เสียงเรียกจากใต้ถุนเก่า
ฝนตกยามค่ำคืนก่อเสียงกระทบหลังคาสังกะสีเก่าๆ เป็นจังหวะคล้ายเสียงกลองรัวเบา ๆ นีรายืนจ้องประตูไม้หน้าบ้านหลังเก่าที่เธอลืมกลิ่นมันไปนาน กลิ่นอับของไม้ผุและฝุ่นลอยมากระทบจมูกทันทีที่เธอผลักประตูเข้าไป แสงไฟรำไรจากหลอดนีออนในโถงกลางบ้านคล้ายพยายามลบความมืดอันหนาทึบที่เกาะแน่นอยู่ตามมุมห้อง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แม่…หนูมาแล้ว” เสียงเธอเบาและสั่น เธอไม่ได้กลับบ้านนี้มาสิบกว่าปีแล้วหลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครในบ้านอยากพูดถึง
ในห้องนั่งเล่น แม่ของนีรานั่งอยู่อย่างเงียบงัน แก้มตอบลงมากกว่าครั้งสุดท้ายที่นีราเห็น ดวงตาแม่หลบสายตาไปทางผนัง
“แม่เป็นไงบ้าง…เมื่อคืนมีใครมาไหม” นีราพยายามชวนคุย เสียงฝนข้างนอกทำให้ห้องอึดอัดขึ้นทุกขณะ
แม่ไม่ตอบ นิ่งอยู่นานก่อนจะพูดเบา ๆ “อย่าลงไปใต้ถุนบ้านกลางคืน”
นีราขมวดคิ้ว ยังจำไม่ได้ว่าทำไมประโยคนี้ถึงฟังดูคุ้นเคย เธอหันสำรวจรอบบ้าน ทุกอย่างแทบไม่เปลี่ยน มีเพียงฝุ่นและความเงียบที่หนากว่าเดิม
คืนนั้น เสียงฝนกลบเสียงอื่นหมด แต่ในความเงียบของบ้าน มีเสียงบางอย่างลอดขึ้นมาจากใต้ถุน มันแผ่วเบา คล้ายเสียงกระซิบเรียกชื่อเธอ
“นีรา…”
เธอขนลุกซู่ หยุดฟัง ชั่วขณะนั้นทุกอย่างหยุดนิ่ง แม่ยังนั่งนิ่งเหมือนไม่ได้ยินอะไร
เช้าวันต่อมา นีราสำรวจบ้านจนพบห้องเก็บของเก่า เธอเจอกล่องไม้ใบหนึ่ง มีรอยขีดเขียนชื่อ “นีรา” ด้วยลายมือเด็กๆ เธอลูบกล่อง ก่อนจะรู้สึกได้ถึงสายตาที่จับจ้องอยู่จากเงามืดใต้มุมห้อง
“จะเปิดทำไม กล่องนั้นเก็บไว้เถอะ” เสียงแม่ดังขึ้นกะทันหัน เธอสะดุ้งจนเกือบทำกล่องหล่น
“แม่…ในนี้มีอะไรเหรอ”
แม่ไม่ตอบ เดินจากไปเงียบ ๆ ปล่อยให้ความสงสัยกัดกินใจนีรามากขึ้น
เวลาเย็น แสงแดดลับขอบฟ้า เงาทาบทามตามพื้นที่ว่างใต้ถุนบ้าน เสียงกระซิบเรียกชื่อเธอค่อย ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ฟังดูเศร้ากว่าเดิม
นีราเดินไปยืนข้างหน้าต่าง มองลงไปใต้ถุน เห็นเพียงความมืดและกองเศษไม้ ทว่ามีเงาร่างเลือนลางขยับอยู่ในมุมสายตา เธอหายใจเข้าออกช้า ๆ พยายามบอกตัวเองว่าเป็นแค่ความคิด
คืนนั้น เธอฝันถึงเสียงเดิม แต่เมื่อตื่นขึ้นมากลางดึก เสียงนั้นยังคงเรียกเธออยู่จริง
“นีรา…ช่วยด้วย…”
เธอทนไม่ไหว เดินไปหยุดตรงบันไดทางลงใต้ถุน มือสั่นเทา เหงื่อแตกทั้งที่อากาศเย็น เธอไม่กล้าลงไป แต่เสียงนั้นเหมือนเรียกใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
“แม่…แม่ได้ยินเสียงนั่นมั้ย”
แม่ยังคงนิ่ง เงียบกว่าทุกครั้ง
รุ่งเช้า นีราตัดสินใจออกไปเดินเล่นรอบบ้าน พบกับลุงเปี๊ยก เพื่อนบ้านแก่ๆ ที่มองเธอด้วยแววตาแปลก ๆ
“ได้ยินเสียงบ้างมั้ยเมื่อคืน” ลุงเปี๊ยกถาม
นีรานิ่งอึ้ง “เสียงอะไรคะ”
ลุงเปี๊ยกไม่ตอบ กลับเดินจากไปอย่างรวดเร็ว เหมือนไม่อยากสนทนาต่อ
นีรามองตามลุงเปี๊ยก แล้วหันกลับไปที่บ้าน ความรู้สึกไม่สบายใจคลายตัวไม่ได้ เธอตัดสินใจเปิดกล่องไม้นั้นอีกครั้ง คราวนี้พบรูปถ่ายครอบครัวที่ขาดหายไปหนึ่งคน เด็กผู้ชายในรูปที่เธอไม่จำได้
เธอถือรูปไปหาแม่ “แม่…ใครในรูปนี้”
แม่มองรูป ก่อนจะหลบสายตา “ไม่มีใครหรอก เก็บเถอะ”
นีราตัดสินใจเดินไปยังใต้ถุนบ้านในช่วงบ่าย แสงแดดลอดผ่านช่องไม้ ทำให้เงาทาบไปมา เธอหอบหายใจพลางสำรวจเศษของเก่า กลิ่นเหม็นอับรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
เสียงฝีเท้าของเธอทำให้ฝุ่นฟุ้ง เสียงนั้นกลับมาอีกครั้ง “นีรา…” คราวนี้เสียงใกล้มาก เธอหันขวับไป ไม่มีใคร
ขณะนั้นเธอสังเกตเห็นรอยขูดขีดบนพื้นไม้ รูปวงกลมและเส้นประหลาดราวกับเป็นสัญลักษณ์บางอย่าง เธอย่อตัวลงมอง พยายามสัมผัสมัน แต่เมื่อมือแตะถึงพื้น ความเย็นยะเยือกแล่นขึ้นแขนทันที
“ออกไป!” เสียงแม่ตะโกนจากข้างบน เธอสะดุ้งรีบลุกขึ้นทันที
“แม่! ทำไมต้องห้ามหนูลงมาที่นี่ตลอด”
แม่ไม่ตอบ เพียงแต่จ้องลงมาด้วยแววตาหวาดกลัว
คืนนั้น นีรานอนไม่หลับ เงาใต้เตียงเธอดูหนาทึบผิดปกติ เสียงพื้นไม้ลั่นคล้ายมีบางอย่างเดินอยู่ข้างล่าง ความเงียบในบ้านดูเหมือนมีชีวิต
รุ่งเช้า นีราไปถามเพื่อนบ้านอีกคนคือป้าช้อย ป้าช้อยหลบสายตา ทำทีเหมือนไม่อยากพูดถึงบ้านหลังนี้
“อย่าไปเชื่อเสียงที่ได้ยิน” ป้าช้อยพูดเสียงเบา “บ้านนี้มัน…มีอดีตที่ควรปล่อยให้จมอยู่ใต้ถุน”
นีราสังเกตว่าไม่มีใครในหมู่บ้านอยากเฉียดใกล้บ้านเธอ เหมือนทุกคนรู้บางอย่างแต่ไม่พูด
เย็นวันนั้น นีราเห็นแม่ยืนจ้องไปทางใต้ถุนอย่างเหม่อลอย เธอเดินไปจับแขนแม่ “แม่ หนูอยากรู้ความจริง”
แม่ส่ายหน้า “บางอย่างรู้ไปก็ไม่ช่วยอะไร”
“แต่หนู…หนูได้ยินเสียง…มันขอความช่วยเหลือ”
แม่เมินหน้า น้ำตารื้นอยู่ที่ขอบตา เนื้อหาของความเงียบในบ้านทำให้นีรารู้สึกเหมือนถูกกดทับ
คืนนั้นเสียงเรียกดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้หนักแน่นและชัดเจนกว่าทุกคืน เธอเดินไปที่บันไดใต้ถุนทั้งที่ขาสั่น หยุดยืนฟังเสียงน้ำตาตัวเองที่หยดลงพื้น
“ใครอยู่ข้างล่าง…” เธอถามออกไป
ไม่มีคำตอบ มีเพียงเสียงหายใจเบา ๆ กับเสียงขูดไม้ดังขึ้นจากความมืด
เธอเปิดไฟฉายบนมือถือ ส่องลงไป เห็นเงาสะท้อนวาวแปลก ๆ ตรงมุมเสาของใต้ถุน เหมือนมีตาเพ่งมองตอบ
เธอถอยหลังอย่างตกใจ เงานั้นขยับเข้ามาใกล้ เธอวิ่งขึ้นบ้าน ปิดประตูลงกลอนแน่น หัวใจเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก
รุ่งเช้า แม่เธอหายตัวไป นีราตกใจวิ่งหาทั่วบ้าน แต่ไม่พบแม่ อยู่ๆ เสียงโทรศัพท์บ้านก็ดังขึ้น
“แม่…” เธอตอบรับสาย เสียงแผ่วเบาของแม่ดังมาจากปลายสาย “อย่าไว้ใจใคร…แล้วก็อย่าลงไปใต้ถุนเด็ดขาด”
สายถูกตัดไปทันที นีราตัวสั่น ความกลัวค่อยๆ กลืนกินความคิด เธอพยายามเรียกแม่แต่ไร้เสียงตอบกลับ
คืนวันนั้นเธอได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ เดินวนรอบบ้าน เสียงขูดขีดไม้ดังขึ้นเรื่อยๆ เหมือนใครกำลังขีดสัญลักษณ์บนพื้นอีกครั้ง
เธอเริ่มเห็นเงาดำวูบผ่านผ้าม่าน เห็นเงาคนยืนอยู่หน้าต่าง และเสียงเรียกชื่อเธอซ้ำ ๆ
เวลาผ่านไป นีราตัดสินใจย้อนดูสมุดบันทึกเก่าของตัวเอง เธอพบหน้ากระดาษฉีกขาดหลายหน้า แต่มีข้อความเดียวที่เหลือ “อย่าลืมเขา อย่าลืมเสียงเรียก”
เธอนั่งนิ่งอยู่นาน ความทรงจำบางอย่างเริ่มไหลกลับมา เสียงกระซิบในหูเธอกลายเป็นเสียงร้องไห้
รุ่งเช้า เธอกลับไปใต้ถุนอีกครั้ง คราวนี้เธอเห็นรอยเท้าเด็กเล็ก ๆ ติดอยู่บนฝุ่น เธอเดินตามรอยไปจนถึงมุมอับหลังเสาไม้ ที่นั่น เธอเห็นของเล่นเก่ากล่องหนึ่ง มีชื่อ “นีรา” เขียนด้วยลายมือเดียวกับกล่องไม้นั้น
ทันใดนั้น เงาเด็กชายปรากฏอยู่ข้างหลังเธอ เธอไม่กล้าหันไป เสียงร้องไห้ดังขึ้นจนหูอื้อ
“ทำไม…ทำไมลืมผม…”
นีราทรุดลง น้ำตาไหล เธอพูดเสียงสั่น “ขอโทษ…ขอโทษ”
เงานั้นยังคงอยู่ เสียงกระซิบเรียกชื่อเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอเริ่มจำได้ว่าครั้งหนึ่งเธอเคยมีน้องชาย น้องชายที่หายตัวไปในวัยเด็ก และไม่มีใครพูดถึงอีกเลย
บ้านทั้งหลังสั่นสะท้านเหมือนตอบรับความจริงที่เปิดเผย เงาดำคล้ายเด็กแปรเปลี่ยนกลับเป็นเงามืดแผ่ซึมไปตามพื้นไม้ เสียงร้องไห้ยังคงก้องอยู่ในบ้าน
นีรารู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ในอดีต เธอเดินกลับขึ้นบ้าน เจอแม่ที่ยืนรออยู่ตรงบันได แม่ร้องไห้เงียบ ๆ
“แม่…ทำไมไม่บอกหนู…”
“แม่กลัว…”
ทั้งบ้านเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง ความรู้สึกผิดและความเศร้าถาโถมเข้ามาพร้อมกัน
คืนนั้น ทั้งบ้านเงียบสงัด ไม่มีเสียงเรียก ไม่มีเสียงขูดขีด มีเพียงเงาที่ยืดยาวอยู่ตามผนัง
รุ่งเช้า ฝนหยุดตก แสงแดดสาดเข้าบ้าน แต่น้ำหนักของอดีตยังไม่จางหาย นีราตัดสินใจเดินออกจากบ้าน เธอหันกลับไปมองอีกครั้ง เห็นเงาเด็กชายยืนอยู่ใต้ถุน จ้องมองเธอด้วยสายตาเศร้า
เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นอีกครั้ง “อย่าลืมผม”
นีราหลับตา น้ำตาไหล สะพายกระเป๋าเดินหายไปในหมอกเช้า ทิ้งบ้านหลังนี้ให้กลืนอดีตไว้กับความเงียบและเสียงที่ไม่มีใครอยากได้ยินอีกต่อไป