เสียงเงาบนเกาะมรณะ
เสียงหวีดยาวของเรือเร็วฝ่าเกลียวคลื่นยามเย็น พาเหล่านักศึกษาห้าคนกระโจนสู่เกาะที่ไม่มีชื่อ เกาะขรึมๆ แฝงกลิ่นสาบของเสน่ห์และพิษร้าย อิงค์ ตัวแทนชมรมจิตอาสา เครียดจับหมัดสะพายเป้คลุมร่าง เพ่งมองเพื่อนร่วมทาง พีค เด็กทุนสุดเจ้าปัญหา, กันต์ ลูกชายคหบดีเชื่อมั่นในตัวเอง, มิว กะโปโลโม้มากกว่าทำ, และฟ้า เด็กสาวเงียบๆ ผู้มีแววตาเศร้าลึก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อิงค์กัดริมฝีปากขณะเดินไปตามทางเดินไม้ผุที่จมลึกในเงาร่มไม้ เขาลอบชำเลืองพีคซึ่งพยายามเชื่อมบทสนทนาทางบวก แต่ก็ดูตีกันกับกันต์ตลอดเวลา
พีคถอนหายใจแรง “พวกเรามาทำบ้าอะไรในที่แบบนี้วะ มั่นใจเหรอว่ามีแต่ค่ายอาสาปกติ?”
กันต์หัวเราะมุมปาก “ถ้ากลัวก็กลับไปดิ มิว มึงกลัวมั้ย?”
มิวไหล่สั่นนิด ๆ หัวเราะกลบเกลื่อน “ก็กระสับกระส่ายหน่อยปะวะ เกาะดูเหมือนในหนังผีเกาหลีเลย”
ฟ้ายังคงเงียบ อิงค์สังเกตเห็นมือเธอกำกำไลข้อมือแน่น
คนดูแลค่ายรูปร่างตันผิวเข้มเดินนำ ชื่อคุณปรเมศ ผู้มีรอยยิ้มบางที่เหมือนไม่เคยถึงตา เขาไม่พูดอะไร ใช้เพียงแค่ผายมือให้ตามกันเข้าไปยังโรงนอนไม้กระดานเก่าแก่
คืนแรกบนเกาะ เสียงคลื่นกระทบฝั่งจางๆ กลบด้วยเสียงกระซิบของลม อิงค์นอนพลิกตัวในความมืด หูแว่วเสียงฝีเท้าขูดกรวดอยู่หน้าต่าง เร่งใจให้สงบ ฟังเสียงลมหายใจของเพื่อนร่วมเตียงชั้นบน
รุ่งอรุณบนเกาะไม่ใสสะอาดอย่างที่คิด ท้องฟ้ามีเมฆดำ เมื่อนักศึกษารวมตัวกันที่ลานกิจกรรมกลางแจ้ง คุณปรเมศจะแจกหมายเลขและแผนที่ขนาดเล็กที่ขีดเส้นแดงสั้น
“วันนี้จะเป็นวันแรกของกิจกรรมเอาตัวรอด ภารกิจคือหาอาหารและน้ำได้เอง ใครขาดเหลือหรือฝ่าฝืนข้อตกลงจะถูกตัดสิทธิ์การกลับบ้าน” น้ำเสียงเขานิ่งราบ แต่แววตาไม่มีชีวิตชีวา
ฟ้าฝืนยกมือถามเบาๆ “ถ้าใครหลงทาง…?”
“ไม่มีใครช่วยได้ทุกกรณีครับ” คุณปรเมศตอบเร็วปรื๋อ ทำให้ความเย็นวาบพาดผ่านลำคอทุกคน
กิจกรรมเริ่ม ขณะอิงค์สอดส่ายมองยอดไม้สูงเพื่อหาผลไม้และใบไม้กินได้ พีคขวางมือกล่าว “พวกอย่าปล่อยให้กันต์วางแผนคนเดียว เผื่อหมอนี่หลอกเราทิ้งก็ได้นะ”
กันต์แค่นเสียง “ลองพูดใหม่อีกทีดิ”
อิงค์เบนสายตามาที่ฟ้า “ฟ้า เห็นอะไรแปลกไหมเมื่อคืน”
ฟ้าชะงัก นิ่งนาน “เหมือนเห็นเงาเดินหลังโรงนอน”
ทุกคนเงียบ อากาศอึดอัด ก่อนที่มิวจะหันไปชวนตักน้ำริมลำธาร แต่จู่ ๆ มีเศษกระดูกขนาดใหญ่ติดมากับน้ำมือหนึ่ง อิงค์หยิบขึ้นมาดูเบิกตาโต
“นั่น…มันกระดูกคนหรือเปล่า” เสียงมิวพร่าตัวสั่น
“อย่ามโน!” กันต์ปัดทิ้ง แต่แล้วฟ้ากลับโน้มมองใกล้ ๆ พลางกลืนลมหายใจ
อิงค์ขอให้ทุกคนปิดเรื่องนี้ไว้ รอจนกว่าคุณปรเมศจะมาตรวจ แต่ความหวาดกลัวฝังอยู่ในแววตาทุกคน
คืนนั้นพีคนอนไม่หลับ เดินออกจากโรงนอนไปชายหาด สายตาสอดส่องผ่านเงาไม้ เห็นเงาดำเคลื่อนไหว ไม่ไกลนักพีคได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงร้องไห้ เขาลังเล แต่ก็ต้องเดินเข้าไป
พีคพบเด็กสาวในชุดขาวคลุมผม เธอนั่งกุมเข่าหันหน้าออกทะเล เสียงสะอื้นสะท้าน พีคขยับเข้าใกล้ “เธอ…เป็นใคร มาทำอะไรตรงนี้”
เด็กสาวไม่ตอบ เพียงแต่หันหน้าที่เลอะดินขึ้นสบตา พีครู้สึกเหมือนตัวเย็นเฉียบจากภายใน ก่อนที่เด็กสาวจะลุกเดินออกไปอย่างไร้เสียง ทิ้งความเย็นวาบไว้เบื้องหลัง
รุ่งเช้า พีคเล่าเรื่องให้กลุ่มฟัง มิวหัวเราะประหลาดใจ ฟ้าหลุบตามองทราย “เราเคยเจอเด็กคนนั้น…”
กันต์ขัดขึ้น “ไม่มีจริงหรอก อย่าโยงไร้สาระ”
แต่ฟ้ายืนยันด้วยแววตาสั่นไหว “จริง…คืนแรกที่เข้าค่าย ก็เห็นเดินวนรอบห้องนอน”
แรงกดดันเริ่มแฝงในกลุ่ม อิงค์พยายามสงบใจ “ทุกคน…เราสัญญาจะดูแลกัน ไม่ทิ้งกัน”
ในขณะสร้างค่ายพักใหม่ลึกเข้าไปในป่า พวกเขาค้นพบกระเป๋านักศึกษาที่จ่าหน้าชื่อผู้หญิง ซึ่งไม่มีชื่อในกลุ่ม พีคขุ่นเคืองใจ “ชื่อ…วีนัส ใครวะ?”
มิวขมวดคิ้ว “หรือจะเป็นเด็กที่พีคเจอเมื่อคืน?”
ระหว่างเถียงเสียงดัง เกิดเสียงใบไม้ไหวยิบ ฟ้ากรีดร้อง ทุกคนวิ่งไปเจอคุณปรเมศยืนอยู่ มือถือเข็มทิศเดินสำรวจ
“อย่าเดินนอกเส้นทาง — เกาะนี้อันตราย” น้ำเสียงเขาหนักแน่น แต่ไม่อธิบายเหตุผล
ในคืนนั้น ฟ้านอนไม่หลับ ไล้นิ้วตามสายกำไลข้อมือ กำซ่อนน้ำตาไว้ อิงค์ที่ตื่นมาเช็ดน้ำตาให้ “มีอะไรจะเล่าให้เราฟังไหม?”
ฟ้าเงียบครู่ใหญ่ “เรา…เคยมาที่นี่ครั้งหนึ่งกับครอบครัว ตอนเด็กๆ มีอะไร…ที่ไม่ควรพูดถึง”
“เกี่ยวกับเด็กหญิงชุดขาวเหรอ?” อิงค์ถามอย่างชัดเจน
ฟ้าสะอื้น “เราเป็นคนเห็นตอนเขาหายตัวไป…เราจำหน้าเค้าได้”
มิตรภาพในกลุ่มเริ่มสั่นคลอน เพราะฟ้าปิดบังอดีต พีคเริ่มตีตัวออกห่าง กันต์เฝ้าระแวงตลอดเวลา
วันหนึ่ง มิวหายตัวขณะออกไปหาผลไม้ พวกที่เหลือวิ่งวุ่นหา รอยเท้ามิวหายอันดับกลางลำธาร อิงค์เริ่มแตกสลาย “เราต้องช่วยเพื่อน!”
กันต์กระชากแขนอิงค์ “ถ้าฝืนต่ออาจถูกจับหายไปอีกคน”
แต่ฟ้าพูดเบา ๆ ขาดความมั่นใจ “อย่า…อย่าทิ้งกัน”
ทั้งสามคนกลับมาโรงนอนพบคุณปรเมศนั่งรอ “มีข้อห้ามของเกาะ — อย่าออกจากเขตปลอดภัยหลังพระอาทิตย์ตก มีบางอย่างเฝ้าดูพวกคุณอยู่”
อิงค์น้ำตาไหล “มันเกี่ยวกับวีนัสรึเปล่าคะ?”
คุณปรเมศหลบสายตาเงียบ
คืนนั้น เสียงกระซิบดังเวียนรอบโรงนอน พีคหวาดกลัวจนสุดโต่ง แต่ยังแข็งใจเดินออกไปดู เห็นเงาหญิงสาวสะท้อนจันทร์นั่งกอดเข่าที่โขดหิน
“วีนัส… เรารู้ว่าเธออยู่ที่นี่ ขอคืนเพื่อนเราด้วย” พีคร้อง
เงาหญิงสาวหันมอง น้ำตาไหลอาบแก้ม — เสียงสะอื้นสะท้อนป่า เงาแตกกระจายกลายเป็นฝูงผีเสื้อสีขาวล่องลอยกลับเข้าป่าลึกไป
รุ่งเช้า มิวตรอมตรมกลับมา เสื้อผ้าเปรอะโคลน ช็อกจนพูดจาไม่รู้เรื่อง ได้แต่พูดซ้ำ ๆ ว่า “อย่าออกไปข้างนอกกลางคืน…มีคนเฝ้าอยู่จริง”
ความระแวงกลายเป็นความกลัวที่ฝังราก ทุกคนแทบไม่หลับตา ทุกเสียงกลายเป็นสัญญาณร้าย
ในวันที่สี่ อิงค์ตัดสินใจเผชิญหน้าคุณปรเมศ “คุณรู้อะไรเกี่ยวกับวีนัสบ้าง”
“เด็กที่หายไปจากค่ายรุ่นก่อน ไม่มีใครกล้ายอมรับ ตอนนั้นผู้ดูแลปล่อยให้เด็ก ๆ ออกไปสำรวจป่า—หายไปหนึ่งคน ไม่มีร่าง ไม่มีข่าว” เขาตอบช้า ๆ ขมวดคิ้ว เหมือนสำนึกผิดบางอย่างแต่ไม่เอื้อนเอ่ย
“ความผิดของผู้ใหญ่ย้อนคืนเสมอ” คุณปรเมศพูดแผ่ว
อิงค์น้ำตาเอ่อ “แล้วเราจะถูกปล่อยให้ตายแบบเขาเหรอ?”
คุณปรเมศยืนนิ่ง เงียบ
คืนนั้น อิงค์มอบกำไลข้อมือของฟ้าให้วีนัสที่นั่งใต้ต้นไม้ “ขอให้อภัย…ขอโทษที่เงียบ ไม่กล้าพูดชื่อเธอ และกลัวความจริง”
แสงจันทร์สบตาอิงค์ วีนัสแตะกำไล ยิ้มเศร้า เงาร่างหายไปในหมอกขาว
รุ่งเช้า เสียงเรือเร็วค่อย ๆ ดังขึ้นฝ่าเกลียวคลื่นในขณะที่กลุ่มนักศึกษายืนรอริมฝั่ง ทุกคนสีหน้าเหมือนแบกน้ำหนักอะไรบางอย่างตลอดมา ฟ้าเดินเคียงข้างอิงค์ คำพูดแผ่วเบาหวิว “ขอโทษที่ไม่เคยเล่าความจริง…ขอโทษที่ไม่กล้า”
อิงค์วางมือบนไหล่ฟ้า “พวกเราทุกคนมีอดีตที่กลัว…แต่เราเลือกว่าจะทำยังไงกับมัน”
กลุ่มเพื่อนทั้งสี่ขึ้นเรือ ทุกคนต่างสงบ เย็นลึกจากข้างใน ไม่มีใครพูดถึงวีนัสอีก
ขณะที่เรือฝ่าออกจากเงาเกาะ เงาร่างเด็กหญิงในชุดขาวกลับมายืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่บนหาด เมื่อลมพัดผ่าน แสงสะท้อนดวงตาของเธอเป็นประกาย ก่อนที่เงาจะบางเบาหายกลืนไปกับสายลม