เงาไร้เสียงแห่งบ้านน้ำขัง
สุริยันนั่งนิ่งอยู่เบาะหลังรถกระบะ มองออกไปยังทุ่งน้ำขังที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา แสงแดดเย็นย่ำสะท้อนผิวน้ำจนบาดตา ข้างเขา เจน—แฟนสาวผู้มีดวงตาเศร้า—กำลังจ้องโทรศัพท์นิ่ง ๆ สองคนนั่งขนาบด้วยเพื่อนอีกสามคน: ปาล์ม เด็กหนุ่มขี้เล่นผู้มีรอยแผลเป็นบนแก้ม, โอม ชายร่างสูงนิ่งขรึม และเฟิร์น เพื่อนสาวผิวคล้ำตัดผมสั้นที่เอาแต่เงียบ เมื่อรถลัดเลาะเข้าไปในหมู่บ้านเก่า บรรยากาศเงียบงันไร้ผู้คน ดวงตาทั้งห้าคู่ต่างจับจ้องไปยังบ้านไม้ที่ปกคลุมด้วยเถาวัลย์และต้นสะแกสูงล้อมรอบ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ถึงสักที…” สุริยันพึมพำ เจนเหลือบมองอย่างลังเล “แน่ใจเหรอว่า…ต้องมา?” เสียงเธอสั่นนิด ๆ ปาล์มหัวเราะกลบเกลื่อน “ก็ไหนบอกจะหาคำตอบ พิธีบ้านนี้มันดังออก” เฟิร์นกัดริมฝีปากเหมือนไม่อยากพูดอะไร โอมขยับแว่นพลางพึมพำ “แค่คืนเดียวก็กลับ” แต่ไม่มีใครพูดถึงเหตุผลลึก ๆ ที่ต่างคนต่างรู้ ว่าทำไมคืนนี้พวกเขาต้องกลับมาเหยียบบ้านที่ไม่มีใครมาเยือนอีกเลยนับสิบปี
ประตูบ้านไม้เก่าเสียงเอี๊ยดดังลั่นในความเงียบ เมื่อสุริยันผลักเข้าไป กลิ่นอับชื้นและกลิ่นโคลนลอยมากระทบจมูก ทุกอย่างเหมือนหยุดนิ่ง—ฝุ่นเกาะบนโต๊ะ ตู้ใบใหญ่ที่ปิดสนิท พื้นไม้ที่บิดงอและเสียงน้ำซึมจากข้างล่าง สองข้างทางมีภาพถ่ายหมู่คนรุ่นเก่าดูจางและซีดจนเกือบมองไม่เห็น โอมเดินนำหน้าด้วยไฟฉาย ชี้ไปยังห้องกลาง “คืนนี้นอนรวมกัน ตื่นแต่เช้าแล้วไปวัด” ปาล์มหยิบเป้ขว้างลงบนพื้น “เอาจริงนะ…ถ้าผีออกมาใครจะรับผิดชอบ” เฟิร์นเบือนหน้าหนีเหมือนไม่ได้ยิน
ตกค่ำ แสงไฟจากเทียนไขสลัวส่องเงาบนผนัง เจนนั่งกอดเข่า เงี่ยหูฟังเสียงน้ำหยดจากใต้พื้นเรือน อากาศเย็นผิดปกติ “สุริย์…นายจำได้ไหม ตอนเด็ก ๆ ที่เรา…” เธอหยุดกลางคัน สุริยันยิ้มแห้ง ๆ “จำไม่ได้หรอก เจน มันนานมากแล้ว” ปาล์มแซว “เอ้า เป็นความลับอะไรกัน” เฟิร์นตวัดตาใส่ “มันไม่ใช่เรื่องสนุก” โอมหันมองทุกคนทีละคน “ก็ไม่มีใครอยากพูดถึงเรื่องปีนั้นอยู่ดี” ความเงียบปกคลุมอีกครั้ง ก่อนเสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังจากห้องโถง ทุกคนชะงัก
เฟิร์นลุกไปหยุดข้างบันได เธอพึมพำ “เหมือนมีอะไรเดินอยู่ข้างบน” โอมเดินตามไปยืนคู่ “ไม่มีอะไรหรอก พื้นมันเก่ามาก” ปาล์มแอบหัวเราะแห้ง ๆ “ขอโทษนะ ผมแค่กลัวหนู” เจนพยายามผ่อนลมหายใจ แต่เสียงน้ำหยดยังคงดังไม่ขาดสาย
กลางดึก ขณะที่ทุกคนนอนรวมกันในห้องกลาง เงาแปลก ๆ ไล้ไปมาตามแสงเทียน เจนสะดุ้งตื่น เพราะเสียงกระซิบเบา ๆ ข้างหู เธอมองไปทางหน้าต่างที่มีเพียงความมืด เฟิร์นลุกขึ้นมานั่งข้าง ๆ “เมื่อกี้…เธอได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไหม” เจนส่ายหน้า อ้ำอึ้ง “หรือเราคิดไปเอง” ปาล์มพลิกตัวไปมา “หลับไม่ลงว่ะ” โอมลืมตาท่ามกลางเงา “ทุกคน…พรุ่งนี้เช้าเรากลับเถอะ ที่นี่มัน…” สุริยันเงียบผิดปกติ ยังกำมือแน่นไม่พูดอะไร
รุ่งเช้า หมอกลงหนา ทุ่งน้ำขังเย็นจัด เฟิร์นเดินออกไปหน้าบ้านคนเดียว เธอหยุดที่ใต้ถุน มองลงไปเห็นเพียงเงาตัวเองกับน้ำขุ่นข้น เสียงคล้ายใครกระซิบเบา ๆ ลอยขึ้นมา เธอหยุดฟัง “เฟิร์น…ลงมาเล่นด้วยกัน…” เฟิร์นถอยหลังแต่ขาเหมือนถูกตรึงไว้ ปาล์มที่เดินตามออกมารีบคว้าแขน “เฮ้! เฟิร์น เป็นอะไร” เธอสะดุ้ง แล้วรีบเดินเข้าไปในบ้าน ไม่พูดอะไร
ภายในห้องนั่งเล่น เจนนั่งจ้องภาพถ่ายหมู่บนผนัง เธอเอื้อมมือจับรูปหนึ่งที่มุมขวาล่าง เด็กหญิงห้าคนในภาพยืนเรียงกัน ทว่าหนึ่งในนั้นใบหน้าถูกขีดข่วนจนเลือนหาย เจนหน้าเครียด “ใครทำรูปนี่…” โอมเดินเข้ามาดู “รูปนี้…เหมือนไม่ใช่พวกเราทั้งหมด” สุริยันเดินมาชะโงกดูแววตาแข็ง “วางเถอะเจน มันนานแล้ว” เจนจ้องตาเขานิ่ง “นายยังโกหกเหมือนเดิม…”
กลางวันผ่านไปอย่างอึดอัด ต่างคนต่างเก็บตัว เฟิร์นเอาแต่เงียบ สุริยันเดินวนไปมาบนระเบียง ปาล์มขอออกไปสูบบุหรี่คนเดียวใกล้ป่าต้นสะแก เสียงกระซิบในลมแว่วมาอีก “ปาล์ม…นายลืมสัญญาแล้วเหรอ…” เขามองไปรอบ ๆ เห็นเพียงเงาของต้นไม้ไหวตามลม เย็นวาบขึ้นมาทันที
บ่ายแก่ ๆ โอมค้นกล่องไม้เก่าใต้ถุน เจอเศษเสื้อเด็กเปื้อนโคลน เขาหยิบขึ้นมาดู มือสั่น “ของใคร…” เฟิร์นเดินมาเห็น หยิบไปดูแล้วรีบโยนทิ้ง “ไม่ต้องพูดถึงมัน!” โอมอึ้ง “ตกลงเกิดอะไรขึ้นในบ้านนี้กันแน่” เธอสบตาโอม น้ำตาคลอ “ไม่มีใครพูดความจริงได้…”
ค่ำลงอีกครั้ง เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งถี่ ๆ ทุกคนหยุดนิ่ง ไม่มีใครกล้าเดินไปเปิด ปาล์มหัวเราะกลบเกลื่อน “ลมแน่ ๆ” เจนมองหน้าสุริยัน “นายได้ยินเหมือนฉันใช่ไหม…” สุริยันไม่ตอบ เฟิร์นลุกเดินขึ้นบันไดอย่างรวดเร็ว เจนรีบวิ่งตามไป
บนชั้นสอง ฝุ่นหนาเตอะ เฟิร์นหยุดที่หน้าห้องหนึ่ง ประตูแง้มเล็กน้อย แสงสลัวภายในเผยให้เห็นรอยขีดเขียนประหลาดบนผนัง “นี่มัน…” เจนเบิกตาโพลง “คำสัญญา…” เฟิร์นหันมาสบตา “เมื่อสิบปีที่แล้ว…เราไม่ได้กลับบ้านนี้คนเดียว” เจนตัวแข็ง “หมายความว่าไง” เฟิร์นสั่น “มีเด็กอีกคน…แต่ไม่มีใครอยากจำ”
สุริยันตามขึ้นมา เงียบอยู่นานก่อนจะเอ่ย “เราทำผิด…เราทุกคน” น้ำเสียงปนความรู้สึกผิด โอม ปาล์มวิ่งตามขึ้นมา “นายพูดเรื่องอะไร” สุริยันก้มหน้า “วันนั้น…เราทิ้งเพื่อนเอาไว้ที่นี่” เจนร้องไห้เสียงเบา “ไม่มีใครกล้ายอมรับ…จนแม่บ้านหายไป”
เสียงฝีเท้าแผ่ว ๆ ดังขึ้นอีกจากห้องชั้นบนสุด ทุกคนหันขวับ เฟิร์นกลืนน้ำลาย “ไม่มีใครขึ้นไปตรงนั้นเลย…” สุริยันตัดสินใจเดินนำขึ้นไปทีละขั้น เจนจับมือเขาแน่น โอมกับปาล์มเดินตามไปอย่างลังเล
ห้องใต้หลังคามืดสนิท มีเพียงแสงไฟฉายจากโทรศัพท์ เงาเด็กผู้หญิงรูปทรงพร่าเลือนนั่งหันหลังให้ประตู ทุกคนยืนค้าง เจนเรียกชื่อเบา ๆ “เหมียว…” เงาเด็กนิ่ง ไม่ขยับ เสียงร้องไห้สะอื้นเบา ๆ ลอยมา ปาล์มขยับถอยหลัง “ผม…ผมขอโทษ…” เฟิร์นเอามือปิดปาก โอมหน้าซีด สุริยันหลับตาแน่น “เรา…ทิ้งเธอไว้จริง ๆ”
เงาเด็กค่อย ๆ หันหน้าช้า ๆ ท่ามกลางความเงียบ หูทุกคนเหมือนอื้ออึง เจนร้องไห้ “ฉันจำได้แล้ว…เธอขอร้องไม่ให้เราทิ้งไว้คนเดียว แต่เรา…” เสียงฝีเท้าอีกคู่ดังขึ้นจากข้างล่าง มีคนกำลังเดินวนรอบบ้าน วงกลมเสียงสลับกันไปมา ทุกคนได้ยินเหมือนกัน
เงาเด็กลุกขึ้นยืน ตาไม่เห็นดวงตา มีเพียงเงาดำทาบบนพื้น เธอพูดเบา ๆ “พวกเธอสัญญา…” เจนทรุดลงร้องไห้ “เราผิดเอง เราขอโทษ” เงาเด็กนิ่ง ไม่ขยับ ปาล์มตะโกน “ช่วยด้วย!” ไม่มีเสียงใดก้องกลับมา นอกจากเสียงน้ำหยดจากใต้พื้นที่ดังแหลมขึ้นเรื่อย ๆ
ทันใดนั้น ประตูห้องใต้หลังคาปิดเอง อากาศเย็นวาบ หูอื้อ ทุกคนกอดกันแน่นในความมืด สุริยันพยายามเปิดประตูแต่ขยับไม่ได้ เฟิร์นร้องไห้ “เราควรพูดความจริงแต่แรก…” เจนสะอื้น “เราควรกลับมาหาเธอ…” เสียงกระซิบของเด็กหญิงดังแว่ว “ทุกคน…อยู่กับฉัน…”
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเหมือนไม่มีสิ้นสุด จนกระทั่งประตูเปิดออกเอง เงาเด็กหายไป ทุกอย่างเงียบผิดปกติ ทุกคนรีบวิ่งลงจากบ้าน เฟิร์นหันกลับมามองบ้านไม้หลังนั้น พลันเห็นเงาใครบางคนโบกมือลาในหน้าต่างชั้นบน
รุ่งสาง ท่ามกลางแสงแรกของวัน บ้านไม้กลางทุ่งน้ำขังดูว่างเปล่า เหลือเพียงเสียงน้ำหยดกับเงาที่ไม่มีใครอธิบายได้ สุริยันและเพื่อน ๆ ไม่กล้าหันกลับไปมองอีกเลย แต่ในใจของทุกคน เสียงกระซิบของเพื่อนเก่ายังคงก้องอยู่ไม่มีวันจางหาย