คืนที่ไร้เสียงในบ้านริมป่า
สายลมเย็นต้นฤดูฝนพัดผ่านต้นไม้สูงในป่าที่เงียบงัน เงาเมฆเคลื่อนคล้อยซ่อนแสงแดดไว้ อาคารไม้สองชั้นริมชายป่าดูเก่าและว่างเปล่า ไกลจากหมู่บ้านจนแทบไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ มีเพียงเสียงใบไม้สั่นไหวเป็นจังหวะเดียวกับการเดินของกลุ่มคนห้าคนที่แบกสัมภาระเข้าไปในบ้าน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มันเก่ากว่าที่คิดว่ะ” ธันวา หนุ่มรูปร่างสูง หน้าตาดูไม่ค่อยไว้ใจใคร กระซิบกับเพื่อนข้างตัวขณะปัดฝุ่นตรงเฉลียงบ้าน น้ำเสียงเขาแฝงไปด้วยความกังวลแต่ไม่ยอมรับ วีณา เจ้าของบ้านหญิงกลับยิ้มบาง ๆ แล้วไขกุญแจประตู
“บ้านนี้…ฉันไม่ได้กลับมาตั้งแต่แม่เสีย” เธอหยุดนิ่ง เหมือนลังเลจะพูดอะไรต่อ แต่เสียงของเอิร์ทที่เดินตามหลังมาแทรกขึ้นเสียก่อน
“เอาน่า ไม่น่าจะมีอะไร พวกเรามารำลึกความหลัง ไม่ใช่มานั่งกลัวทุกเสียงแตกไม้หรอก” เอิร์ทหัวเราะกลบเกลื่อน สายตาสบกับขวัญใจ เพื่อนหญิงร่างเล็กตาโตที่เริ่มกังวลเหมือนธันวา
“เข้าไปเถอะ” วีณาสะกดกลั้นอารมณ์ผลักประตูไม้หนัก ๆ เสียงบานพับที่แห้งส่งเสียงครืด เงาในบ้านดูยาวและลึกผิดปกติ พวกเขาก้าวเข้าไปทีละคน ประตูปิดลงอย่างช้า ๆ
ห้องโถงทึบแสงเต็มไปด้วยกลิ่นอับของไม้เก่า ของตกแต่งถูกคลุมด้วยผ้าขาว ข้างบันไดมีตู้โชว์กระจกใส่ของตั้งแต่สมัยเด็กของวีณา พื้นไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดใต้ฝ่าเท้า
ทุกคนเริ่มจัดของในห้องรับแขก มีเพียงเป้กับกระเป๋าเดินทางบ้างใบ ไฮท์ หนุ่มเงียบขรึมที่สุดในกลุ่มเดินดูรอบ ๆ ก่อนหยุดยืนนิ่งหน้ารูปถ่ายครอบครัวของวีณา ตาเขาจับจ้องเด็กผู้ชายในกรอบรูปที่ไม่มีใครเอ่ยถึง
“ใครเนี่ย?” ไฮท์ถามขึ้นเบา ๆ
วีณาชะงักไปชั่วขณะก่อนจะตอบ “น้องชายฉัน…เขาหายไป…นานมากแล้ว” เสียงเธอเบาราวกับกลัวว่าความทรงจำจะย้อนกลับมา
เอิร์ทปรายตามองธันวาอย่างจับผิด ธันวาเบือนหน้าหนี ไม่พูดอะไร
ตกค่ำ ไฟในบ้านติดได้เพียงบางดวง ทุกคนรวมตัวกันในห้องรับแขก กินอาหารง่าย ๆ บนเสื่อและพูดคุยถึงเรื่องในมหาวิทยาลัย บรรยากาศดูจะผ่อนคลายขึ้น แต่ขวัญใจยังคงเหลียวมองไปรอบ ๆ อย่างประหม่า
“มันเงียบแปลก ๆ นะ” เธอกระซิบ เอิร์ทพยักหน้าเห็นด้วย แล้วตัดสินใจลุกไปเปิดหน้าต่าง เงาสีดำของต้นไม้ไหววูบวาบราวกับมีบางอย่างเดินผ่าน
“เห็นอะไรไหม?” ธันวาถามทันที เอิร์ทส่ายหน้า “ไม่มีอะไร มันคงเป็นลม”
กลางดึก วีณานอนกระสับกระส่ายในห้องนอนเก่าของเธอ เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังลอดมาจากทางเดินหน้าห้อง เธอลืมตาตื่น มองประตูที่ปิดสนิท ความเงียบแหลมคมกดอากาศให้หนักอึ้ง เงาใต้ประตูดูยาวผิดปกติ เธอแนบหูฟัง ไม่มีเสียงใดต่อ
รุ่งเช้า ไฮท์ไม่อยู่ที่ห้องนอนเพื่อนชาย ข้าวของวางกระจัดกระจาย ราวกับเขาออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ทุกคนออกตามหาในบ้านและรอบบ้าน แต่ไม่พบร่องรอย
“เขาไปไหนได้ล่ะ? โทรศัพท์ก็ทิ้งไว้” เอิร์ทเริ่มเสียงสั่น
“อย่าคิดมาก อาจจะแค่เดินออกไปสูดอากาศ” ธันวาพยายามปลอบใจแต่สีหน้าไม่มั่นใจเลย
ขวัญใจเดินไปที่ห้องใต้บันไดแล้วชะงัก เธอเหลียวมองวีณา “ขอ…ขอถามหน่อย ห้องนี้ล็อกไว้ใช่ไหม?”
วีณาสบตาขวัญใจ นิ่งอึ้งไปนาน “ใช่…อย่าเปิดเลย ฉันไม่เคยเปิดมันอีกตั้งแต่วันนั้น”
เอิร์ทเดินเข้าไปใกล้ มองลูกบิดสนิมเกรอะ “วันนั้น…?”
เสียงบางอย่างดังขูดเบา ๆ จากข้างใน ทุกคนหยุดนิ่ง หัวใจเต้นแรง ไม่มีใครพูดอะไรสักคำ
ในคืนนั้น ขวัญใจเดินออกไปที่เฉลียงหลังบ้าน เธอก้มหน้าลูบแขนตัวเอง ข่มเสียงสะอื้น เงาในป่าเคลื่อนไหวช้า ๆ เธอเงยหน้ามองแล้วชะงัก เห็นเงาเด็กตัวเล็กยืนอยู่ห่างออกไปตรงต้นไม้
“ใคร…ใครอยู่ตรงนั้น?” เสียงเธอสั่น เงานั้นไม่ขยับ ไม่ตอบ
เสียงฝีเท้าอีกคู่หนึ่งดังใกล้ขึ้น เอิร์ทวิ่งตามออกมา “ขวัญ! มาทำอะไรตรงนี้”
“ฉัน… ฉันเห็นอะไรแปลก ๆ” เธอชี้ไปในป่า แต่ตอนนี้ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นแล้ว เอิร์ทมองตาม สีหน้าหวาดหวั่น
ในบ้าน ธันวานั่งอยู่ในครัว มองแก้วน้ำในมือ น้ำข้างในสั่นเบา ๆ ทั้งที่ไม่มีใครเดินผ่าน ขณะเดียวกัน เสียงซุบซิบแผ่วเบาดังมาจากทางเดิน เขาตั้งใจฟังแต่จับใจความไม่ได้
รุ่งขึ้น พวกเขาพบรอยเท้าเด็กเปียกน้ำโคลนทอดยาวจากทางเข้าบ้านไปยังห้องใต้บันได ขวัญใจมือเย็นเฉียบ เอิร์ทเริ่มพึมพำกับตัวเอง “มันต้องมีอะไรอยู่ที่นี่แน่ ๆ”
วีณาเริ่มยอมรับกับกลุ่ม “ฉัน…ฉันเคยได้ยินเสียงเหมือนเดิมตั้งแต่เด็ก เสียงเรียกชื่อฉันตอนกลางคืน แม่บอกว่าห้ามตอบ…แต่คืนนั้น…”
เสียงในบ้านเงียบสนิท ทุกคนหยุดฟัง เงาใต้ประตูห้องใต้บันไดขยายยาวออกมาอีกครั้ง วีณาสั่นเทิ้ม เอิร์ทจับไหล่เธอไว้
ธันวาเดินไปที่หน้าต่าง เห็นเงาคนยืนอยู่ไกล ๆ ในป่า เงานั้นเคลื่อนไหวช้า ๆ ก่อนจะหายไปหลังต้นไม้ใหญ่
“เราต้องออกไปจากที่นี่” ขวัญใจเสียงดัง แต่ประตูบ้านกลับเปิดไม่ได้ ราวกับถูกล็อกจากด้านนอก ทุกคนเริ่มแตกตื่น
กลางดึกคืนนั้น พวกเขาได้ยินเสียงกรีดร้องเบาหวิวดังลอดมาจากห้องใต้บันได วีณาร้องไห้ วิ่งหนีขึ้นห้อง ธันวาตามไปปลอบ เอิร์ทและขวัญใจเหลือบมองกันอย่างหวาดระแวง
รุ่งเช้า ไฮท์กลับมาปรากฏตัวที่หน้าบ้านในสภาพเปียกปอนและพูดจาแปลกไป เขานั่งนิ่งไม่พูดไม่จา มองทุกคนด้วยแววตาว่างเปล่า
“นายไปไหนมา?” ธันวาถาม แต่ไฮท์ไม่ตอบ เพียงยิ้มบาง ๆ
วันนั้นทุกคนเริ่มไม่ไว้ใจกันเอง วีณาพยายามพูดกับไฮท์ แต่เขาตอบเพียงประโยคเดียว “เขาอยากออกมาแล้ว”
เอิร์ทเริ่มค้นบ้าน เจอเศษกระดาษฉีกขาดในลิ้นชัก เป็นจดหมายน้อยที่เขียนด้วยลายมือเด็ก “ขอโทษ…ผมไม่ได้ตั้งใจ” ไม่มีชื่อกำกับ
ตอนกลางคืน ขวัญใจตื่นขึ้นมาเพราะเสียงฝีเท้าเด็กวิ่งอยู่ในบ้าน เธอซ่อนตัวอยู่ในผ้าห่ม หลับตาแน่น เสียงนั้นหยุดลงหน้าประตูห้องนอนของเธอ
รุ่งเช้า เอิร์ทเผชิญหน้าวีณา “บอกความจริงกับเราสักทีเถอะ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ในบ้านนี้”
วีณากลืนก้อนน้ำลาย “คืนนั้น…น้องชายฉันหายไป ทุกคนบอกว่าเขาหนีออกไปเอง ไม่มีใครหาเจอ…แต่ฉันรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ มีเสียงเรียกเขาออกไปในคืนฝนตก”
ธันวาหน้าซีด “เธอหมายถึง…เสียงนั้น?”
“ใช่…เสียงที่แม่บอกว่าห้ามตอบ…”
เงาใต้บันไดโผล่มาอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนขึ้น เหมือนร่างเด็กชายกำลังนั่งหันหลังอยู่ วีณากลั้นหายใจ ขวัญใจร้องไห้ เอิร์ทเดินเข้าไปใกล้ประตูห้องใต้บันไดจนเกือบแตะลูกบิด
ทันใดนั้น เสียงเคาะเบา ๆ ดังขึ้นจากข้างใน ทุกคนหยุดนิ่ง ไม่มีใครกล้าขยับ
“เปิดเถอะ…” เสียงเด็กแผ่วเบาดังลอดมา
วีณาสะอื้น “ไม่…ฉันกลัว…”
เอิร์ทมองทุกคน “เราต้องเผชิญหน้ากับมัน ไม่งั้นไม่มีทางออกจากที่นี่”
กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ทุกคนตัดสินใจเปิดประตูห้องใต้บันไดด้วยกัน ภายในเป็นห้องแคบ ๆ มืดสนิท มีกลิ่นอับแรง ๆ และตุ๊กตาเก่า ๆ วางเรียงไว้เต็มพื้น ท่ามกลางเงามืด มีเงาเด็กนั่งกอดเข่าอยู่ มันค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาเว้าวอน
“เอากุญแจมาให้ผมหน่อย…” เสียงนั้นสั่นเครือ วีณาตัวเย็นเฉียบ เงาดำรอบตัวเด็กขยายใหญ่ขึ้นจนกลืนทุกอย่างในห้อง ทุกคนรู้สึกเหมือนถูกดูดเข้าไปในความมืด
เอิร์ทตะโกน “อย่าปล่อยมือกัน!”
เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบตัว เป็นเสียงเดิมที่ทุกคนเคยได้ยินตอนเด็ก ๆ เสียงเรียกชื่อ เสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้ ทั้งหมดผสมปะปนกันในความเงียบขรม
ขวัญใจร้องไห้อีกครั้ง “เราจะออกไปได้ไหม?”
วีณาหันไปมองน้องชายในเงามืด เธอสั่นสะท้าน “ให้อภัยฉันเถอะ…ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
เงาเด็กหยุดนิ่ง ความมืดรอบห้องค่อย ๆ จางลง ดวงตาเด็กกลายเป็นสีขาวโพลน ก่อนที่ร่างจะจางหาย ทิ้งไว้เพียงตุ๊กตาที่กลิ้งตกอยู่ตรงพื้น
ทันใดนั้น ประตูบ้านเปิดออก ลมเย็นพัดสวนเข้ามา ทุกคนรู้สึกเหมือนปลอดปล่อยจากอะไรบางอย่าง
แต่เมื่อมองหน้ากัน ไม่มีใครเหมือนเดิมอีกต่อไป ต่างมีบาดแผลในใจที่ไม่มีวันหาย แม้จะรอดมาได้ แต่เสียงเรียกในคืนฝนตกจะยังแผ่วเบาอยู่ในความทรงจำของพวกเขาเสมอ