ห้องสมุดในคืนต้องห้าม
เสียงหวีดหวิวของลมกระทบกระจกบานใหญ่หน้าห้องสมุดเงียบงัน ยิ่งทำให้ทุกอย่างดูเงียบสนิท ทั้งที่บริเวณนี้น่าจะครึกครื้นด้วยเสียงหัวเราะบ้างในตอนเย็น แต่เวลานี้ เพียงแสงสุดท้ายของวันก็แทบไม่ส่องถึง รินจ้องมองนาฬิกาแขวนตรงกำแพง—ตัวเลข 18:52 น. ขยับช้า ๆ ผู้คนทยอยกลับบ้านเหลือเธอเพียงคนเดียวท่ามกลางฝุ่นและกลิ่นกระดาษเก่าสะสมในชั้นหนังสือ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“จะกลับยัง?” เสียงเอมดังขึ้นแผ่ว ๆ จากเงามืดตรงมุมโซฟา รินเผลอสะดุ้งนิด ๆ ก่อนกลั้นใจตอบกลับเบา ๆ
“เอม… เราต้องรอให้จบก่อนคืนนี้ เราตกลงกันไว้แล้ว จำได้ไหม” รินพูดไปขณะชำเลืองดูสมุดปกแข็งสีดำสนิทในมือ—สมุดบันทึกที่ลือกันว่าเคยเป็นของเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่หายตัวไปปริศนาเมื่อสิบปีก่อน
“อย่าทำท่าแบบนั้นสิ มันไม่ตลกนะริน” เดชเดินลงบันไดมา พร้อมกับแก้วกาแฟในมือ “จริง ๆ แกกลับไปเถอะ ชั้นอยู่กับรินพอ จะได้ไม่ต้องมีเรื่องแบบปีก่อนอีก…”
เอมพึมพำเบา ๆ ลงท้ายว่า “บ้าเอ้ย พวกแกกลัวอะไรกันนักหนา ห้องสมุดก็แค่นี้ จะมีปีศาจอะไรนักหนา”
ในขณะที่ทั้งสามยังต่อล้อต่อเถียงกัน กวินเดินเข้ามาสมทบหลังเมินเสียงโทรศัพท์สายแล้วสายเล่า เขาเงียบกว่าปกติ ตาแดงก่ำ เหมือนอดนอนมาหลายคืน
“คืนนี้เราเข้าห้องสมุดตามที่นัดไหม” เขาเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแข็ง เหลือบตามองสมุดบันทึกสีดำในมือริน
รินพยักหน้า “เหลือเราแค่สี่คน พวกเราควรจบเรื่องนี้”
เอมส่ายหน้าแต่ไม่พูด เอื้อมหยิบเป้สะพายไหล่ขึ้นมากอดแน่น ๆ มือสั่นเล็กน้อย
เดชเปลี่ยนเรื่องว่า “ถ้าพรุ่งนี้มีใครไม่มาเรียน จะไม่มีใครรู้ใช่ไหมว่าพวกเราอยู่ที่นี่เมื่อคืน…”
เงียบครู่ใหญ่ ไม่มีใครหัวเราะ แม้คำพูดของเดชจะฟังดูเหมือนล้อเล่น
เสียงประตูไม้บานใหญ่ที่ห้องสมุดค่อย ๆ ดังเอี๊ยดอ๊าด ทุกคนหยุดหายใจ คนแตะลูกบิดคือริน เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พลางคิดในใจว่าถ้าสิ่งที่เคยกลัว…ความกลัวสูญเสียใครไปซ้ำอีก จะมาเยือนจริง ๆ คืนนี้หรือเปล่า
ในห้องสมุดกลางคืน ไม่มีไฟนีออนสว่างจ้า มีแต่ตะเกียงเจ้าพายุหนึ่งดวงวางอยู่บนโต๊ะไม้กลางห้อง เสียงนาฬิกาไม้ข้างกำแพงยังติ๊กต่อกช้า ๆ ทุกอย่างหยุดนิ่งราวกับเวลาหยุดเดิน
กวิน เริ่มต้น “ตอนนี้เราอยู่กันครบ ไม่มีใครกลับง่าย ๆ แล้วนะ” เขาเอื้อมหยิบสมุดในมือริน “มา—มาเริ่มกันเลย”
เอมขยับนั่งประชิดเดชมากขึ้น “แกอย่าทิ้งเราได้ไหม เราไม่ชอบความมืด”
เดชหลุบตา มองตะเกียง มือใหญ่ของเขาปัดแขนเอมเบา ๆ “ไม่ไปไหนหรอกหน่า จะปล่อยไว้กลางทางทำไมวะ”
รินเปิดสมุดหน้าแรก ชื่อ ‘ขวัญ’ ปรากฏอยู่ ราวกับลายมือหมึกดำเพิ่งเขียนเมื่อคืน—แต่ขวัญมาจากรุ่นพวกเขาหรือเปล่า ไม่มีใครรู้จักชื่อเด็กลึกลับนี้มาก่อน
ข้างใต้ชื่อ มีข้อความว่า ‘ใครก็ตามที่เปิดอ่านสมุดเล่มนี้ในคืนที่แปดสิบแปดจะต้องสละบางอย่างให้ห้องสมุดคืน’ ขยี้ตายังไงตัวหนังสือก็ยังคงอยู่
เอมพูดเบา ๆ “โกหก! เป็นไปได้ไง สมุดนี่พึ่งเจอเมื่อวานเอง!”
กวินถามเสียงเรียบ “ใครเอามันมาไว้หลังตู้ลับล่ะ ริน…?”
รินสั่นนิด ๆ “เราแค่…อยากรู้เฉย ๆ ว่าจริงไหมว่าห้องสมุดนี้มีวิญญาณซ่อนอยู่”
เสียงขูดของบางสิ่งที่พื้นจู่ ๆ ดังขึ้นจากมุมห้อง ทุกคนหันขวับตามทิศทางเสียง ตรงนั้นไม่มีสิ่งใดนอกจากเงามืดลอดผ่านชั้นหนังสือ
เอมลุกขึ้นช้า ๆ ขยับเดินช้า ๆ ตามเสียงไป ทันใดนั้นแสงไฟจากตะเกียงเจ้าพายุพลันหล่นฮวบพรึบ ๆ เหมือนจะดับ กวินรีบยื่นมือไปจับแขนเอมไว้
“อย่าแยกกัน เดี๋ยวสัญญาณหาย ก็จะเหมือนปีนั้นอีก จำไม่ได้จริง ๆ หรือไง?” กวินเสียงแหบสิ้นหวัง ไม่ใช่แค่ห่วง ยังมีความกลัวบางอย่างคละคลุ้งอยู่ในน้ำเสียง
เอมกัดริมฝีปาก พูดเบา ๆ “ขอโทษ… แต่เรากลัวเงานั้น มันเหมือนกำลังมองดูเราอยู่”
รินหันไปจับมือเดชแน่น “ไม่ต้องกลัวหรอก ไม่มีอะไรทั้งนั้น” แต่ความมั่นใจในเสียงเธอดูปลอม เหมือนพยายามปลอบใจตัวเองมากกว่า
เสียงกรอบแกรบแปลกประหลาดดังมาจากข้างตู้หนังสือ ทุกคนยืนนิ่ง กล้ามเนื้อบนใบหน้าย่นเกร็งกับความมืด
รินตัดสินใจก้าวเข้าไปในความมืด ใช้แฟลชมือถือส่องชั้นหนังสือ ทุกคนตามไปเป็นแถว แต่แล้วขณะที่ตาของรินเริ่มปรับกับความมืดอยู่ดีๆ แสงไฟก็วูบวาบราวกับจะดับจริง ๆ ครั้งนี้
ทันใดนั้นเอมกรีดร้องเสียงดัง ทุกคนหันขวับไป พบว่าเอมหายไปจากกลุ่มราวกับหายตัวในอากาศ
สี่คนกลายเป็นสาม เสียงร้องเอมกลับเงียบงันดังเดิม ไม่มีใครรู้ว่ามันคือฝันร้ายหรือความจริง
เดชใบหน้าซีดขาว มือสั่น รินเองก็ใจเต้นแรง หัวใจเย็นเฉียบจนแทบหยุดเต้น กวินหลับตาแน่นก่อนสบถ “อย่าแตกตื่น! เธอแค่เผลอเดินไปมุมมืดนั่นเอง ริน ตามมา!”
แต่รินไม่ขยับ เธอสะดุดใจบางอย่าง ลายมือในสมุดกลับเปลี่ยนเป็นอีกประโยค ‘อย่าทิ้งใครไว้คนเดียว’ ทุกคนมองหน้ากันโดยไม่ต้องพูดอะไรก็รู้ว่าคืนนี้…ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม
เสียงนาฬิกาตีเป็นจังหวะถี่ขึ้น ประตูห้องสมุดปิดปังแน่นกว่าเดิม เช่นเดียวกับเสียงจังหวะหัวใจแต่ละคนที่เต้นถี่ขึ้นอย่างช้า ๆ
กวินตัดสินใจกลั้นใจลากเดชให้ทิ้งความกลัวไว้ข้างหลัง “แกอยู่กับริน ชั้นไปดูเอมเอง!”
เดชชะงักยืนอยู่กับริน เขาลังเลจะทิ้งเพื่อนไปหรือไม่ ทุกคนต่างรู้สึกถึงบรรยากาศหนาวเย็นที่ฉาบคลุมไปทั่ว ทั้งสามพยายามลอบมองหาทางออกอื่นแต่ไม่มีทางไหนเปิดได้อีกแล้ว