เสียงเงียบในบ้านกลางน้ำ
เสียงน้ำกระทบเสาคอนกรีตใต้บ้านไม้ดังเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอ ท้องฟ้าเย็นย่ำกลายเป็นม่วงหม่นขณะที่วรรณลากกระเป๋าเดินทางใบเก่าขึ้นสะพานไม้เข้าสู่บ้านกลางน้ำหลังหนึ่งในอำเภอเล็ก ๆ ริมน้ำสายใหญ่ บรรยากาศรอบข้างเงียบงันจนได้ยินเสียงจิ้งหรีดกรีดร้องจากป่ารกริมตลิ่ง ทุกฝีเท้าของวรรณกระแทกไม้ดังเอี๊ยดอ๊าดราวกับบ้านทั้งหลังเฝ้ามองการมาถึงของเธอ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!หญิงสาวรูปร่างผอมบางหยุดยืนหน้าประตู สูดลมหายใจลึก พยายามข่มความรู้สึกไม่มั่นคงในใจ เธอมองคีย์การ์ดในมือพลางนึกถึงข้อความจากพี่พลอย เจ้าของบ้านที่ติดต่อเธอผ่านเว็บไซต์รับจ้างเฝ้าบ้าน “บ้านอยู่กลางน้ำ ไฟฟ้า น้ำประปาใช้ได้ปกติ โทรศัพท์สัญญาณไม่ค่อยดี เงียบมาก แต่ไม่มีอะไรน่ากลัว”
วรรณหัวเราะในลำคออย่างขมขื่น ไม่มีอะไรน่ากลัว—ถ้าไม่ใช่เพราะเงินค่าจ้างก้อนนี้จะช่วยให้แม่เธออยู่รอดอีกเดือน เธอจะไม่มาเหยียบที่นี่แน่นอน
เมื่อไขประตูเข้าไป กลิ่นไม้เก่าและความชื้นตลบอบอวลพร้อมความเงียบที่แน่นขนัด เหมือนบ้านทั้งหลังอัดแน่นด้วยลมหายใจที่ไม่เคยถูกปลดปล่อย ทุกอย่างนิ่งสนิทจนวรรณต้องหยุดฟังเสียงของตัวเอง
เธอเริ่มเปิดไฟสำรวจชั้นล่าง ห้องรับแขกตกแต่งแบบชนบท มีตู้ไม้สักเก่าและโซฟาผ้าขาด ๆ ยังพอใช้งานได้ โต๊ะน้ำชาวางแห้งสนิทไร้ร่องรอยแก้วหรือถ้วย เธอวางกระเป๋าแล้วเดินวนสำรวจ ไม่มีเสียงใดนอกจากเสียงรองเท้าบนพื้นไม้ ทุกหน้าต่างปิดแน่นเหมือนป้องกันบางอย่างไม่ให้ออก หรือไม่ก็กันบางอย่างไม่ให้เข้า
บันไดไม้ขึ้นไปชั้นสองหักมุม เธอเดินขึ้นอย่างระมัดระวัง กลัวว่ามันจะยุบตัวลงมา เสียงเอี๊ยดอ๊าดดังตอบรับทุกก้าว ด้านบนมีสามห้องนอน ประตูปิดสนิททั้งสาม เธอเลือกห้องที่ใกล้ระเบียงมากสุด ผลักประตูเข้าไป กลิ่นอับรุนแรงกว่าด้านล่าง ผ้าปูเตียงเก่าจนกลายเป็นสีเทา เธอเปิดหน้าต่างออก สูดอากาศเข้าเต็มปอด แต่น้ำและป่ารอบบ้านกลับดูหนาทึบขึ้นเมื่อมองจากตรงนี้
ขณะที่เก็บของ วรรณเอื้อมหยิบโทรศัพท์จะโทรหาแม่ แต่ไม่มีสัญญาณ เธอถอนใจ นั่งลงบนเตียง บีบมือตัวเองแน่นพลางจ้องไปที่ประตูห้องที่ยังแง้มอยู่นิด ๆ สายลมเย็นเฉียบพัดลอดเข้ามา ทำให้ผ้าม่านขยับเบา ๆ ราวกับมีใครดึง
พลบค่ำเปลี่ยนเป็นกลางคืน เสียงแมลงรอบบ้านดังระงม วรรณลงมาชั้นล่าง ต้มน้ำร้อนทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป พลางนั่งเหม่อมองเงาสะท้อนในกระจกเก่าหน้าห้องน้ำ
เสียงแปลกประหลาดดังแว่วจากชั้นบน—เหมือนเสียงฝีเท้าเบา ๆ เดินบนพื้นไม้ เธอตั้งใจฟัง แต่เสียงหายไปทันทีเมื่อเธอหยุดหายใจ ฟังแต่เสียงหัวใจของตัวเอง วรรณหัวเราะให้กับความคิดของตัวเอง “นกมั้ง… หรือหนู?” เธอกระซิบกับตัวเอง
คืนแรกผ่านไปอย่างกระสับกระส่าย เธอตื่นกลางดึกจากเสียงเหมือนน้ำหยดแถวระเบียง เสียงนั้นดังเป็นจังหวะไม่สม่ำเสมอ คล้ายกับมีใครกำลังเดินลากเท้าเปียก ๆ ไปมา วรรณตัดสินใจไม่ลุกขึ้นดู กลิ้งตัวซ่อนใต้ผ้าห่มแน่น
เช้าวันถัดมา เธอตื่นขึ้นพร้อมเสียงนกร้องใกล้หน้าต่าง วรรณเดินออกสำรวจรอบบ้าน พบว่าทุกอย่างยังอยู่ครบ ไม่มีร่องรอยคนบุกรุก มีเพียงรอยน้ำแฉะ ๆ ตรงระเบียงแค่นั้น เธอพยายามคิดว่าเป็นเพราะฝนตกเมื่อคืน แต่ฟ้าแห้งสนิท ไม่มีคราบฝนบนหลังคาหรือพื้นดิน
วรรณโทรหาแม่อีกครั้ง เสียงแม่แหบพร่าบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง แต่เธอสัมผัสได้ถึงความอึดอัดในน้ำเสียง แม่ไม่พูดถึงอดีต ไม่ถามว่าเธอไปทำอะไรอยู่กลางน้ำ เธอปิดโทรศัพท์ เงียบ หายใจลึก ๆ บอกตัวเองว่านี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะช่วยแม่
ตลอดบ่าย วรรณนั่งอ่านหนังสือ พยายามไม่คิดอะไร ฟังเสียงฝีเท้าหนูในฝ้าเพดาน เสียงน้ำกระทบใต้บ้าน แต่เมื่อเธอเผลอหลับไป กลับตื่นขึ้นด้วยเสียงเคาะสามครั้งที่ประตูชั้นสอง เธอลุกขึ้นช้า ๆ เดินไปเปิดทีละห้อง ไม่มีใคร ไม่มีอะไร เธอเริ่มรู้สึกว่าบ้านนี้กำลังจับจ้องเธออยู่
เย็นวันนั้น เธอเห็นเงาบางอย่างวูบผ่านตรงระเบียงหลังบ้าน เธอตกใจ เผลอทำแก้วหล่นแตก ค่ำคืนที่สองจึงมาเยือนพร้อมเศษแก้วและความกระวนกระวายใจ วรรณโทรหาเพื่อนสนิทชื่อจ้อย ขอให้มาอยู่เป็นเพื่อน แต่จ้อยบอกเสียงสั่นว่ากลางน้ำแบบนี้มืดเร็ว ไว้พรุ่งนี้เช้าจะมาเยี่ยม
คืนนั้น เธอหลับไม่ลง ถูกปลุกด้วยเสียงน้ำหยดและเสียงฝีเท้าแบบเดิม คราวนี้เสียงเหมือนไกลออกไป วรรณเดินไปเปิดประตูห้องนอนช้า ๆ เห็นเพียงเงาของต้นไม้โยกไหวกับสายน้ำเย็นเฉียบ เธอพยายามหาคำอธิบาย แต่ในใจกลับว่างเปล่า
รุ่งขึ้น จ้อยมาถึงพร้อมอาหารและรอยยิ้มแห้ง ๆ “บ้านเงียบจริง ๆ แกอยู่นี่คนเดียวได้ไงวะ” จ้อยพูดอย่างไม่แน่ใจ ขณะเดินสำรวจ จ้อยถามอย่างลังเล “มีอะไรแปลกมั้ย?” วรรณส่ายหน้า แม้ในใจจะอยากระบายความกลัว แต่ไม่อยากให้จ้อยเป็นกังวล
ในขณะที่ทั้งสองนั่งกินข้าว จ้อยสังเกตเห็นรอยน้ำบนพื้นใกล้บันได วรรณรีบบอกว่าเมื่อคืนฝนตก จ้อยมองนานอย่างไม่เชื่อ “แต่พื้นชั้นล่างแห้งหมดนะเว้ย” เสียงจ้อยแผ่วเบา
ตกบ่าย จ้อยตัดสินใจกลับ วรรณขอให้จ้อยค้างคืนแต่จ้อยบ่ายเบี่ยง อ้างว่ามีงานต้องทำ วรรณได้แต่ยิ้มจาง ๆ ส่งเพื่อนออกไป จิตใจว่างเปล่าอย่างแปลกประหลาด
คืนนั้นฝนเริ่มโปรยปราย เสียงน้ำบนหลังคาแข่งกับเสียงน้ำใต้พื้นบ้าน ท่ามกลางความมืด วรรณได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาจากห้องข้าง ๆ เธอหยุดนิ่ง กลั้นหายใจ เสียงนั้นเหมือนดังมาจากใต้พื้น เธอเดินไปที่หน้าต่าง มองลงไปเห็นเพียงเงาสะท้อนของตัวเองในน้ำ แต่กลับรู้สึกว่ามีสายตาบางอย่างจ้องมองขึ้นมาจากความลึก
เช้าอีกวัน วรรณตัดสินใจสำรวจใต้ถุนบ้าน เธอลงไปดูพบเพียงเศษไม้และของเก่าเก็บ แต่ขณะกำลังเดินกลับได้กลิ่นเหม็นอับผิดปกติ เหมือนกลิ่นอะไรเน่าเปื่อย เธอเดินตามกลิ่นไปจนเจอช่องเล็ก ๆ ที่พื้นไม้ตรงระเบียง ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าดังขึ้นข้างหลัง เธอหันขวับ—ไม่มีใคร
วันต่อมา วรรณเริ่มฝันร้ายถึงสายน้ำสีดำและเสียงร้องขอความช่วยเหลือ เธอสะดุ้งตื่นกลางดึกอีกครั้ง คราวนี้เสียงฝีเท้าชัดเจนอยู่หน้าห้องนอน เสียงลากเท้าช้า ๆ เหมือนมีใครเดินผ่านประตูไป เธอขยับไปหยิบไฟฉาย แต่กลัวเกินกว่าจะออกไปดู เช้า เธอพบว่าประตูห้องแง้มออกเล็กน้อย
โทรศัพท์ของวรรณเริ่มแบตเตอรี่ลดฮวบอย่างไม่มีเหตุผล เธอตัดสินใจเดินไปบ้านข้าง ๆ ที่อยู่ห่างออกไปครึ่งกิโลเมตรเพื่อขอยืมชาร์จแบต แต่พบว่าไม่มีใครอยู่ บ้านร้างเงียบสงัด เธอแอบ覗กระจก เห็นเพียงเงาตัวเองที่บิดเบี้ยวอย่างประหลาด
ในค่ำคืนที่สี่ เสียงกระซิบและฝีเท้ากลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ชัดขึ้น เธอได้ยินเสียงเด็กหญิงร้องไห้สลับกับเสียงผู้ใหญ่พูดพร่ำบางอย่างที่จับใจความไม่ได้ วรรณนั่งคุดคู้ข้างเตียง น้ำตาไหลโดยไม่เข้าใจสาเหตุ
รุ่งเช้า วรรณไปค้นของเก่าในห้องเก็บของที่ไม่เคยเปิดมาก่อน พบกล่องไม้เก่าที่มีรอยขีดเขียนชื่อ “พิม” และ “แหวน” อยู่ข้างในกล่องมีตุ๊กตาผ้าเก่า หนังสือไดอารี่สีจาง เธอเปิดอ่าน พบข้อความเขียนด้วยลายมือสั่น “ขอโทษนะ… ไม่ได้ตั้งใจ” เหมือนถูกบีบคั้นในอก วรรณปิดกล่องแล้วเดินกลับห้องนอน
เมื่อพลิกดูบันทึกย้อนหลังในโทรศัพท์ พบภาพเก่าที่เธอไม่เคยถ่าย เป็นภาพระเบียงหลังบ้านกลางคืน เงาหญิงสาวยืนอยู่ตรงวงกบประตู มองออกไปในความมืด วรรณรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้น
คืนนั้น ความเงียบในบ้านหนาแน่นขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก เสียงกระซิบดังขึ้นใกล้หูจนขนลุก “ช่วยฉันด้วย…” เธอถอยกรูดไปติดผนัง มองหาต้นเสียงแต่ไม่เห็นใคร
รุ่งเช้า วรรณโทรหาพลอยด้วยความหวาดกลัว พลอยเสียงราบเรียบบอกให้วรรณอดทน อีกไม่กี่วันก็จะมารับบ้านคืน วรรณถามถึงคนชื่อพิมกับแหวน พลอยเงียบไปนาน ก่อนตอบว่า “ไม่มีใครชื่อนั้นในบ้านนี้…”
วรรณเริ่มค้นข้อมูลบ้านหลังนี้ผ่านอินเทอร์เน็ต พบข่าวเก่ากว่าสิบปีก่อนเกี่ยวกับการหายตัวไปของเด็กหญิงสองคนในฤดูน้ำหลาก ไม่มีใครพบร่าง ไม่มีใครรู้เรื่องจริง
แต่ในบันทึกของไดอารี่ มีข้อความสุดท้ายว่า “เราจะรอที่นี่… อย่าลืมเรานะ” วรรณรู้สึกเหมือนถูกบีบคอ เธอเริ่มเห็นเงาข้างเตียงบ่อยขึ้น เงาที่ไม่ควรอยู่ตรงนั้น เงาหญิงสาวนั่งกอดเข่าอยู่มุมห้อง มองเธออย่างเศร้า
ในคืนที่หก ฝนตกหนักจนบ้านทั้งหลังไหวตามแรงคลื่น เสียงเด็กหัวเราะเคล้ากับเสียงน้ำ วรรณเดินไปที่ระเบียง เห็นเงาของเด็กหญิงสองคนยืนจ้องมองเธอจากกลางน้ำ ก่อนจะจมหายไปในเงามืด เธอเดินตามเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ลงไปใต้ถุนบ้าน ลุยน้ำมืดจนถึงช่องไม้ที่เคยเจอกลิ่นประหลาด
วรรณพยายามเปิดช่องนั้นออก เจอผ้าเช็ดหน้าสีซีดขาดรุ่งริ่ง ขณะหยิบขึ้นมา เสียงกระซิบแผ่วเบาดังล้อมรอบ “ขอโทษ… อย่าทิ้งเรา…” เธอล้มลงร้องไห้กลางน้ำตื้น ๆ ตัวสั่นสะท้าน
ตอนรุ่งเช้า พลอยมาถึงบ้าน เห็นวรรณนั่งซึมเศร้าข้างระเบียง เหม่อมองไปในน้ำ พลอยถามว่าเจออะไรหรือเปล่า วรรณไม่ตอบ ได้แต่ยื่นกล่องไม้คืน พลอยรับกล่องไปเงียบ ๆ แล้วพูดเสียงแผ่ว “บ้านหลังนี้… ไม่มีใครอยู่ได้เกินเจ็ดคืนหรอก”
พลอยก้มหน้าร้องไห้ เผยความจริงว่าพิมกับแหวนคือพี่สาวฝาแฝดของเธอที่จมน้ำตายเมื่อสิบสองปีก่อน ศพไม่เคยถูกพบ บ้านหลังนี้สืบทอดความเศร้าและเสียงร้องขอความช่วยเหลือมาตลอด
วรรณซบหน้ากับฝ่ามือ ร้องไห้กับความเจ็บที่ซุกซ่อนในบ้านกลางน้ำ พลอยบอกให้วรรณไปจากที่นี่ แต่เสียงกระซิบยังแว่วในลมหายใจของเธอตลอดเช้าวันนั้น
เมื่อเรือโดยสารลำเล็กมารับวรรณกลับฝั่ง เธอหันกลับไปมองบ้านกลางน้ำ เห็นเงาหญิงสาวสองคนนั่งกอดเข่าอยู่ริมระเบียงชั้นสอง มองเธออย่างเศร้า เสียงกระซิบสุดท้ายดังลอดสายลม “อย่าลืมเรานะ…”
วรรณนั่งนิ่งในเรือ น้ำตาไหลริน เงียบงันในใจ บ้านกลางน้ำยังคงตั้งตระหง่านเงียบงัน เหมือนคอยใครบางคนกลับมาเติมเต็มความว่างเปล่านั้นอีกครั้ง