเล็กน้อยเหมือนไม่แน่ใจว่าควรพูดอะไรต่อ สองต่างคนต่างยืนอยู่ในเส้นเขตปลอดภัยของตัวเอง บรรยากาศแน่นขนัดไปด้วยเสียงจิ้งหรีดและอะไรที่ไม่มีใครกล้าเอ่ย
วันต่อมา ฝนตกหนัก กานต์นั่งรอฝนใต้ชายตึก ยังไม่กล้าขึ้นรถเมล์ วิวเดินกางร่มเข้ามานั่งข้างๆ ร่มสีเหลือง น้ำฝนไหลหยดเป็นเส้นเล็กๆ
“บ้านอยู่ไหนเหรอ เดี๋ยวไปด้วยกัน”
กานต์ลังเล สายตาไม่กล้าสู้ “แถวนครชัยศรี”
“โห ไกลกว่าฉันอีก งั้นเดี๋ยวฉันลงก่อนก็ได้” วิวพูดยิ้มอ่อนๆ พยายามหยอกล้อแต่แววตากลับอ่อนแรง เหมือนมีอะไรในใจ
ระหว่างทาง กานต์นั่งมองทิวทัศน์ไม่นิ่ง วิวหยิบหูฟังในกระเป๋า แบ่งมาเสียบหูอีกข้างให้กานต์ เพลงบรรเลงแนว jazz คลอไปกับเสียงล้อรถ กานต์รู้สึกว่าความประหม่าในอกค่อยๆ ละลาย
“ชอบเพลงแบบไหนเหรอ”
กานต์สูดลมหายใจลึก หยุดคิดแล้วตอบ “บ่อยทีเดียว ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชอบอะไรแน่”
วิวยิ้มไม่เต็มปาก เหมือนรับรู้ “บางทีมันก็ไม่จำเป็นต้องนิยาม”
เสียงรถเมล์กระเทือนเบาๆ ระหว่างหยุดรับคน มีเด็กนักเรียนขึ้นมานั่งใกล้ๆ วิวหยิบสมุดออกมา เขียนเพลงอะไรสักอย่างทิ้งไว้ กานต์แอบมองตามนิ้วที่ลากตัวโน้ตละเอียดยิบ เสียงฝนกลบคำพูดและเสียงหัวใจเต้นแรงของเขา
คาบเรียนวันหนึ่ง วิวตั้งกลุ่มซ้อมดนตรีกับเพื่อนใหม่ กานต์นั่งขลุ่ยนอกวงอย่างเงียบงัน ไร้ใครสนใจเขา เติ้ลเดินมาแซวกับกลุ่มเพื่อน “ดูพี่ขลุ่ยเหงาจังวะ” กลุ่มหัวเราะ วิวเหลือบมองแต่ไม่ได้ปกป้องอะไร กานต์ยิ่งยื่นตัวออกจากกลุ่มมากขึ้น
วันเสาร์ วิวโทรชวนกานต์มาดูวงซ้อมที่สตูดิโอ กานต์ปฏิเสธเสียงขรึม “คงไม่เหมาะมั้ง ฉันอยู่กับอะไรแบบนี้ไม่ถนัด” วิวเว้นจังหวะยาว ก่อนตอบ “ถึงไม่ถนัด ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีจุดให้ยืนหรอกนะ”
กานต์เงียบไป วิวถอนหายใจเบาๆ “เอาเถอะ ไว้เจอกันในห้องเรียน”
กานต์ใช้เวลาทั้งคืนฝึกเป่าขลุ่ยกับท่วงทำนองใหม่ที่เขาไม่กล้าเปิดให้ใครฟัง ปลายนิ้วมือแดงก่ำ เบ้าตาเข้มเพราะข่มความกลัวว่าตัวเองจะไม่มีวันไปถึงฝันที่ต้องการ ร่องรอยของความพยายามกระจัดกระจายบนกระดาษโน้ตดนตรีข้างเตียง
ช่วงสอบ กานต์ขลุกตัวอ่านหนังสือ วิวเดินผ่านหน้าโต๊ะกานต์ในห้องสมุด มองสบตาเหมือนอยากทักแต่กลายเป็นเพียงรอยยิ้มแล้วเดินผ่าน กานต์ตะโกนในใจ แต่พูดออกมาแค่ “ช่วงนี้ยุ่งเหรอ?” วิวเดินกลับมากระซิบข้างหูเบา “ก็…คิดถึงคนบางคน แต่ดูเขาไม่อยากให้เข้าไปใกล้” เธอชะงักไป หันหลังเดินออกจากห้อง กานต์นั่งนิ่ง รู้สึกเหมือนโดนชกเบาๆ กลางอก
งานประกวดดนตรีของภาควิชา กานต์เลือกเป่าเพลงแต่งเอง เขาถูกบังคับขึ้นเวทีคนเดียว วิวในกลุ่มเชียร์ส่งสายตาหนุนหลัง แต่แววตาของเธอมีเงาเศร้า กานต์เป่าครบเพลง เสียงเงียบในหอประชุมชั่วครู่ ก่อนจะมีคนตบมือ วิวร้องไห้โดยไม่มีใครสังเกต
หลังเวที วิวเดินมาหา กานต์ยังไม่กล้าสบตา เธอพยายามพูดว่าดีแค่ไหน กานต์กลับกล่าวว่า “มันคือความพยายามที่ใกล้ที่สุดของฉันแล้วล่ะ” วิวเงียบ จ้องเข้าไปในตาเขา “แน่ใจเหรอว่านี่ใกล้แล้ว?”
ค่ำนั้น หมอกขาวขุ่นลอยผ่านกำแพง วิวโทรหากานต์ ถามเงียบๆ ว่า “เคยกลัวไหม ว่าสิ่งที่พยายามมันจะไม่สำเร็จ” กานต์ถอนใจ “กลัวมาตลอด แต่ถ้าไม่ลองก็คงไม่มีวันได้อะไรสักอย่าง”
วิวฟังเสียงลมหายใจของเขาจากปลายสาย นานมากกว่าจะพูด “บางที…ฉันก็อยากให้ใครสักคนกล้าก้าวผ่านความกลัวไปหน่อยนึง” กานต์นิ่งงัน พบว่าคำพูดนั้นยังก้องในใจไม่หยุดถึงรุ่งสาง
ฤดูร้อนมาถึง งานค่ายดนตรีภาคปลาย วิวกับกานต์อยู่กลุ่มเดียวกันในแคมป์บนเขา ระหว่างค่ำ งานเลี้ยงรอบกองไฟ กานต์เป่าขลุ่ยเพลงปริศนา พวกเพื่อนร่วมแก๊งต่างล้อมหัวเราะกัน วิวเดินมากระซิบว่า “คืนนี้ขอเพลงที่ไม่มีใครได้ยินมาก่อนนะ” กานต์หยิบขลุ่ยขึ้น บรรเลงช้าๆ เพลงใหม่ใต้แสงดาว เสียงขลุ่ยพาภาพอดีตถาโถม – พ่อจากไปตอนเขายังเด็ก แม่ต้องทำงานหนัก เด็กชายกานต์ในเงาเปลี่ยวตอนนั้น เงี่ยหูฟังเสียงขลุ่ยของพ่อในความทรงจำครั้งสุดท้าย หัวใจของเขาแน่น และน้ำตาแห่งการให้อภัยค่อยๆ ไหลออกมา
วิวเข้ามาใกล้ในความมืด จับมือเขาไว้แน่น ทั้งคู่เงียบเป็นนาที
“ฉัน…ไม่เคยกล้าขอโทษที่วันนั้นฉันพูดแรงใส่ พูดเหมือนดูถูกนาย”
กานต์เบี่ยงสายตา “ฉันก็ไม่เคยให้อภัยตัวเองเลย ที่เคยหนีทุกโอกาส”
วิวมองเขานิ่ง “ตอนนี้ล่ะ พร้อมจะเดินข้างกันหรือยัง”
เวลาผ่านไปอีกหลายสัปดาห์ ความสัมพันธ์ค่อยๆ เปลี่ยน กานต์ยอมพูดคุย เปิดใจเรื่องพ่อและความฝันมากขึ้น วิวเองก็สารภาพว่าครอบครัวของเธอไม่ยอมรับเส้นทางดนตรี เธอกลัวว่าจะผิดหวังทุกคน กานต์ให้กำลังใจเงียบๆ ไม่พยายามแก้ปัญหาแทนกัน ทั้งสองคนเรียนรู้จะอยู่ด้วยกันในแบบที่ผิดพลาดได้ ปล่อยให้น้ำตาและรอยยิ้มมีค่าเท่าเทียม
ฤดูกาลเปลี่ยน กานต์ได้รับคัดเลือกไปแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น วิวรู้ข่าวช้า เธอนั่งอยู่บนพื้นสนามหญ้าเงียบงัน มือบีบโทรศัพท์แน่น คราวนี้เป็นวิวที่โทรไปหา กานต์รับสาย เสียงสั่นน้อยๆ
“จะไปจริงเหรอ”
กานต์นิ่งนาน “ใช่… ฉันกลัว กลัวจะห่างกัน กลัวเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าเราไม่โต ก็ไม่มีทางสมหวังในฝันใช่ไหม”
วิวกลั้นน้ำตา “ฉันรอฟังเสียงขลุ่ยนายนะ”
คืนก่อนเดินทาง วิวยืนริมถนนหน้าอพาร์ตเมนต์ มือกำจดหมายที่อยากจะให้แต่ไม่กล้า กานต์เดินออกมาเงียบๆ ไม่มีคำสัญญายาวไกล ไม่มีฉากอารมณ์สูงส่ง มีแค่รอยปะทะของมือกับมือเป็นนาทีกว่า
“ถ้าหากวันไหนนายหมดแรง ฉันจะอยู่ปลายสายเสมอ”
แสงไฟถนนตัดกับเงาสองคนบนทางเท้า ไม่มีใครพูดอะไร วิวยิ้มขื่นๆ ดวงตาแดงก่ำ กานต์พยายามกลั้นน้ำตาไว้ สองคนโอบกันไว้เงียบ ก่อนจะต้องปล่อยมือออกด้วยความยากลำบาก
วันเวลาที่ห่างกัน วิวกับกานต์ติดต่อกัน ไม่สม่ำเสมอเท่าเดิม บางคืนกานต์ส่งคลิปเป่าขลุ่ยวิวส่งข้อความเชียร์ ในจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ วิวเล่าเรื่องบ้านที่เริ่มเข้าใจลูกสาวมากขึ้น กานต์เล่าเรื่องความโดดเดี่ยวแต่ก็ภูมิใจในสิ่งที่ทำ
หนึ่งปีผ่านไป กานต์กลับมาเมืองไทย ครั้งแรกที่เจอในรั้วมหาวิทยาลัยทั้งสองคนต่างกันไปมาก กานต์มีแววมั่นใจในตัวเอง วิวมีรอยยิ้มที่กล้าเผชิญหน้ากับอนาคต กานต์เดินเข้ามาใกล้ ส่งกล่องไม้เล็กๆ ให้
“อะไรรู้ไหม?”
วิวเปิด กล่องนั้นบรรจุขลุ่ยอันใหม่ แกะสลักชื่อ ‘วิว’ ไว้ วิวตะลึงน้ำตาไหลพรั่งพรู กานต์เพียงแค่ยิ้มจางๆ “ต่อให้ไม่อยู่ด้วยกันตลอดเวลา แต่เชื่อว่ายังเล่นเพลงเดียวกันได้เสมอ”
วิวโผเข้าไปกอดกานต์แน่นโดยไม่พูดอะไร สองคนยืนนิ่งอยู่หน้าตึกดนตรี ท่ามกลางเสียงเครื่องดนตรีจากตึกที่ข้ามฝั่งมา ความเจ็บปวดแต่ละอย่างในอดีตกลายเป็นแค่ท่วงทำนองหนึ่งบนถนนของการเติบโตและรักที่ค่อยๆ เปิดใจให้อภัยทั้งคนอื่นและตัวเอง