เสียงของความว่างเปล่า
เสียงฝนตกกระทบหลังคาสังกะสีเหนือหอพักเก่าแก่กลางเมือง ในค่ำคืนที่มืดสนิท ราวกับทั้งโลกหยุดนิ่ง หญิงสาวคนหนึ่งยืนลังเลอยู่หน้าประตูไม้ที่สีลอกจนเห็นรอยแตกของเสี้ยนไม้ เธอชื่อ “ฝน” ใบหน้าซีดขาว สะพายเป้ใบเล็กที่ดูจะหนักอึ้งกว่าข้อเท็จจริงด้วยน้ำหนักของความกลัว เธอสูดหายใจลึกก่อนจะเคาะประตูเบา ๆ เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดเป็นคำตอบแทนเจ้าของบ้าน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มาแล้วหรือ?” เสียงหญิงชราดังลอดออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน ประตูเปิดออกช้า ๆ เผยให้เห็นคุณยายเจ้าของหอพัก ร่างผอมโซ ยืนอยู่ในเงามืด ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น ดวงตาเหมือนไม่เคยมองตรงมาที่ใครจริง ๆ
ฝนส่งบัตรประชาชนกับเงินค่าเช่าล่วงหน้าสามเดือนให้ด้วยมือสั่น ๆ คุณยายพลิกดูเอกสารช้า ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ถ้าได้ยินเสียงอะไรแปลก ๆ ตอนกลางคืน… อย่าออกจากห้องนะ หนูอยู่ห้อง 209 ชั้นสอง ห้องสุดท้ายทางซ้าย”
ฝนพยักหน้า ไม่กล้าถามอะไร เธอเดินขึ้นบันไดไม้ที่ลั่นเอี๊ยดทุกก้าว ผ่านทางเดินแคบ ๆ ที่มีกลิ่นอับและฝุ่นหนาแน่น แสงไฟสีเหลืองหม่นกระพริบเป็นจังหวะจากหลอดไฟเก่า ฝนหยุดยืนหน้าประตูห้อง 209 มือเธอสั่นเล็กน้อยขณะไขกุญแจเข้าไป
ภายในห้องเล็ก ๆ มีเพียงเตียงเดี่ยว โต๊ะเขียนหนังสือไม้เก่า และหน้าต่างที่ปิดสนิทด้วยผ้าม่านสีเทารุ่ยร่าย ฝนวางเป้ลงบนเตียงแล้วทรุดตัวนั่ง หัวใจเต้นระรัว ชั่วขณะหนึ่งเธอรู้สึกเหมือนมีใครบางคนจ้องมองจากมุมมืดของห้อง แต่เมื่อหันไปมองกลับไม่มีอะไรนอกจากเงาของตัวเองที่ทอดยาวบนผนัง
เสียงฝนข้างนอกยังคงตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ ฝนหลับลงบนเตียง แต่กลับสะดุ้งตื่นในกลางดึกเมื่อได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากทางเดิน เสียงกุกกักเหมือนมีใครลากอะไรบางอย่างผ่านหน้าห้องของเธอ ฝนกลั้นหายใจ ซุกตัวใต้ผ้าห่มแน่น
เช้าวันรุ่งขึ้น ฝนเดินลงไปซื้อข้าวที่ร้านใกล้ ๆ พบกับหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่นั่งกินอยู่ที่โต๊ะหน้าหอพัก เธอสวมแว่นตา หน้าตาสดใส ชื่อ “ตาล” ตาลถามขึ้นอย่างสุภาพแต่แฝงความไม่ไว้วางใจ “เมื่อคืนได้ยินเสียงอะไรแปลก ๆ มั้ย?” ฝนลังเลเล็กน้อยก่อนตอบ “เหมือนมีคนเดินหน้าห้อง…หรือเปล่า”
ตาลยิ้มบาง ๆ แต่แววตาเศร้า “ฉันอยู่ที่นี่มาสามเดือนแล้ว ทุกคืนจะมีเสียงแบบนี้ แต่ไม่เคยมีใครกล้าเปิดประตูดู”
“แล้วถ้าเปิดล่ะ?” ฝนถาม
ตาลเงียบไปนาน “ไม่มีใครที่เปิดแล้วอยู่ที่นี่ต่อได้…”
ฝนรู้สึกขนลุก หัวใจเต้นแรง เธอสังเกตเห็นว่าตาลมือสั่นน้อย ๆ ขณะถือช้อนเหมือนกัน
ฝนกลับห้องในคืนนั้น พยายามไม่คิดถึงเสียงประหลาด เธอเปิดสมุดบันทึกเก่าที่ซ่อนไว้ในเป้ หยิบรูปถ่ายใบหนึ่งขึ้นมาดู รูปนั้นเป็นเธอกับหญิงสาวผมยาวที่ยิ้มอย่างมีความสุขในชุดนักเรียน “อุ้ม” ชื่อที่เขียนอยู่หลังรูป ฝนจ้องอยู่นาน น้ำตาคลอเบ้า เงาของตัวเองสะท้อนในกระจกหน้าต่างดูบิดเบี้ยวผิดรูป เธอสะบัดหัว รวบรวมสติ แล้ววางรูปถ่ายไว้ใต้หมอน
คืนต่อมา ขณะที่ฝนพยายามข่มตานอน เสียงกุกกักและเสียงลากเท้าดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้กว่าทุกคืน เธอกลั้นใจฟัง เสียงหยุดอยู่หน้าประตูห้อง 209 เธอได้ยินเสียงหายใจเบา ๆ จากทางเดิน เสียงเงียบหายไปอย่างรวดเร็ว
รุ่งเช้า ฝนเดินไปหาตาลอีกครั้ง ทั้งสองคุยกันเงียบ ๆ ฝนตัดสินใจถาม “คุณยายเจ้าของหอ…แกแปลก ๆ มั้ย?” ตาลพยักหน้า “แกเหมือนรู้ทุกอย่าง แต่ไม่เคยบอกอะไร ฉันเคยเห็นแกคุยกับประตูห้องว่าง ๆ กลางดึก”
กลางวันนั้น ฝนเดินสำรวจทางเดิน เธอสังเกตเห็นว่ามีห้องหนึ่งที่ใช้ป้ายไม้ปิดตายไว้ มีผ้าขาวบาง ๆ คลุมหน้าประตู ราวกับมีใครต้องการซ่อนอะไรบางอย่าง เธออดใจไม่ไหว ยื่นมือไปแตะผ้าม่านนั้น เสียงลมหายใจเย็นยะเยือกดังขึ้นที่หลังหู เธอผวาสะดุ้งถอยหลังอย่างรวดเร็ว
คืนนั้น ฝนหลับไปอย่างอ่อนเพลีย แต่ในความเงียบ เธอได้ยินเสียงกระซิบเบา ๆ ว่า “อย่า…” เธอขยับตัวนั่งพิงหัวเตียง เสียงนั้นเบาราวกับลอยมากับสายลม พอเช้าขึ้น เธอจึงไปถามตาล “เมื่อคืน… ได้ยินเสียงกระซิบมั้ย?”
ตาลถอนหายใจยาว “ฉันได้ยินเหมือนกัน เสียงคล้ายผู้หญิง เสียงเดิม ๆ ทุกคืน”
ฝนเริ่มหวาดระแวง เธอหลีกเลี่ยงทางเดินตอนกลางคืน ปิดประตูแน่นทุกครั้ง แต่ยิ่งพยายามหลีกหนี เสียงนั้นก็ยิ่งใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ กลางดึกคืนหนึ่ง ฝนได้ยินเสียงเหมือนหยดน้ำหยดลงบนพื้นหน้าห้อง เสียงนั้นหยุดนิ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องแผ่วเบา
ฝนลุกขึ้นนั่งทั้งที่กลัวจนขาแข็ง เธอเดินไปเกยหูแนบประตู ได้ยินเสียงขูดผนังเบา ๆ กับเสียงกระซิบว่า “ช่วย…ช่วยฉันที…” ฝนถอยออกมา น้ำตาคลอ เธอเดินไปที่หน้าต่างแล้วมองออกไปในความมืด เห็นเพียงเงาของตัวเองกับเงาอีกเงาหนึ่งที่ขยับอยู่ข้างหลัง เธอหันขวับ กลับไม่มีใคร
เช้าวันต่อมา ตาลถือจดหมายนิรนามมาให้ฝน กระดาษเหลืองซีดเขียนด้วยลายมือสั่น ๆ “คืนวันที่ 9 เดือน 9 ปีนั้น… ห้ามลืม” ฝนมองเลขนั้นแล้วหน้าซีด รูปถ่ายของอุ้มหล่นลงจากใต้หมอนโดยไม่รู้ตัว เธอหยิบขึ้นมาดูแล้วน้ำตาไหล
“เกิดอะไรขึ้นกับอุ้ม?” ตาลถามเบา ๆ
ฝนเงียบไปนานแสนนาน “ฉัน… ไม่เคยกล้าบอกใคร”
บรรยากาศในหอพักยิ่งอึดอัดขึ้นทุกวัน เรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นบ่อยขึ้น เช่น มีของใช้ย้ายที่เอง เสียงฝีเท้าในห้องว่าง ๆ และเงาบนผนังที่ยืดยาวผิดปกติ ฝนเริ่มฝันร้ายซ้ำ ๆ เห็นหญิงสาวผมยาวยืนอยู่ปลายเตียง แต่ทุกครั้งที่ลืมตาตื่นขึ้นมากลับไม่มีอะไร
วันหนึ่ง ฝนตัดสินใจถามคุณยาย “เคยมีคนหายไปที่นี่มั้ย?”
คุณยายถอนหายใจ นิ่งเงียบ “ที่นี่…เคยเกิดเรื่องร้ายแรง แต่ไม่มีใครกล้าพูดถึง คืนวันที่ 9 เดือน 9 ก่อนสิบปี มีหญิงสาวคนหนึ่งหายไปอย่างไร้ร่องรอย”
ฝนน้ำตาซึม เธอพึมพำ “…คืออุ้ม”
คุณยายชำเลืองมองฝน “ถ้าหนูรู้ว่ามีบางอย่างยังรอการให้อภัย หนูกล้าทำอะไรมั้ย?”
คืนนั้น ฝนตัดสินใจจะออกไปสำรวจทางเดินช่วงกลางดึก เธอชวนตาลออกไปด้วยกัน ทั้งสองเดินอย่างช้า ๆ ผ่านห้องว่างหลายห้อง ไฟทางเดินกระพริบ เสียงฝีเท้าดังสลับกับเสียงลมหายใจเคร่งเครียด ทั้งสองหยุดหน้าห้องที่ปิดป้ายไม้ไว้
ฝนลังเลอยู่นาน ในที่สุดเธอเปิดประตูอย่างช้า ๆ ข้างในมืดสนิท มีกลิ่นอับรุนแรงและความเย็นผิดปกติลอยออกมา ในห้องมีเพียงโต๊ะไม้เก่า ๆ กับผ้าม่านขาดรุ่งริ่งและรอยเปื้อนบางอย่างบนพื้น ตาลเดินสำรวจรอบ ๆ ก่อนจะเจอกระดาษแผ่นหนึ่งใต้โต๊ะ “ขอโทษ… ฉันไม่ได้ตั้งใจ” เขียนด้วยลายมือเดียวกับบนจดหมาย
ทันใดนั้น เสียงกระซิบในห้องดังขึ้น “ขอโทษ… คืนวันที่ 9 เดือน 9” ฝนร้องไห้ออกมา ทรุดนั่งกับพื้น “อุ้ม ฉันขอโทษ ฉันกลัว… ฉันทิ้งเธอไปตอนนั้น…”
ทุกอย่างเงียบลงชั่วขณะ ก่อนที่ลมหายใจเย็นยะเยือกจะปะทะที่ต้นคอฝน ภาพหญิงสาวผมยาวในเงามืดค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในเงาสะท้อนกระจก เธอยืนอยู่ข้างหลังฝน ดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตาและความโกรธปะปนกัน
“ทำไมถึงทิ้งฉัน…” เสียงอุ้มดังแผ่วเบา เธอยื่นมือออกมาช้า ๆ ฝนร้องไห้สะอึกสะอื้น “ฉันกลัว ฉันกลัวมาก… ฉันไม่กล้ายอมรับว่าฉันทิ้งเพื่อน”
ตาลก้าวถอยหลังอย่างหวาดระแวง เธอเห็นเงาในกระจกขยับผิดธรรมชาติ เสียงกรีดร้องของอุ้มดังก้องในห้องปิดตาย เงาของเธอสั่นไหวราวกับจะหลุดออกมาจากกำแพง
ฝนรวบรวมสติ ยื่นมือไปสัมผัสเงานั้น “ขอโทษ…ฉันพร้อมจะรับผิดและให้อภัยตัวเองแล้ว” หญิงสาวในเงาหยุดร้องไห้ ดวงตานิ่งสงบลง ก่อนที่เงานั้นจะค่อย ๆ จางหายไปในความมืด
ความเงียบกลับคืนสู่ห้องปิดตาย ทั้งสามคนยืนนิ่งอยู่นาน ตาลมองหน้าฝน “เธอกล้าพอหรือยัง ที่จะย้ายออก?” ฝนพยักหน้า น้ำตาไหลแต่ใบหน้าสงบลง
รุ่งเช้า ฝนเก็บของออกจากหอพัก เธอเดินผ่านคุณยายที่ยืนมองอย่างเงียบ ๆ คุณยายเอ่ยขึ้นเบา ๆ “ถ้ารู้จักให้อภัย ความกลัวก็จะไม่ตามหลอกหลอนอีกต่อไป”
ฝนหันกลับไปมองหอพักเก่า เงาในหน้าต่างห้อง 209 ขยับเบา ๆ ราวกับโบกมือลา เธอสูดหายใจเข้าเต็มปอด เดินจากไปอย่างช้า ๆ ท่ามกลางแสงแดดยามเช้า ทิ้งเสียงของความว่างเปล่าไว้เบื้องหลัง