เงาสะท้อนในบ้านไร้กระจก
เสียงฝนปรอยกระทบหลังคาสังกะสีเก่าแก่ในยามค่ำคืน บ้านไม้ชั้นเดียวกลางป่าห่างไกลไฟฟ้าและผู้คน นิดาเดินจูงมือแม่ที่แก่ตัวมากแล้ว ข้ามบ่อโคลนหน้าบ้านเข้าประตูไม้แคบ ๆ เธอมองไปรอบห้องรับแขกที่ไม่มีแม้แต่กระจกบานเดียว ทั้งที่ในความทรงจำวัยเด็ก บ้านหลังนี้เคยมีกรอบกระจกเต็มฝาผนัง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แม่แน่ใจเหรอคะ ว่าพ่อยังอยู่ที่นี่?” นิดากระซิบเสียงเบา เธอกลืนน้ำลายเมื่อรับรู้ได้ถึงกลิ่นอับเก่าและความเย็นเฉียบที่แทรกซึมเข้าเนื้อ
แม่ไม่ตอบ เธอก้มหน้าต่ำ เดินตรงไปยังห้องนอนมุมมืดสุด นิดาเดินตามด้วยความลังเล แสงไฟฉายค่อย ๆ ส่องให้เห็นฝุ่นที่ล่องลอยในอากาศ เงาตัวเองทอดยาวบนผนังไม้ว่างเปล่า เงาที่เหมือนจะขยับได้เอง
รอยกรีดเล็บปรากฏอยู่ที่ขอบประตูห้องนอน พ่อเคยบอกว่าเป็นรอยแมว แต่นิดาจำได้ดี เสียงกรีดร้องสั้น ๆ ในคืนฝนตกเมื่อหลายปีก่อน มันไม่ใช่เสียงสัตว์
“ทำไมไม่มีใครในบ้านนี้ใช้กระจกเลย?” ริน เพื่อนสมัยเด็กที่ตามมาด้วย เอ่ยขึ้นขณะส่องไฟฉายไปทั่วห้องโถง คุณหมอปรัชญ์ พี่ชายของนิดาเดินตรงไปที่ตู้เสื้อผ้าเก่าที่มุมห้อง ดวงตาเขาแข็งกร้าวและเหนื่อยล้า
“มันเป็นกฎของบ้านนี้” นิดาตอบเสียงสั่น “ถ้าใครฝืน จะเกิดเรื่อง…”
เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นจากอีกมุมหนึ่งของบ้าน นิดาหันขวับไป แต่พบเพียงเงามืดและเก้าอี้โยกว่างเปล่า เสียงหยดน้ำจากหลังคาแตกรัวเร็วขึ้น ทุกคนเงียบงัน
แม่เปิดประตูห้องนอนแล้วเดินเข้าไปช้า ๆ นิดารีบตาม รินลังเลแต่สุดท้ายก็เดินตามเข้ามาด้วย ด้านในมีเพียงฟูกเก่า โต๊ะเตี้ย ๆ และตะเกียงน้ำมันที่ดับไปแล้ว อากาศข้างในเหนียวหนึบ หยาดฝนจากหน้าต่างซึมเข้าทำให้กลิ่นไม้เน่าแรงขึ้น
“คุณแม่…” นิดาเอื้อมมือไปแตะไหล่แม่เบา ๆ “แม่เห็นพ่อครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?”
แม่เงียบ เธอหยิบกล่องไม้เล็ก ๆ จากใต้ฟูกแล้วยื่นให้นิดา สีหน้าของแม่เต็มไปด้วยความกังวลและความกลัว นิดารับกล่องไว้ มือสั่น
รินกระซิบบอก “เปิดดูเถอะ อาจมีเบาะแส”
กล่องนั้นไม่มีที่ล็อก นิดาค่อย ๆ เปิดฝา กลิ่นแปลกประหลาดเหมือนสมุนไพรเน่า ๆ ลอยขึ้นมา ข้างในเป็นกระดาษเก่า ๆ จดหมายฉบับสั้น ๆ และสร้อยลูกปัดไม้เส้นหนึ่ง
“นี่…ของพ่อใช่ไหม?” เธอถาม
แม่พยักหน้าแต่ไม่มองตา ดวงตาเธอรื้นน้ำใส มือสั่นจนนิดาต้องจับไว้แน่น
คุณหมอปรัชญ์เดินกลับมาจากตู้เสื้อผ้า “ในตู้ไม่มีเสื้อผ้าของพ่อเหลือเลย นิดา เธอแน่ใจไหมว่าพ่อยังอยู่แถวนี้?”
นิดาสบตาพี่ชาย “ฉันไม่รู้…แต่ฉันฝันถึงเสียงพ่อนับวันยิ่งชัดขึ้น เหมือนเขายังอยู่ที่นี่…หรือบางทีเขาอาจกำลังขอให้เราช่วยอะไรสักอย่าง”
เสียงบางอย่างคล้ายเล็บขูดไม้ดังแว่วจากข้างฝา ทุกคนเงียบกริบ หายใจช้าลง
รินพึมพำ “เสียงนั้น…” เธอหยุดนิ่ง หันมองหน้าต่างซึ่งสะท้อนเงาพวกเธอในความมืด มันไม่ใช่เงาของทุกคน—ขาดใครไปคนหนึ่ง
แสงฟ้าแลบสว่างจ้า หน้าต่างกรอบไม้สั่นไหว เงาบางอย่างปรากฏขึ้นหลังไหล่รินในบานกระจกเล็ก ๆ ที่ติดอยู่บนตะเกียงน้ำมัน นิดาขนลุกวาบ
“เมื่อก่อนบ้านนี้มีแต่กระจก” แม่พูดเสียงแหบแผ่ว “แต่ทุกคน…ต้องเอากระจกไปทิ้งทั้งหมด หลังจากคืนนั้น…”
“คืนที่เกิดอะไรขึ้น?” คุณหมอปรัชญ์ถาม สายตาไม่ไว้ใจ
แม่หลบตา “แม่จำได้แค่เลือด…และเสียงที่ขอให้ปิดตา”
นิดากำสร้อยลูกปัดในมือแน่น จู่ ๆ ก็เกิดลมเย็นพัดวูบผ่านหน้าต่าง ไฟฉายดับลงทันที ทุกอย่างตกอยู่ในความมืดและเสียงฝน
“มีใครเดินอยู่ข้างนอก…” รินพูดเสียงสั่น ทุกคนเงี่ยหูฟัง เสียงฝีเท้าเปียกฝนก้าวลากช้า ๆ รอบตัวบ้าน
“ไปดูไหม?” คุณหมอปรัชญ์ถามแต่ไม่มีใครตอบ
แม่นั่งนิ่ง มือกำเสื้อแน่น นิดาหันไปมองหน้าต่าง เงาดำสูงใหญ่ผ่านไปวูบหนึ่ง
“ถ้ามีอะไรอยู่ข้างนอก…มันอาจกำลังเฝ้ารออะไรบางอย่าง” รินพูดเบา ๆ
“หรือใครสักคน” นิดากระซิบ
ทุกคนเงียบอีกครั้ง เสียงฝีเท้ายังคงวนเวียนรอบบ้าน ผนังไม้สั่นไหว เงาคนปรากฏขึ้นบนผนังแล้วหายไปอย่างรวดเร็ว
นิดาใจเต้นแรง เธอรู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองจากทุกมุมมืด ความทรงจำในวัยเด็กผุดขึ้นมา ว่าในบ้านนี้มีบางอย่างถูกทิ้งไว้…บางอย่างที่ไม่ควรถูกปลุก
“เราควรออกไปก่อนเช้า” คุณหมอปรัชญ์พูดเสียงแข็ง “บ้านนี้…มันไม่ปลอดภัยแล้ว”
แม่ส่ายหน้า “ถ้าออกไปตอนนี้…จะไม่มีใครได้ออกไปจากที่นี่อีก”
รินถามเบา ๆ “แล้วต้องทำยังไง?”
แม่หลับตา “อยู่เงียบ ๆ อย่ามองกระจก อย่าเรียกชื่อใครถ้ายังไม่มั่นใจว่าเขาอยู่ตรงหน้า”
ฝนตกหนักขึ้นจนเสียงลั่นไปทั่ว ม่านหน้าต่างขาดหลุดลุ่ย แสงไฟจากโทรศัพท์ส่องเห็นเงาของตัวเองบนพื้น แต่เงานิดาไม่มีหัวใจเธอเย็นวาบ
เสียงกระซิบดังขึ้นซ้อนกันหลายเสียงจากใต้พื้น “เอาคืนมา…เอาคืนมา…”
รินกอดตัวเองแน่น “เสียงใคร…”
“ฉันจำได้ว่าพ่อเคยพูดถึง ‘ของต้องห้าม’…” นิดากระซิบ สายตาจับจ้องที่สร้อยลูกปัด “มันเกี่ยวกับสิ่งนี้หรือเปล่า?”
คุณหมอปรัชญ์ถอนหายใจ “ถ้าใช่ ทำไมแม่ถึงให้เธอถือไว้?”
แม่สั่นหัว น้ำตาไหลอาบแก้ม “แม่…ไม่อยากให้มันอยู่ในบ้านแล้ว”
เสียงฝีเท้าหยุดลงกะทันหัน ทุกอย่างเงียบงันอึดอัดจนนิดาหายใจไม่ออก ทุกคนมองหน้ากันอย่างระแวง
จู่ ๆ ประตูหน้าเปิดออกช้า ๆ ลมเย็นกราดเข้ามาพร้อมเงาดำที่ค่อย ๆ ก้าวเข้ามา นิดาเบิกตากว้าง เสียงเท้าติดเปียกฝนหยุดลงตรงหน้าเธอ
เงานั้นยืนอยู่ตรงหน้า แต่ใบหน้าเลือนราง ติดอยู่ตรงเงาสะท้อนกระจกตะเกียง เงานั้นมือยื่นมาช้า ๆ มองตรงมาที่สร้อยลูกปัดในมือของนิดา
“คืนมันมา…” เสียงกระซิบบีบคั้นใจ เงานั้นขยับเข้าใกล้เรื่อย ๆ
รินร้องไห้สะอึก “เอาคืนให้เถอะนิดา!”
นิดามือสั่น สายตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและลังเล เธอหันไปมองแม่ แม่หลบตาเสียใจ คุณหมอปรัชญ์จ้องเงานั้นนิ่ง สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างไม่แน่ใจ
“หากคืนสิ่งนี้ จะหลุดจากคำสาปไหม?” นิดาถามเสียงเบา
เงานั้นไม่ตอบ เพียงแต่ยืนนิ่ง ๆ เสียงกระซิบยังคงวนเวียน “เอาคืนมา…”
สุดท้ายนิดาวางสร้อยลูกปัดนั้นลงบนพื้น เงานั้นโน้มตัวลงช้า ๆ เก็บสร้อยขึ้นมา จู่ ๆ เงานั้นกลับหายไปในความมืด ทุกอย่างเงียบลงทันที
เสียงฝนค่อย ๆ เบาลงจนเหลือเพียงความเงียบอันหนักอึ้ง
รินหอบหายใจแรง เธอเอื้อมมือแตะไหล่นิดา “จบแล้วใช่ไหม?”
นิดานั่งนิ่ง น้ำตาไหลอย่างไม่รู้ตัว “ฉัน…จำได้แล้วว่าคืนนั้นเกิดอะไรขึ้น”
คุณหมอปรัชญ์หันมา “อะไร?”
“พ่อ…เคยเตือนห้ามใครแตะต้องของในห้องนอน หลังคืนนั้นที่แม่สั่งให้ทุบกระจกทั้งหมด…” นิดาเสียงสั่น “แต่ฉันกลับแอบเก็บสร้อยลูกปัดไว้ เพราะคิดว่าเป็นของโชคดี…”
แม่ร้องไห้สะอึก “แม่…ไม่อยากเสียลูกไป แม่ถึงให้เธอถือไว้ตลอด…”
รินกระซิบ “แต่แล้วทำไมพ่อถึงหายไป?”
เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นอีกครั้ง “เพราะ…ใครบางคนไม่ยอมคืน…”
ทุกคนหันมองหน้ากัน นิดาน้ำตาไหลอีกครั้ง “ถ้าคำสาปคลายแล้ว…พ่อจะได้กลับมาไหม?”
เงียบ ไม่มีใครตอบ
เช้าวันต่อมา บ้านหลังนั้นกลับคืนสู่ความเงียบสงบ เงาสะท้อนในบานหน้าต่างใหม่ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ทุกคนเห็นเงาตัวเองเต็มตา แต่ในเงานั้น ไม่มีเงาของพ่อปรากฏอีกเลย
นิดายืนหน้าบ้าน มองป่าเงียบสงัดเบื้องหน้า แสงแดดอ่อนลอดผ่านใบไม้ เธอสูดลมหายใจลึก ดวงตาสีหม่นเศร้า
“บางสิ่งถูกคืน บางสิ่งจะไม่มีวันหวนกลับ”
เสียงลมหายใจเงียบงันในบ้านหลังนั้นยังคงวนเวียน เงาสะท้อนบางอย่างในมุมมืดเหมือนยังไม่ได้จากไปเสียทีเดียว