เสียงร้องใต้ตึกเก่า
สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านสนามหญ้าแห้งกรอบของมหาวิทยาลัยในคืนเดือนหงาย แสงไฟนีออนริบหรี่ตรงทางเดินส่องให้เห็นเพียงเงาลางๆ ของตึกเรียนเก่าที่ถูกทิ้งร้างมายาวนาน หน้าต่างกระจกแตกร้าว เถาวัลย์ขึ้นปกคลุมผนังปูนสีซีด เป็นฉากหลังที่อึดอัดจนใครผ่านมากลางค่ำกลางคืนต้องรีบเร่งเท้าให้ไวขึ้น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แต่คืนนี้กลับมีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังมาจากเงามืดตรงขอบสนาม อิฐ นิค แพร มะปราง และเต้ กลุ่มนักศึกษาปีสามคณะนิเทศศาสตร์ กำลังยืนมองตึกเก่าด้วยแววตาผสมปนเปของความตื่นเต้นและความกลัว
“มึงแน่ใจนะนิค ว่ามันจะมีอะไรจริงๆ?” เต้ถามเสียงเบา กอดอกแน่นเหมือนพยายามป้องกันตัวเองจากอากาศเย็น
นิคยิ้มมุมปาก สะพายเป้กล้องประจำตัวไว้แน่น “ถ้าไม่มีเสียงนั้น มหาลัยจะลือไปทำไมว่ามีคนหายไป? แล้วพวกมึงล่ะ ไม่อยากพิสูจน์เองเหรอ?”
แพรลูบต้นแขนตัวเอง ดวงตาไม่ละจากหน้าต่างชั้นสามที่มืดสนิท “แต่ข่าวลือมันสิบปีแล้วนะ มันอาจจะแค่เรื่องแต่งก็ได้…”
อิฐถอนหายใจ รวบผมยาวรวบสูงพลางพูดติดตลก “ถ้าเจอผีจริงๆ มึงถ่ายคลิปได้ไหมนิค จะได้ดังซักที”
มะปรางไม่พูดอะไร เอาแต่หันไปมองข้ามไหล่ราวกับได้ยินเสียงฝีเท้าอยู่ใกล้ๆ เธอไม่เคยชอบเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่เธอต้องมากับเพื่อน เพราะคำท้าของนิค และเพราะอยากรู้อะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในใจตัวเอง
ทั้งห้าคนค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ประตูเหล็กขึ้นสนิมที่แง้มไว้ครึ่งหนึ่ง เสียงเอี๊ยดอ๊าดของบานพับดังขึ้น เมื่อเต้ผลักประตูให้เปิดเต็มที่ กลิ่นอับฉุนของฝุ่นและความชื้นทะลักออกมาปะทะจมูก ทุกคนหยุดยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังรอให้ใครสักคนเชื้อเชิญ
“เข้าไปเหอะ อย่าให้เสียเที่ยว” นิคพูดเบาๆ ก่อนจะเดินนำเข้าไปคนแรก แสงไฟฉายจากมือถือสาดส่องไปตามทางเดินที่ปกคลุมด้วยเศษกระดาษและใบไม้แห้ง
เสียงฝีเท้าดังซ้ำไปซ้ำมาในโถงทางเดินที่เงียบงัน เสียงลมหายใจขาดห้วงของแต่ละคนฟังได้ชัดเจนกว่าปกติ ข้างฝาผนังมีป้ายประกาศซีดจางที่อ่านแทบไม่ออก แพรหยุดมองมันชั่วครู่ ก่อนจะตามเพื่อนๆ เข้าไปในห้องเรียนห้องแรก
โต๊ะไม้เก่าเรียงเป็นแถว สีกระเทาะหลุดร่อน ทีละคนเปิดแฟลชส่องไปตามมุมห้อง ไม่มีอะไรผิดปกติ ยกเว้นความเงียบที่ดูจะหนักอึ้งกว่าภายนอก
“มึง ได้ยินไหม…” มะปรางกระซิบ แววตาตื่นตระหนก เธอแตะต้นแขนแพรเบาๆ
ทุกคนเงี่ยหูฟัง เสียงเหมือนลมหายใจครางเบาๆ ลอยมาแผ่วเบาจากชั้นบน เหมือนใครกำลังสะอื้น แต่มันเบามาก จนไม่แน่ใจว่าเป็นเสียงจริงหรือคิดไปเอง
“นั่นมันอะไร…” เต้พูดเสียงสั่น “ไปดูกันไหม”
ไม่มีใครขยับ ทุกคนมองหน้ากันอย่างลังเล ก่อนนิคจะตัดสินใจเดินนำไปยังบันไดที่เต็มไปด้วยเศษขยะและใบไม้ ทุกก้าวที่ย่างเท้าขึ้นบันได เสียงร้องนั้นเหมือนจะชัดเจนขึ้นทีละน้อย
ชั้นสองของตึกเงียบกว่าชั้นล่างมาก แสงไฟจากมือถือสะท้อนกับกระจกแตกเป็นเสี่ยงๆ ตามผนัง มีรอยขีดเขียนด้วยลิปสติกสีแดงซีดว่า “อย่าเข้าไป” ทุกคนหยุดมองด้วยหัวใจที่เต้นแรง
“ใครแม่งมาทำวะ…” อิฐพูดเบาๆ แต่ไม่มีใครตอบ
พวกเขาเดินต่ออย่างระมัดระวัง ผ่านห้องเรียนที่เปิดประตูทิ้งไว้ ทุกห้องว่างเปล่า มีเพียงเสียงลมหวิวๆ กับกลิ่นอับปนสนิม เสียงร้องเหมือนคนสะอื้นยังคงลอยมาตามสายลมจากปลายทางเดิน
แพรหยุดยืนหน้าห้องหนึ่ง เธอรู้สึกเหมือนถูกดึงดูดให้เข้าไปข้างใน ขณะที่เพื่อนๆ ยืนรอ เธอเปิดประตูเข้าไป ภายในห้องมีโต๊ะครูไม้เก่าตั้งอยู่ และสมุดเก่าๆ กองหนึ่งวางไว้บนโต๊ะ เธอหยิบสมุดขึ้นมาเปิดดู ข้างในเป็นลายมือหวัดๆ จดบันทึกอะไรสั้นๆ
“ขอโทษ…ขอโทษ…ขอโทษ…”
แพรใจเต้นแรง เธอรีบวางสมุดลงเหมือนถูกของร้อน แล้วรีบออกมาสมทบกับเพื่อน
“มีอะไร?” อิฐถาม
“ไม่มี…แค่สมุดเก่า” แพรพูดพลางหลบตา เธอไม่อยากให้ใครรู้ว่าตัวเองเริ่มกลัวขึ้นมาจริงๆ
พวกเขาเดินต่อไปจนถึงบันไดอีกชุดที่นำขึ้นสู่ชั้นสาม เสียงร้องนั้นดังขึ้นกว่าเดิม มะปรางเริ่มร้องไห้เบาๆ พลางบอกว่าอยากกลับ แต่ไม่มีใครกล้าหันหลังกลับก่อน
“ถ้ากลัวก็รออยู่ตรงนี้ เดี๋ยวพวกกูไปดูเอง” นิคพูด แม้น้ำเสียงจะมั่นใจ แต่เหงื่อที่ซึมเต็มหน้าผากบ่งบอกว่าเขากำลังฝืนความกลัว
สุดท้ายมะปรางยืนพิงผนังรออยู่กับเต้ ส่วนอีกสามคนเดินขึ้นชั้นสามไปอย่างเงียบงัน
ชั้นสามของตึกเหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ทุกอย่างเย็นชืด เงียบสนิทและเหมือนเวลาหยุดเดิน หน้าต่างบานหนึ่งเปิดอ้า ลมพัดม่านสีหม่นให้ปลิวไปมา เสียงสะอื้นหายไป เหลือแต่ความว่างเปล่าปกคลุมทุกอย่าง
นิคส่องไฟไปทางปลายตึก เขาตัดสินใจเดินไปสำรวจห้องเก็บของที่ปิดไว้ด้วยประตูไม้ผุ อิฐกับแพรเดินตามหลังโดยไม่เอ่ยคำ
นิคลองหมุนลูกบิด ประตูเปิดออกด้วยเสียงเอี๊ยดอ๊าด ข้างในมีชั้นไม้เก่ากองเต็มไปด้วยแฟ้มและกระดาษสีเหลืองกร่ำ เขาค้นดูเล็กน้อย เจอแฟ้มหนึ่งที่มีชื่อ “พิมพ์วรี” เขียนไว้ด้วยลายมือหวัดๆ
แพรรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาทั้งตัว เธอจำชื่อ “พิมพ์วรี” ได้ลางๆ ว่าเคยมีข่าวรุ่นพี่หายตัวไปเมื่อสิบปีก่อน ชื่อเดียวกันนี้
อิฐพลิกแฟ้มดู มีจดหมายแผ่นหนึ่งแนบมา เขาอ่านเสียงเครือ “ถ้าใครเจอแฟ้มนี้…อย่าไว้ใจเสียงที่ได้ยิน…”
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากทางเดินข้างนอก ทุกคนหยุดนิ่ง มองหน้ากันอย่างหวาดระแวง
“ใครเดินอยู่ข้างนอกวะ…” นิคกระซิบ
ไม่มีใครตอบ เงาเลือนรางปรากฏที่ขอบประตู มันไม่ได้เคลื่อนไหวตามจังหวะไฟฉาย แต่เหมือนกำลังจ้องมองพวกเขาอยู่…
แพรกลั้นหายใจ เธอค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้นิคและอิฐ เสียงร้องเริ่มกลับมาอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงผู้หญิงชัดเจนขึ้น
เสียงแผ่วเบาดังแทรกหมอกความเงียบ “ช่วย…ฉัน…ด้วย…”
นิคพยายามกลั้นใจ เดินออกไปช้าๆ ตรงไปที่ปลายทางเดินที่เสียงนั้นดังมาจากห้องน้ำหญิงประจำชั้น
ประตูห้องน้ำเปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง ไฟฉายส่องเข้าไปเห็นเพียงอ่างล้างหน้าที่แตกกระจายและรอยมือเปื้อนฝุ่นบนกระจก ไม่มีใครอยู่ข้างใน แต่เสียงครางยังคงลอยวนในอากาศ
“เราควรกลับกันได้แล้ว…” อิฐพูดเบาๆ เสียงสั่นเล็กน้อย
นิคไม่ตอบ เขาเดินเข้าไปในห้องน้ำช้าๆ แพรกับอิฐลังเลอยู่หน้าประตู ไฟฉายของนิคหล่นลงพื้น ทำให้มุมหนึ่งของห้องน้ำสว่างจ้าเป็นเส้นแปลกตา เผยให้เห็นเงาร่างหนึ่งนั่งคุกเข่าอยู่มุมห้อง เงานั้นไม่มีหน้า มีแต่ความมืดที่คลุมร่าง
นิคถอยหลังออกมาชนแพร เสียงสะอื้นหายไปทันที ความเงียบกลืนทุกอย่าง
จังหวะนั้นเอง ประตูห้องน้ำปิดเองเสียงดังปัง!
มะปรางกับเต้ที่อยู่ชั้นล่างได้ยินเสียงประตูดังชัดเจน ทั้งสองหันมองหน้ากันด้วยความตกใจ มะปรางกระซิบ “กลับกันเถอะ เต้…”
เต้ลังเล แต่ตัดสินใจวิ่งขึ้นไปตามบันได “พวกมันอาจเป็นอะไรอยู่ข้างบน!”
ทั้งสองรีบขึ้นชั้นสาม เจอประตูห้องน้ำปิดแน่น พวกเขาทุบประตู ตะโกนเรียกแต่ไม่มีเสียงตอบ
ในห้องน้ำ เงามืดขยายตัวปกคลุมทั้งห้อง แพรเริ่มร้องไห้ เธอพูดเสียงสั่น “เราควรออกไปจากที่นี่…เดี๋ยวนี้…”
นิคพยายามเปิดประตู มันขยับไม่ได้ อิฐทุบผนังจนมือเจ็บ แต่ไม่มีใครได้ยินเสียงตอบกลับ
ในความมืด มีเสียงกระซิบแผ่วเบา “อยู่กับฉัน…ช่วยฉัน…อย่าไป…”
แสงไฟจากมือถือของแพรดับลง ทิ้งให้มีเพียงเงามืดกับเสียงสะอื้นที่วนเวียนไม่หยุด
จังหวะนั้นเอง มะปรางผลักประตูเข้าไปได้ ประตูเปิดออกเองเมื่อไม่มีใครคาดคิด ทุกคนรีบออกจากห้องน้ำด้วยหัวใจเต้นรัว
แต่เมื่อออกมาที่โถงทางเดิน ทั้งห้าคนกลับพบว่าทางเดินดูเปลี่ยนไป…หน้าต่างไม่มี เงามืดทึบแผ่คลุมผนัง ทุกคนรู้สึกเหมือนถูกจับจ้องด้วยสายตานับสิบจากที่ไหนสักแห่ง
เสียงหัวเราะเย็นเยียบแว่วมา “พวกเธอ…ก็เหมือนฉัน…”
อิฐตะโกนสวนออกไป “เราไม่ใช่! พวกเราจะออกไป!”
แต่เสียงหัวเราะยังคงดังขึ้นเรื่อยๆ เงาร่างผู้หญิงในชุดนักศึกษาปรากฏวูบหนึ่งตรงปลายทางเดิน แล้วหายไป ทุกคนเริ่มวิ่งไปที่บันได แต่ไม่มีจุดจบ ทางเดินวนกลับมาที่เดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ความเงียบและเสียงสะอื้นสลับกันกดดันจนทุกคนเริ่มเสียสติ แพรนั่งลงร้องไห้ มะปรางกุมขมับแน่น เต้เอาแต่ทุบกำแพงหวังหาเส้นทางใหม่ นิคกลายเป็นคนเงียบสนิท ไม่พูดอะไรเลย
เวลาเหมือนหยุดนิ่ง เสียงในหัวของแต่ละคนดังขึ้นเรื่อยๆ “ขอโทษ…ขอโทษ…ขอโทษ…”
นิคเริ่มสำนึกผิด เขาเป็นคนท้าทายให้เพื่อนมาเอง ทั้งที่ตัวเองรู้ดีว่าตึกนี้เคยมีรุ่นพี่หายตัวไปเพราะพิสูจน์เรื่องนี้เหมือนกัน
แพรยอมรับกับตัวเองว่า ตัวเองเคยโกหกในอดีต และเคยเห็นเหตุการณ์บางอย่างเมื่อสิบปีก่อนที่ไม่กล้าบอกใคร
อิฐ มะปราง และเต้ล้วนมีบางสิ่งที่ไม่เคยเปิดเผย—เรื่องผิดพลาด เรื่องกลัว เรื่องที่ปิดบังไว้กับตึกนี้
แสงไฟฉายของอิฐเริ่มกระพริบ เมื่อส่องไปที่ผนังกลับเห็นลายมือแดงๆ เขียนล้อมรอบหัวข้อหนึ่งว่า “สารภาพบาป”
เสียงของพิมพ์วรีดังขึ้นชัดเจนกว่าเดิม “ถ้าพวกเธอไม่ยอมสารภาพ…จะไม่มีวันออกไป…”
แต่ละคนเริ่มสารภาพเสียงสั่นๆ บ้างกระซิบ บ้างตะโกน ทุกความผิดถูกกลั่นออกมาทีละน้อย
เมื่อทุกคนพูดจบ เสียงสะอื้นเงียบลง เงามืดเริ่มหายไปทีละน้อย แสงไฟกลับมาส่องให้เห็นหน้าต่าง ทางเดิน และบันไดเหมือนเดิม
ทั้งห้าคนรีบวิ่งลงจากตึกโดยไม่มองกลับมาอีกเลย ประตูตึกเปิดออกโดยอัตโนมัติ พวกเขาวิ่งออกไปสู่อากาศเย็นยะเยือกกลางคืน
เมื่อหันกลับไป หน้าต่างชั้นสามมีเงาผู้หญิงในชุดนักศึกษายิ้มให้ชั่วครู่ ก่อนจะเลือนหายไปในความมืด
คืนนั้นทั้งห้าคนต่างกลับบ้านด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง แม้จะรอดออกมาได้ แต่เสียงสะอื้นและคำสารภาพยังคงวนเวียนอยู่ในหัว ยากจะลืมเลือน
ในค่ำคืนต่อๆ มา ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ตึกนั้นอีกเลย แต่ในสายลมยามดึก หากเงี่ยหูฟังดีๆ ก็จะได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบา “ขอโทษ…ขอโทษ…ขอโทษ…”