เงาใจในฤดูเทียน
เปลวเทียนไหวระริกบนโต๊ะไม้เก่ากลางเวิร์คช็อปเล็กๆ กลิ่นหอมเบาบางของลาเวนเดอร์ลอยในอากาศ เมธาวีขยับมือหยิบพู่กันอย่างเฉื่อยช้า เธอเงยหน้ามองใครอีกคนที่กำลังจัดกล่องของขวัญริมหน้าต่าง ตะวันยามเย็นส่องลอดซี่ไม้ ฉาบเงาของวินไว้บนผนัง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ลายดอกไม้ตรงนี้เลอะแล้ว” วินพูดเรียบ พยายามไม่สบตาเมธาวี
“รู้แล้ว เดี๋ยวฉันจัดการ” เสียงเมธาวีแผ่วแต่นิ่ง เธอละสายตาลง ขั้นตอนการวาดซ้ำและแก้ข้อผิดพลาดเป็นสิ่งที่คุ้นเคย เธอทำมันได้ แต่ความสัมพันธ์กับวินไม่ง่ายอย่างนั้น
วินเห็นเธอเงียบไปก็ทำเพียงพยักหน้าสั้นๆ แล้วหันกลับไปหยิบกล่องกระดาษกองใหญ่ ช่วงมุมปากของเขานั้นเหมือนจะมีเสียงถอนหายใจที่กลืนหายไปแล้ว นี่คือครั้งแรกในรอบเจ็ดปีหลังจากจบมหาวิทยาลัยที่ทั้งคู่ต้องร่วมงานกันจริงจัง
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ เสียงเทียนหยดลงบนถ้วยกระเบื้องสลับกับเสียงขีดเขียนที่กระดาษ พอเมธาวีเหม่อคิดถึงงานคืนนั้นที่เคยทะเลาะกับวิน เบื้องหลังเสียงเพื่อนร่วมรุ่นอึกทึก รายชื่อกลุ่มในสายข่าวแต่ละคน กว่าจะรู้ตัวอีกที วินก็พูดขึ้นมา
“ถ้าไม่เร่งคืนนี้เราส่งออเดอร์ไม่ทัน ลูกค้ารายใหม่คนนั้นคงไม่รอ” เขาก้มหน้ากำลังแกะสายรัดจุกเทียน ข้อมือมีรอยรัดแดงอ่อนๆ เมธาวีสังเกต ถึงจะทะเลาะกันแต่เธอก็อดเป็นห่วงไม่ได้
“จะเร่งไปเพื่ออะไร ก็รู้อยู่แก่ใจว่าฉันไม่ถนัดงานขาย” เสียงของเธอขุ่นเบา ลึกลงไปมีความเสียใจที่เคยเลือกจะอยู่เบื้องหลังมาตลอด
“แต่ถ้าไม่ช่วยกันคราวนี้ เทียนชุดนี้อาจเป็นชุดสุดท้ายที่ร้านจะขายได้” วินเปรยเบาๆ เหมือนกับพูดกับตัวเอง
ความเงียบปกคลุมระหว่างทั้งสอง เสียงรถจากถนนใหญ่ไกลออกไป เมธาวีมองภาพสะท้อนวินในหน้าต่างแววตาเขากำลังอดทนต่อบางอย่างที่เธอเองก็เข้าใจดี
เวลาผ่านไปจนตะวันลาลับ เมธาวีพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่คิดถึงงานวันนั้น — วันที่วินซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มรับน้องในมหา’ลัย เลือกปกป้องอาจารย์ฝ่ายกิจกรรมมากกว่าเลือกข้างเพื่อนในกลุ่ม เธอรู้สึกถูกทรยศ แม้เขาจะพยายามอธิบายก็ไม่มีใครจะแก้ไขอดีตได้
วันถัดมา ทั้งคู่เจอกันที่เวิร์กช็อปอีกครั้ง เมธาวีแกล้งยุ่งกับการจัดดอกไม้แห้งลงกล่อง หลีกเลี่ยงสายตาของวิน วินเองก็กำลังเช็คอีเมล ทำเหมือนไม่อยากเริ่มบทสนทนา ทว่าความรู้สึกอึดอัดแทรกตัวอยู่ในความเงียบ
“เทียนกลิ่นใหม่…จะลองทำเป็นกลิ่นมะลิไหม” เมธาวีพูดขึ้นแบบไม่เต็มเสียง เธอพยายามเริ่มบทสนทนาที่ไม่ได้เกี่ยวกับอดีต
วินขยับแว่น เงียบอยู่อึดใจหนึ่ง “แล้วคิดว่าลูกค้าจะชอบเหรอ”
“ลูกค้าบางคนอาจจะคิดถึงบ้าน…” เธอลังเลก่อนจะพูดต่อ “เหมือนกับ…ฉัน”
วินพยักหน้า คล้ายเข้าใจ มันคือหนึ่งในฉากแรกที่หัวใจของทั้งสองเริ่มเปิดรับกันทีละน้อย แม้รอยแผลเก่ายังรบกวนใจก็ตาม
เมื่อเทศกาลงานฝีมือประจำปีใกล้เข้ามา ร้านเทียนเล็กๆ ต้องเตรียมออเดอร์สำหรับบูธใหญ่ เมธาวียังคงรับผิดชอบงานผลิต ส่วนวินวิ่งวุ่นกับการติดต่อแขกและขยายฐานลูกค้า ความตึงเครียดก่อตัวในแต่ละเช้า แม้จะพยายามแยกหน้าที่ แต่การต้องทำงานร่วมกันทำให้หลบหนีกันไม่พ้น
บางวัน เมธาวีจับได้ว่าเขาเผลอดูเธอตอนกำลังจดจ่อกับการผสมกลิ่นเทียน เธอเองก็เผลอฟังเสียงรองเท้าหนังของวินกระทบพื้นไม้ซ้ำๆ จนเกิดความคุ้นเคยที่ปฏิเสธไม่ได้
คืนหนึ่งขณะเทียนหลอดสุดท้ายหยดลงแม่พิมพ์ วินนั่งนิ่งไม่ละจากถ้วยน้ำชา เขาถามเมธาวีเสียงแผ่ว “ถามอะไรหน่อย… ที่วันนั้น— เธอเกลียดฉันจริงเหรอ”
เมธาวีชะงัก นิ้วของเธอที่จับพู่กันสั่นเล็กน้อย “ฉันไม่รู้… ฉันแค่เจ็บ ตอนนั้นน่ะ”
ความเงียบตรึงอยู่นาน กระทั่งวินถอนใจ “ฉันก็เสียใจ…ที่เลือกแบบนั้น—แต่ฉันกลัว กลัวจะทำพลาดกว่านี้ถ้ายังอยู่ข้างเพื่อน”
เธอหลบตา น้ำเสียงเขามีบางอย่างที่ไม่เคยฟังมาก่อน อาจจะเป็นความจริงใจ หรือความกลัวซ่อนเร้นจากอดีตที่เข้ามาทำลายอะไรมากกว่าความสัมพันธ์แค่คนสองคน
บรรยากาศขมุกขมัวในร้านเทียน ไม่กี่วันต่อมา ขณะจัดอุปกรณ์ เมธาวีสะดุดสายไฟล้มลง วินรีบประคอง “เป็นอะไรมากหรือเปล่า?” คำถามเรียบง่ายแต่แฝงความห่วงใยในน้ำเสียง
เธอสะบัดมือเบาๆ “ไม่เป็นไร แค่นี้เอง” แต่ในใจรู้สึกถึงความใส่ใจของเขา เมธาวีเห็นสายตาเขาชะงักตอนมือเธอแตะหลังมือเขา
เวลาผ่าน ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองเริ่มคลายเกลียวดึง เดือนถัดมาเมื่อบูธงานฝีมือเปิดตัว วินเป็นคนเดินนำเสนอสินค้า ส่วนเมธาวีอยู่หลังโต๊ะจัดแสดง ทุกครั้งที่มีลูกค้ามายืนเลือกเทียน เธอแอบสังเกตปฏิกิริยาเขา วินเองก็ไม่วางสายตาไปจากเธอไกลนัก
หลังงานจบคืนนั้น เมธาวีกับวินเดินกลับร้านพร้อมกัน ใต้ไฟถนนสีส้มอ่อน เมธาวีพูดขึ้นเบาๆ “ขอบใจนะ ที่ช่วยวันนี้”
วินเงียบ ก่อนตอบ “ถ้าไม่มีเธอ… ร้านนี้ก็ไม่มีเทียน”
ทั้งสองต่างนิ่ง ไม่กล้าสบตากัน คนละฝั่งทางเดิน สองข้างที่ใจยังไม่กล้าก้าวข้ามหากัน
หลังจากนั้น การติดต่อของทั้งสองเริ่มห่างขึ้น เพราะแต่งานใหม่ไหลมาไม่ขาด เมธาวีรับงานวาดลวดลายให้บริษัทใหญ่ วินต้องไปประชุมต่างจังหวัด กล่องข้อความในแอปไลน์ระหว่างทั้งคู่มีเพียงคำถามสั้นๆ เช่น “เทียนล็อตนี้โอเคไหม” หรือ “คืนนี้พักผ่อนบ้างนะ”
คืนวันหนึ่งเมธาวีได้กลิ่นเทียนลาเวนเดอร์ในร้านที่เธอผลิตเอง เธอคิดถึงวิน น้ำเสียงที่เอื้อมไม่ถึงของอีกฝ่ายทำให้รู้สึกขาดอะไรบางอย่าง
ในวันที่ฝนตก วินกลับมากรุงเทพฯ ด้วยงานใหม่ในบริษัทโฆษณาใหญ่ เขานัดพบเมธาวีที่ร้านกาแฟเล็กๆ ใจกลางเมือง วินวางแก้วกาแฟตรงหน้าเมธาวีพร้อมพูดว่า “ฉันมีโอกาสไปไกลกว่านี้…แต่ถ้าต้องเลือกจริงๆ ฉันไม่อยากทิ้งเธอไว้ข้างหลัง”
เมธาวีจับถ้วยร้อนแน่น “ฉันก็กลัวจะเสียเธอไปเหมือนกัน…แต่ฉันกลัวมากกว่าจะกล้าเริ่มกับใครอีก”
บทสนทนาสั้นและเงียบงัน แต่สีหน้าของทั้งคู่เต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่พูดออกมา
“ฉันอยากให้เราเริ่มใหม่…แต่ฉันก็มีแผลฝังใจอยู่” เมธาวีสารภาพเสียงสั่น “ฉันต้องการเวลา”
วินพยักหน้า ช้าๆ “ฉันก็คงต้องเรียนรู้จะให้อภัยตัวเองเหมือนกัน”
วันเวลาผ่านไป เมธาวีเริ่มวาดเทียนลวดลายใหม่โดยไม่มีวินอยู่ข้างๆ แต่เธอก็เริ่มเห็นว่าในแต่ละฝีแปรงยังคงมีเงาของเขาในนั้น
ช่วงที่ใกล้งานแสดงศิลปะ วินติดต่อกลับมาว่าเขาอยากช่วยออกแบบบูธ แม้แต่คำพูดในแชทก็มีน้ำหนักและความอบอุ่น ราวกับว่าทั้งสองเริ่มให้อภัยในอดีตและหันหน้าเข้าหากันอีกครั้ง
ในคืนเปิดงานฝีมือ ท่ามกลางเทียนนับร้อยที่จุดสว่าง เมธาวีกับวินยืนข้างกันในความเงียบ แววตาทั้งคู่สะท้อนแสงเทียนอ่อนโยน ต่างหลบตาแต่รับรู้ถึงแรงดึงดูดแปลกๆ ที่ไม่อาจปฏิเสธได้
“ถุงเทียนชุดนี้…ไปถึงใครหลายคน” วินพูดช้าๆ “แต่ฉันอยากให้หนึ่งในนั้นเป็นของเธอ”
เมธาวีรับเทียนมาอย่างเงียบเชียบ สูงในมือเธอ มันคือสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ที่ไม่ลบทิ้งอดีตแต่เลือกจะวางมันไว้บนหิ้งเมตตา
ไฟเทียนพลิ้วในร้าน เงาใจในอดีตยังอยู่ แต่ในเวลานี้เมธาวีและวินเลือกจะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ช้าๆ อย่างไม่เร่งรัด แต่เต็มไปด้วยความหวังและการให้อภัย