รอยยิ้มระหว่างบรรทัด
เสียงเครื่องปริ้นท์งอแง ดังแข่งกับเสียงฝนข้างนอกสำนักงาน ปาล์มจ้องจอคอมพิวเตอร์พลางถอนหายใจยาวก่อนจะกดบันทึกต้นฉบับ ฉบับของข้าวฟ่างกำลังจะถึงกำหนดส่ง ในขณะที่อีกฝ่ายยังไม่ส่งอะไรมาให้ตรวจสักบรรทัด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ข้าวฟ่าง จะส่งต้นฉบับทันใช่มั้ย?” ปาล์มหันไปถามเสียงเรียบ แต่ด้วยสายตาที่เริ่มล้า ข้าวฟ่างลุกขึ้นจากโต๊ะที่เต็มไปด้วยโพสต์อิทสีสด เอาสคริปต์บทสัมภาษณ์ในมือมาคลี่ออก
“อีกนิดเดียวพี่ปาล์ม ขอเวลาอีกสิบนาทีนะ เดี๋ยวเสร็จเลย”
ปาล์มพยักหน้าแม้ใจจะอยากถอนหายใจอีกที อยากจะถามว่า ทำไมทุกที…แต่ก็เลือกจะเงียบ อาจเพราะเคยพูดไปแล้วไม่รู้กี่ร้อยครั้ง
ข้าวฟ่าง เหลือบมองปาล์มผ่านกรอบแว่นทรงกลม เห็นคนตรงหน้าซุกหน้ากับกองต้นฉบับ เธอเลื่อนเมาส์ หาข้อมูลต่อ มือสั่นนิดๆ เพราะยังไม่แน่ใจประเด็นของคอลัมน์คราวนี้
“เอ่อ…พี่ปาล์ม คิดว่าคนเราต้องเลือกจะจริงจังกับงาน หรือต้องมีความสุขกับงานคะ?”
ปาล์มหันกลับมาช้าๆ เงียบคิด “ถ้าเลือกได้ ผมอยากมีทั้งสองอย่าง แต่ในโลกจริงมันยาก คนทำงานที่นี่ถึงจบไปทีละคน”
ข้าวฟ่างหัวเราะห้วน “หนูสงสัยว่าถ้าเขียนเรื่องตลก ๆ ลงคอลัมน์คนจะว่าเล่นไม่ดูสาระหรือเปล่า”
ปาล์มนิ่งอยู่พัก “ข้าวฟ่าง…ถ้ามันจริงสำหรับเธอ ก็ไม่มีใคร์ว่าสาระหรือเปล่า เขาจะอ่านด้วยหัวใจ”
สายตาข้าวฟ่างอ่อนลง เธอไม่เคยได้ยินประโยคแบบนี้จากปาล์ม นิ่งเงียบไปครู่ ก่อนจะเขียนบรรทัดสุดท้ายแล้วกดส่ง
เครื่องปริ้นท์เริ่มทำงาน ขณะเดียวกันข่าวลือเรื่องการปิดตัวของสำนักพิมพ์ก็เริ่มแพร่กระจาย
เย็นวันนั้น ข้าวฟ่างเดินตามปาล์มออกจากออฟฟิศ ฝนปรอยลมแรง เธอถือแฟ้มแน่น ทั้งสองหยุดอยู่ริมทางเดิน ปาล์มหยิบร่มออกมา “ไปด้วยกันมั้ย?”
“กลัวว่าถ้าเดินด้วยกันบ่อย ๆ คนจะหาว่าเราสนิทกันนะพี่”
ปาล์มเงียบไปแวบนึง “สนิทก็ไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป…”
สายตาข้าวฟ่างสะท้อนอะไรบางอย่าง ก่อนจะบิดปากยิ้ม “แต่หนูว่า…ถ้ามีคนเข้าใจ มันก็ดีเหมือนกันนะ”
สองคนเดินใต้ร่มเดียวกันแบบไม่รีบร้อน บางจังหวะที่เงียบ เสียงฝนเทลงสู่พื้นถนน กลายเป็นเพลงประกอบที่เงียบเหงาแต่ก็อบอุ่น
วันถัดมา ข้าวฟ่างมีกำหนดไปทำแผนสัมภาษณ์กับนักเขียนชื่อดัง แต่เธอลืมแฟ้มงานไว้ที่ออฟฟิศ กดโทรศัพท์หาปาล์ม
“พี่…หนู ลืมแฟ้มอะ ช่วยถ่ายแล้วส่งมาให้ได้ไหม?”
ปาล์มลังเล “แต่ผม…เอ่อ ผมกำลังจะไปบ้านแม่อยู่—”
ข้าวฟ่างเงียบ เสียงรถวิ่งผ่านข้างทาง “ถ้าไม่ได้ ไม่เป็นไรค่ะ หนู…แค่ไม่อยากพลาดน่ะ”
ปาล์มถอนหายใจเบาๆ “เดี๋ยวผมแวะออฟฟิศแล้วส่งให้…”
ปลายสายเงียบไปนาน ก่อนข้าวฟ่างจะพูดด้วยเสียงอ่อน “ขอบคุณมากค่ะ”
เช้าวันนั้น…ข้าวฟ่างได้รับอีเมลแนบไฟล์จากปาล์มกับข้อความสั้น ๆ “ขอให้สัมภาษณ์ผ่านไปด้วยดี” เธอยิ้มโดยไม่รู้ตัว
หลายสัปดาห์ผ่านไป ปาล์มกับข้าวฟ่างเริ่มคุยกันมากขึ้น แม้หัวข้อจะยังวนเวียนเรื่องงาน แต่โทนเสียงอ่อนลง บางครั้งก็ขัดแย้งกันเรื่องรูปภาพกับคำบรรยาย
“รูปนี้มันไม่เหมาะกับเนื้อหาเลยพี่” ข้าวฟ่างโวย ปาล์มเถียง “แต่มันคือความเป็นชีวิตจริง ไม่ใช่แค่ภาพสวย ๆ แบบใน IG”
“แต่บางที คนอ่านก็อยากเห็นอะไรสดใส” ข้าวฟ่างเหนื่อยใจ
ปาล์มหรี่ตา ก่อนจะพูดเบา ๆ “ความสดใสจริง ๆ มาจากวิธีที่เล่าเรื่องต่างหาก”
ข้าวฟ่างนิ่งไปด้วยความสับสน เธอเริ่มคิดกับเขาไม่เหมือนเดิม
คืนหนึ่ง ข้าวฟ่างกลับบ้านดึก หลังส่งต้นฉบับทันเวลา เธอกดโทรศัพท์หาแม่ สีหน้าเหนื่อยล้ายามได้ยินเสียงแม่เตือนเรื่องหาแฟน “อย่าเลือกคนที่ทำงานงานกับลูกเยอะไปนะลูก”
“แม่… คนดีมันหายากนะแม่”
“อย่ายึดติดอดีตนะลูก แม่กับพ่อก็เคยเกือบพลาดกันเพราะคิดมากเกิน”
ข้าวฟ่างนั่งเงียบในห้องคอนโด คำพูดแม่ค่อยๆ สะกิดอะไรบางอย่างในใจเธอ
เช้าวันต่อมา ปาล์มมาออฟฟิศก่อนเวลา เธอเห็นเขานั่งคนเดียว เขาดูเศร้ายังไงไม่ทราบได้ เธอตัดสินใจเอากาแฟหนักแน่นมาให้ “วันนี้คนดูเหนื่อยจัง”
ปาล์มเงียบ ก่อนจะค่อยๆ ยิ้มเศร้า “เมื่อคืนแม่โทรมา…บอกว่า ถ้าไม่อยากอยู่คนเดียวทั้งชีวิตก็อย่าดื้อเกินไป”
ข้าวฟ่างกลั้นขำ “แล้วพี่คิดจะเชื่อมั้ย?”
ปาล์มหรี่ตา “ถ้ามีคนอยากให้อยู่ด้วยกัน ผมอาจต้องลองเชื่อดู”
สองคนเงียบไป เสียงช้อนกระทบแก้วกาแฟดังแผ่ว พวกเขาไม่กล้าสบตากันนัก ต่างคนต่างใจเต้นแปลกๆ
เมื่อสำนักพิมพ์เริ่มมีปัญหาเรื่องยอดขาย บรรยากาศการทำงานจึงตึงเครียด วันหนึ่ง มีผู้บริหารจากบอร์ดมาที่ออฟฟิศ ซุบซิบเรื่องจะปลดคนออก
ในที่ประชุม ปาล์มเป็นคนพูดตรง “ถ้าต้องเลือก ผมขอลาออกเองครับ” ทุกคนตกใจ ข้าวฟ่างหน้าเสียทันที
“แต่พี่…” ข้าวฟ่างพยายามห้าม แต่ปาล์มยิ้มบาง ๆ “อย่าเป็นห่วงผมเลย ผมโตพอจะหาทางของตัวเอง”
บรรยากาศงานหลังการประชุมหนักอึ้ง ข้าวฟ่างไม่กล้าคุยกับเขา มีแต่ข้อความในไลน์ที่พิมพ์แล้วลบไปหลายสิบรอบ เธอเลือกจะไปหาปาล์มหลังเลิกงาน
ที่ร้านข้าวต้มเงียบ ๆ ข้าวฟ่างนั่งตรงข้าม เขาเขี่ยข้าวในถ้วยอย่างไม่มีแรง
“พี่ทำแบบนี้เพราะไม่อยากให้ใครเดือดร้อนใช่มั้ย?”
“มันก็ส่วนหนึ่ง แต่…ผมรู้ว่าผมไปต่อที่นี่ไม่ได้อีก”
“หนูไม่อยากให้พี่ไป…” เธอกระซิบเบา ๆ เหมือนไม่เคยพูดอะไรออกมาแบบนี้มาก่อน หน้าทั้งสองคนแดงจัด ต่างพยายามสื่อว่า หมายถึงอะไร นอกจากเรื่องงาน
ปาล์มกลืนน้ำลาย “บางที ถ้าต้องจากกัน ไม่ใช่เพราะเราไม่ดีต่อกัน…แต่เพราะเรายังไม่พร้อมจะดีพอ”
ข้าวฟ่างนิ่งอึ้ง เธอเข้าใจว่าปาล์มกลัวการเริ่มต้นใหม่ กลัวพลาดเหมือนเมื่อก่อน เพราะเขาเคยลาออกจากงานใหญ่เพื่อความฝันแต่ไม่สำเร็จ จนกลัวการล้มเหลวซ้ำอีก
ช่วงเวลาห่าง สองคนต่างใช้ชีวิตตามทางของตน ข้าวฟ่างมุ่งสร้างคอลัมน์ให้สดใสขึ้น ส่งเรื่องเล่าฮา ๆ ได้รับความนิยม ปาล์มพยายามสมัครงานแต่โดนปฏิเสธ เขาเริ่มเขียนบล็อกสั้น ๆ แชร์เรื่องราวชีวิตตนเอง
คืนนั้นข้าวฟ่างส่งข้อความ “คืนนี้ฝนตกเหมือนคืนวันนั้นเลย”
“ผมยังคิดถึงร่มคันเดียว” ปาล์มตอบกลับ ช่วงเวลาสั้น ๆ เหล่านี้ เชื่อมใจค่อย ๆ กลับมาแบบไม่ได้ตั้งใจ
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อข้าวฟ่างป่วยกะทันหันในวันที่กำหนดสัมภาษณ์ใหญ่ เธอรุ่งเช้าส่งข้อความขอโทษปาล์มที่เคยรบกวนให้ช่วยเรื่องแฟ้ม “อยากขอบคุณที่ไม่เคยหนีหนูในวันที่หนูแย่ที่สุด”
ปาล์มนั่งอยู่หน้าคอมที่บ้าน คำพูดข้าวฟ่างสะท้อนถึงวันที่ตัวเองเคยอยู่คนเดียว ทั้งสองคนลุกขึ้นหาคำตอบให้ตัวเองว่า สิ่งสำคัญคือการไม่ตัดสินกันที่ความสำเร็จหรือความล้มเหลว
วันหนึ่ง ปาล์มตัดสินใจเอาต้นฉบับหนังสือเล่มแรกในชีวิตมาฝากข้าวฟ่างที่ออฟฟิศ คำบนปกเขียนว่า “รอยยิ้มระหว่างบรรทัด”
ข้าวฟ่างรับเล่มมา อ่านชื่อของตัวเองในหน้าคำนิยม หัวใจเต้นแรง
“นี่สำหรับเธอ… ที่ทำให้ผมหัวเราะในวันที่โลกมันน่าเบื่อ”
ข้าวฟ่างน้ำตาคลอ ปาล์มมองหน้าพร้อมรอยยิ้มเขิน ๆ เขาหยุดนิ่งใกล้เธอ ก่อนจะพูดเบา ๆ ในที่สุด
“ผมไม่รู้อนาคตจะเป็นยังไง แต่ถ้าระหว่างบรรทัดเหล่านั้น…มีเธอ ผมคงกล้าเขียนต่อ”
ข้าวฟ่างหัวเราะทั้งน้ำตา “หนูกล้าหัวเราะ กล้าร้องไห้ เพราะมีพี่เหมือนกัน”
ในห้องออฟฟิศเงียบ ๆ สองรอยยิ้มสบตากัน คล้ายจะสัญญาอะไรบางอย่างที่ไม่ต้องเอื้อนเอ่ย ต่อจากนี้ ระหว่างบรรทัดทุกบทในชีวิตของพวกเขา…จะมีใครอีกคนคอยเติมเต็มเสมอ