เสียงสะท้อนแห่งรัตติกาล
เสียงฝนโปรยปรายกระทบหลังคากระเบื้องเก่า หญิงสาวร่างผอมสวมเสื้อยืดลายซีดก้าวออกจากรถกระบะที่จอดหน้าบ้านไม้สองชั้น เธอหยุดยืนใต้ชายคา มองบ้านหลังนั้นอย่างลังเล ใจเต้นแรงประหนึ่งจะทะลุทรวงอก บ้านหลังนี้คือบ้านยาย บ้านที่ไม่ได้กลับมานานเกือบสิบปี ตั้งแต่วันที่บางอย่างเปลี่ยนเธอไปตลอดชีวิต
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ฟ้าแลบแปลบปลาบ สายฝนพรำหนักขึ้น เสียงลมหวีดหวิวประสานเสียงกบร้องระงม หญิงสาวกระชับกระเป๋าเดินเข้าไปในบ้าน กลิ่นอับฝุ่นกับกลิ่นไม้เก่า ๆ โชยกระทบ สายตากวาดสำรวจรอบห้องรับแขก รูปถ่ายขาวดำบนผนังยังคงอยู่ตามเดิม ใบหน้าของยายมองเธอด้วยแววตาเศร้า ๆ
“ยัยฟ้า มาถึงแล้วเหรอ?” เสียงชายหนุ่มที่เดินตามหลังมาเอ่ยขึ้น เขาเป็นเพื่อนเก่าสมัยมัธยมชื่อเอก สูงใหญ่แต่ดูเหนื่อยล้า ฟ้ายิ้มจาง ๆ พยักหน้า ก่อนทั้งคู่จะช่วยกันขนของเข้าบ้าน
อีกสองคนตามมาในภายหลัง บี เพื่อนสนิทสมัยมัธยมที่ยังคงพูดมากและหัวเราะกลบความกลัว และเนย เพื่อนใหม่จากกรุงเทพฯ ที่ดูไม่ค่อยสบายใจนัก ทุกคนเข้ามารวมตัวในห้องรับแขก ไฟสลัว ๆ จากหลอดนีออนเก่า ๆ ทำให้เงาบนผนังขยับไหวไปมาอย่างน่าประหลาด
“ทำไมต้องมาบ้านนี้ตอนกลางคืนด้วยนะ” เนยบ่นเสียงเบา บีตบไหล่เบา ๆ “อย่าคิดมากน่า บ้านยายฟ้าก็แค่บ้านเก่า ๆ เนอะฟ้า”
ฟ้าสะดุ้งน้อย ๆ หัวเราะแห้ง ๆ “จริง ๆ ฉันก็ไม่คิดจะกลับมา…แต่ยายสั่งเสียไว้ ให้มาดูของบางอย่างในห้องนอนยาย”
เอกมองนาฬิกาข้อมือ “งั้นเอาของไปเก็บก่อนแล้วค่อยกินข้าวกัน…ยังไงคืนนี้คงต้องค้างที่นี่แหละ ฝนแรงขนาดนี้ออกไปไม่ได้”
สายลมเย็นพัดวูบเข้ามาจากช่องหน้าต่างเก่า ๆ ผ้าม่านขยับพลิ้วราวกับมีใครดึงเบา ๆ ฟ้าเหลือบตาไปมอง แต่เห็นเพียงเงาของตัวเองในกระจกเก่า ๆ ที่แขวนอยู่มุมห้อง
หลังอาหารค่ำที่อึมครึม ทุกคนแยกย้ายกันเก็บของ ฟ้าเดินขึ้นบันไดไปยังห้องนอนที่ยายเคยใช้ เธอผลักประตูเข้าไป กลิ่นน้ำมันยูคาลิปตัสกับกลิ่นธูปเก่าคลุ้งอยู่ในอากาศ บนโต๊ะหัวเตียงมีสมุดบันทึกเก่า ๆ เล่มหนึ่งวางอยู่ ข้าง ๆ กล่องไม้เล็ก ๆ
ฟ้านั่งลง เปิดสมุดอ่าน ตัวหนังสือหวัด ๆ ของยายบรรยายเรื่องแปลก ๆ เกี่ยวกับเสียงในตอนกลางคืน เด็กคนหนึ่งที่หายตัวไปเมื่อสิบปีก่อน และความรู้สึกผิดที่เกาะกินใจมานาน ฟ้าขมวดคิ้ว ยิ่งอ่านยิ่งขนลุก
เสียงเอี๊ยดเบา ๆ ดังขึ้นที่หน้าห้อง ฟ้าชะงัก เงยหน้ามองผ่านกระจก เธอเห็นเงาของใครบางคนยืนอยู่ตรงบันได เงานั้นนิ่งงัน ยาวผิดธรรมชาติ ก่อนจะค่อย ๆ เลือนหายไปเมื่อฟ้ากระพริบตา
ขณะที่ฟ้ากำลังจะเดินตามไป เสียงเนยร้องเรียกจากข้างล่าง “ฟ้า! มาดูนี่เร็ว!” ฟ้าลงไปเจอเอกกับบี ยืนล้อมเนยที่ถือเทียนไขในมือ ทุกคนจ้องไปที่กำแพงห้องครัว บนนั้นมีรอยมือเล็ก ๆ เปื้อนดินขูดลากเป็นทางยาว
บีเบิกตากว้าง “ใครทำรอยนี่? หรือมีเด็กแถวนี้ปีนเข้ามา?” เอกส่ายหน้า “ฝนตกหนักขนาดนี้ ใครจะเข้ามาได้ ยิ่งเด็กด้วยแล้ว…”
เนยเม้มปากแน่น เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นบนเพดาน ทุกคนเงียบฟัง ลมหายใจแต่ละคนขาด ๆ หาย ๆ ฟ้ากลั้นหายใจ ตาไม่กะพริบ
เสียงนั้นหยุดลงกะทันหัน เหลือเพียงเสียงลมหายใจของทุกคนในห้อง ฟ้าสบตาบี เห็นแววตาหวาดกลัวซ่อนอยู่ใต้ท่าทียียวน
กลางดึก เสียงฝนซาลงจนได้ยินเสียงแมลงกลางคืน ทุกคนพยายามข่มตานอน ฟ้านอนนิ่งในความมืด แต่เหมือนมีเสียงกระซิบแผ่ว ๆ จากปลายเตียง เธอเอื้อมมือคว้ากล่องไม้จากโต๊ะหัวเตียง เปิดช้า ๆ ข้างในมีสร้อยลูกปัดสีน้ำเงินกับกระดาษแผ่นเล็ก ๆ เขียนไว้ว่า “ขอโทษ”
ฟ้าขมวดคิ้ว สัมผัสเย็นวาบวิ่งผ่านต้นคอ เธอลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปเห็นสวนหลังบ้านที่มืดสนิท แว่วเสียงหัวเราะแผ่ว ๆ ลอยมากับลม เธอพยายามเพ่งมองแต่ไม่เห็นอะไร
รุ่งเช้า บีเดินมาหาฟ้าที่นั่งอยู่ในครัว สีหน้าซีดเซียว “เมื่อคืน…ฉันฝันถึงเด็กคนนึง ใส่เสื้อขาวเปื้อนโคลน เขามายืนข้างเตียงฉัน แล้วพูดว่า ‘อยู่ด้วยกัน’…ฉันรู้สึกเหมือน …เหมือนเขาไม่ได้ไปไหนเลย”
เนยทำหน้าตากังวล “ฉันไม่ได้หลับด้วยซ้ำ ได้ยินเสียงเหมือนคนเดินวนไปมาอยู่นอกห้อง สลับกับเสียงกระซิบว่า ‘อย่าลืมฉัน’…ยัยฟ้า แกเคยได้ยินเรื่องเด็กที่หายไปไหม?”
ฟ้าสูดลมหายใจลึก ก่อนตอบเสียงเคร่ง “เคย…ตอนนั้นฉันอยู่ที่นี่ ยายห้ามไม่ให้ฉันออกไปเล่นข้างนอก วันนั้น เด็กที่ชื่อโอ๊ตหายไปทั้งตัว ไม่มีใครเจออีกเลย ยายเสียใจมาก หลังจากนั้นเราก็ย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ”
เอกนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดเบา ๆ “เมื่อคืนฉันเห็นเงาอะไรเดินผ่านหน้าต่างห้องน้ำ แต่ไม่มีใครออกไปเลย…ฟ้า คิดว่ามันเกี่ยวกับสิ่งที่ยายเขียนไว้ในสมุดรึเปล่า?”
ฟ้าเปิดสมุดให้ทุกคนดู ข้อความท้ายเล่มมีประโยคหนึ่งถูกขีดเส้นใต้ “เสียงที่เรียกเราในความมืด ไม่ได้มาจากโลกนี้”
บีมือเย็นเฉียบ “หรือมันยังอยู่? หรือเด็กนั่นไม่ได้ไปไหนจริง ๆ…”
ทุกคนตกอยู่ในความเงียบอึดอัด สายตาแต่ละคนเต็มไปด้วยคำถาม
ตกเย็น ฝนตกหนักอีกครั้ง บ้านทั้งหลังมืดสนิท ไฟดับลงกะทันหัน ทุกคนรวมตัวกันในห้องรับแขก เอกจุดเทียนไข เงาทอดยาวไหวยวบบนผนัง
เนยนั่งชิดฟ้า เสียงสั่น “เรา…อยู่ที่นี่ต่อดีไหม? ฉันรู้สึกเหมือนมีคนจ้องเราอยู่ตลอดเวลา”
เอกฝืนหัวเราะ “จะให้เดินฝ่าฝนออกก็ไม่ได้อยู่แล้ว รอจนเช้าค่อยคิด”
บีพึมพำเบา ๆ “แกได้ยินเสียงมั้ยฟ้า? เสียงหัวเราะแปลก ๆ …เหมือนเด็กผู้ชาย”
ฟ้าไม่ตอบ เธอเอามือลูบสร้อยลูกปัดในกล่องไม้ ทันใดนั้น เสียงขูดเบา ๆ เริ่มดังจากใต้พื้นไม้ ทุกคนหยุดหายใจ เฝ้ารอฟัง รอยขูดลากวนไปมาเหมือนอะไรบางอย่างพยายามขึ้นมา
เอกจับมีดปลายแหลมที่วางบนโต๊ะแน่น เนยร้องไห้เงียบ ๆ บีพึมพำซ้ำ ๆ ว่า “อย่าเข้ามา อย่าเข้ามา…”
เงาเล็ก ๆ โผล่ขึ้นที่มุมห้อง แล้วหายวับไป ทุกคนมองตากันแต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไร
กลางดึก ฟ้าฝันเห็นบ้านหลังนี้ในอดีต เสียงเด็กหัวเราะ วิ่งเล่นในสวน ยายยืนดูอยู่หน้าบ้าน ใบหน้ายายเต็มไปด้วยความเศร้า โอ๊ตยืนอยู่ใต้ต้นมะม่วง มองตรงมาที่ฟ้า “อยู่เป็นเพื่อนฉันหน่อยได้ไหม”
ฟ้าตื่นขึ้นมากลางความมืด รู้สึกเหมือนมีใครนั่งอยู่ปลายเตียง เธอนิ่งฟัง เสียงกระซิบ “ขอโทษ” ก้องอยู่ในหัว
รุ่งเช้า ฝนหยุดตก อากาศเย็นชื้น บีและเนยขอออกจากบ้านทันที เอกลังเลก่อนจะเอ่ยกับฟ้า “ฉันอยากรู้ให้แน่ชัด คืนนี้ฉันจะอยู่กับแก ไปดูใต้ถุนบ้านกัน”
ตกกลางคืน ทั้งสามคนย่องไปใต้ถุนบ้าน เศษไม้ผุฝุ่นจับหนาแน่น บนพื้นมีรอยขีดข่วนและตุ๊กตาดินเผาแตกกระจาย ฟ้าหยิบเศษผ้ามาดู พบป้ายชื่อ “โอ๊ต” เย็บติดอยู่
เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้น เอกส่องไฟฉายไปรอบ ๆ เงาผ่านวูบอยู่ข้างหลัง รู้สึกถึงความเย็นเยียบเคลื่อนเข้ามา
ทันใดนั้น เสียงร้องไห้สะอื้นกระซิบว่า “อยู่ด้วยกันสิ” ฟ้าทรุดนั่งลง เธอร้องไห้พลางขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เธอสารภาพว่าในวันที่โอ๊ตหายไป เธอเห็นแต่เงาเด็กดึงมือโอ๊ตเข้าไปในสวน แต่เธอกลัวจนวิ่งกลับเข้าบ้าน ไม่กล้าบอกใคร
เสียงร้องไห้ดังขึ้นทั่วบ้าน เงาเด็กปรากฏขึ้นตรงหน้า ฟ้าหยิบสร้อยลูกปัดยื่นไปข้างหน้า เงานั้นยื่นมือรับ ดวงตาเต็มไปด้วยความเศร้า
ทันใดนั้น เงาเด็กและเสียงต่าง ๆ ค่อย ๆ จางหาย เหลือเพียงความเงียบ
รุ่งเช้า แสงแดดอ่อนส่องผ่านหน้าต่าง ฟ้ากับเอกและเนยออกมายืนอยู่หน้าบ้าน ต่างคนต่างเงียบงัน ฟ้าหันกลับไปมองบ้านหลังนั้นอีกครั้ง รับรู้ว่าความลับในอดีตถูกเปิดเผยแล้ว แต่ร่องรอยของความรู้สึกผิดและความเศร้ายังคงฝังอยู่ในใจ
เสียงสายลมพัดผ่านเบา ๆ เหมือนเสียงกระซิบสุดท้ายว่า “อย่าลืมฉัน” ก่อนทุกคนจะออกเดินทางจากหมู่บ้าน ที่ยังคงเงียบงันมากกว่าที่เคยเป็น…