เสียงกระซิบจากห้อง 206
เสียงฝนกระทบหน้าต่างหอพักเก่าในคืนเปิดเทอมใหม่ ประสมกับกลิ่นอับชื้นที่เหมือนซึมลึกอยู่ทุกอณูของตึก ไอซ์เดินลากกระเป๋าเข้าไปในโถงกลาง สายตาเขาหยุดที่ป้ายไม้เก่าซึ่งสีหลุดลอกจนอ่านแทบไม่ออก—“หอพักศิลปกรรม วิทยาลัยสายน้ำ”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เอาไงดีวะ ขึ้นเลยไหม?” มิว เพื่อนสาวผมสั้น พูดเสียงเบา มือกอดเสื้อกันฝนแน่น
“รอแดนก่อน เขาบอกจะมาเปิดห้องให้” ไอซ์ตอบ พลางเหลียวหลังมองประตูเหล็กที่ถูกผลักเข้ามาอย่างแรง ร่างสูงกำยำของแดนเดินเข้ามาในเงามืด สายตาเขาเหมือนจะไม่ยิ้มจริง
“ห้อง 206 อยู่ชั้นสอง ปีกขวา ไม่มีใครอยู่ห้องนั้นนานแล้ว” เสียงแดนแหบพร่า เหมือนตั้งใจพูดให้ได้ยินแค่กลุ่มพวกเขา
ฟ้าแลบวูบหนึ่งส่องให้เห็นรอยแตกร้าวบนกำแพงและภาพจิตรกรรมเก่า ๆ ที่แขวนเอียงอยู่ริมบันได ทุกย่างก้าวที่ทั้งสามเดินขึ้นชั้นสอง พื้นไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดคล้ายร้องเตือน
“ได้กลิ่นอะไรแปลก ๆ ป่ะ?” มิวกระซิบขณะหยุดอยู่หน้าประตูห้อง 206
“กลิ่นเหมือนดินเปียก…หรืออะไรเน่า ๆ” ไอซ์ขมวดคิ้ว ดันประตูที่ฝืดสนิท ทันใดนั้นลมเย็นวูบหนึ่งสวนเข้ามาจากในห้อง มิวเผลอถอยหลังชนกับแดนที่ยืนเงียบอยู่
ภายในห้องมีแค่เตียงเหล็กสองเตียง โต๊ะเก่า และหน้าต่างที่ปิดสนิท ไอซ์เปิดไฟดวงหนึ่งบนเพดาน เสียงหึ่ง ๆ ของหลอดไฟเก่าดังขึ้นทันที พวกเขาหย่อนตัวลงบนเตียงอย่างอ่อนล้า ก่อนความเงียบจะเข้ามาแทนที่
“คืนนี้นอนห้องเดียวกันเลยละกัน กลัวผีป่ะ?” มิวพยายามพูดติดตลก แต่สายตาเธอไม่กล้าสบกับเงาดำใต้เตียง
“อย่าพูดเรื่องผีดิ่” ไอซ์กัดฟัน รู้สึกถึงอาการขนลุกซู่โดยไร้เหตุผล แดนไม่ตอบอะไร เพียงแต่หายใจหนัก ๆ ขณะยืนดูฝนที่ยังสาดลงบนกระจกหน้าต่าง
ขณะที่ทั้งสามจัดข้าวของ เสียงเหมือนกระซิบแผ่ว ๆ ดังมาจากกำแพงหลังหัวเตียง มิวหันขวับไปมอง สายตาเจอแต่ความว่างเปล่า
“เมื่อกี้ได้ยินเสียงอะไรมั้ย?” เธอถามเสียงสั่น
“แค่น้ำฝน…มั้ง” ไอซ์ตอบ แต่สีหน้ากลับไม่มั่นใจ
คืนนั้นทั้งสามนอนเบียดกันบนเตียงเดียว ไฟในห้องดับไปเองโดยไม่รู้ตัว แดนซึ่งไม่ค่อยพูดอะไรนอนตะแคงหันหลังให้ ขณะที่มิวขยับกอดหมอนแน่น ไอซ์เพ่งฟังเสียงเงียบในห้อง มันเหมือนมีเสียงหายใจแผ่ว ๆ จากอีกฝั่งของผนัง
เช้ามืดวันถัดมา ไอซ์สะดุ้งตื่นเมื่อรู้สึกเหมือนมีใครนั่งอยู่ปลายเตียง เขามองไปรอบห้อง ทุกอย่างดูปกติ มีแค่แดนที่ลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำแล้ว มิวหลับตาหลับตื่น
“เมื่อคืน…เหมือนฝันร้ายเลย” มิวพูดเบา ๆ
“ฝันอะไร?” ไอซ์ถาม
มิวชะงักไปครู่หนึ่ง “จำไม่ได้ แต่เหมือนมีเสียงกระซิบข้างหูตลอดเวลา ฟังไม่ออกว่าเขาพูดอะไร”
แดนเดินกลับมา สายตาเขาดูเหนื่อยล้า เหมือนไม่ได้นอนทั้งคืน
“ที่นี่…เคยมีคนตายจริง ๆ เหรอ?” มิวถามแดนแบบลังเล
แดนนิ่งเงียบ ก่อนพูดเสียงเบา “เขาว่ากันว่ามีนักศึกษาหายไปจากห้องนี้เมื่อสามสิบปีก่อน ไม่มีใครหาศพเจอ…”
ไอซ์กลืนน้ำลาย เสียงฝนข้างนอกเริ่มเบาลง แต่ความอึดอัดในอากาศกลับหนาแน่นขึ้น
ทั้งสามออกจากห้องในตอนสาย เดินไปยังโรงอาหาร ขณะที่คุยกับบอย—เพื่อนหญิงร่วมห้องข้าง ๆ—บอยเล่าเหมือนเคยได้ยินเสียงคนเดินในห้อง 206 ช่วงกลางดึก ทั้งที่ไม่มีใครอยู่
“มันเหมือนเสียงคนลากขา…เสียงหายใจ…บางคืนเหมือนได้ยินใครสะอื้นเบา ๆ” บอยพูดจบก็เงียบไปครู่หนึ่ง สายตาเหลือบมองไปทางบันไดอย่างหวาดระแวง
มิวเริ่มหวาดกลัว ไอซ์พยายามจะไม่เชื่อ แต่รอยขีดที่พื้นไม้ตรงหน้าห้อง 206 ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ
คืนนั้น หลังจากกลับห้อง เสียงกระซิบยังคงดังชัดขึ้น ความเงียบระหว่างทั้งสามอึดอัดราวมีบางอย่างค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา
“เราย้ายไปนอนห้องอื่นกันดีมั้ย?” มิวกระซิบอย่างกังวลใจ
แดนส่ายหน้า “ไม่มีห้องว่าง นี่คือห้องสุดท้ายที่พอจะพักได้แล้ว…”
ท่ามกลางแสงไฟสลัว ไอซ์มองเห็นเงาดำวูบหนึ่งตรงมุมห้อง เขาขยับตัวไม่กล้าทัก ราวกับรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังถูกจ้องอยู่ตลอดเวลา
เช้าวันต่อมา ทั้งสามเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับนักศึกษาที่เคยหายตัวไป พวกเขาได้พบกับตาเหลิม—ภารโรงผู้เฝ้าหอพักมานานหลายสิบปี ตาเหลิมนิ่งเงียบมองหน้ากลุ่มเด็ก ๆ อยู่นาน
“อย่ายุ่งกับห้องนั้นนัก เดี๋ยวจะโดนเหมือนกันหมด” ตาเหลิมว่า มือหยาบกร้านลูบไปตามรอยแผลเป็นบนแขน
“เคยเกิดอะไรขึ้นเหรอครับ?” ไอซ์ถาม แต่ตาเหลิมเพียงยิ้มบาง ๆ ก่อนเดินจากไป ปล่อยคำเตือนให้ลอยอยู่ในอากาศหนาวเยียบ
คืนนั้น ไอซ์ตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะเสียงกระซิบดังขึ้นชัดเจนมากขึ้น “ออกไป…ออกไป…” เสียงนั้นเบาแต่เย็นเยียบ มิวสะดุ้งตื่นหายใจแรง
“ได้ยินมั้ย?” มิวกระซิบเสียงสั่น
ไอซ์พยักหน้า เลือดในกายเย็นเฉียบไปหมด
แดนนั่งเงียบอยู่ปลายเตียง ดวงตาโตจ้องไปที่ผนังห้อง “ไม่ใช่เสียงจากข้างนอก…มันอยู่ในนี้”
คืนนั้นทั้งสามแทบไม่นอน พวกเขาเริ่มพบข้าวของบางอย่างเคลื่อนที่เองอยู่ทุกเช้า รอยขีดใหม่ที่พื้นและผนังเหมือนเกิดขึ้นเองแม้อยู่กันครบตลอดคืน
ในช่วงเรียนศิลปะ ไอซ์วาดภาพออกมาได้แต่เงาดำและใบหน้าคนที่ร้องไห้โดยไม่รู้ตัว มิวเริ่มฝันร้ายซ้ำ ๆ ถึงผู้หญิงผมยาวในชุดนักศึกษาเดินวนอยู่ในห้อง 206 แดนกลายเป็นคนเงียบขรึมขึ้นเรื่อย ๆ และเริ่มพูดคุยกับเงาในมุมห้อง
“เราเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้ใครฟังดีมั้ย?” มิวถามเสียงแผ่วขณะนั่งมองแสงจากหลอดไฟกระพริบ
“ไม่มีใครเชื่อหรอก” แดนตอบ “มีแต่เราที่อยู่ตรงนี้…”
ในคืนที่สี่ เสียงกระซิบดังขึ้นพร้อม ๆ กับเสียงขูดผนัง ทั้งสามพยายามข่มตาหลับแต่สุดท้ายต้องตื่นมานั่งกอดเข่าด้วยความกลัว
“หรือว่า…มันอยากให้เรารู้ความจริงอะไรบางอย่าง” ไอซ์เอ่ยขึ้นมาหลังความเงียบยาวนาน มิวมองหน้าแดนเหมือนคาดหวังคำตอบ
แดนนิ่งไปนาน ก่อนพูดเบา ๆ “เราต้องลองเปิดดูใต้พื้นห้อง…”
เช้าวันต่อมา พวกเขานำอุปกรณ์มางัดพื้นไม้ใต้เตียงออกทีละแผ่น เสียงกรอบแกรบของไม้เก่าดังไปทั่วห้อง ในที่สุดก็พบกระดาษแผ่นหนึ่งซุกอยู่ใต้แผ่นไม้ มันเป็นจดหมายลายมือหวัดเขียนว่า “ช่วยด้วย…อย่าให้เขาหาเจอ”
ไอซ์อ่านจบ มือสั่นเทา มิวร้องไห้ออกมาเบา ๆ แดนยืนนิ่ง ดวงตาว่างเปล่า
จู่ ๆ เสียงเคาะดังขึ้นจากผนัง รุนแรงและถี่ขึ้นทุกที ทั้งกลุ่มรีบเก็บจดหมายและปิดพื้นไม้กลับ แต่เสียงเคาะยังคงอยู่ไม่หยุด
คืนนั้น หลังจากปิดไฟ เสียงกระซิบดังขึ้นเป็นประโยคชัดเจน “เขามาแล้ว…เขาอยู่ในนี้…”
ไอซ์หันไปมองมิวที่นั่งกอดเข่า น้ำตาอาบแก้ม แดนพยายามโทรหาตาเหลิมแต่ไม่มีใครรับสาย
เช้าตรู่ บอยเพื่อนข้างห้องเข้ามาทัก บอยหน้าซีดขาว “เมื่อคืนเห็นเงาคนเดินในห้องพวกนาย…แต่ไม่มีเสียงเปิดประตู”
มิวเริ่มบอกว่าตัวเองเหมือนได้ยินเสียงเดิมซ้ำ ๆ ว่า “อย่าไว้ใจใคร…” เธอเริ่มหวาดกลัวแดนโดยไร้เหตุผล ขณะที่ไอซ์รู้สึกเหมือนมีใครบางคนในห้องเฝ้าจ้องทุกฝีก้าว
ในที่สุด พวกเขาตัดสินใจค้นหาประวัตินักศึกษาที่หายไปในปี 2534 พบชื่อ “พิมพ์” นักศึกษาหญิงที่มีข่าวลือว่าไปยุ่งเกี่ยวกับพิธีกรรมลับในหอพักนี้ ก่อนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ระหว่างค้นข้อมูล ไอซ์สังเกตว่าแดนเริ่มพูดคุยกับใครบางคนในห้องมากขึ้นและชอบนั่งจ้องมุมมืด มิวหวาดระแวงหนักขึ้นจนแทบไม่คุยกับใครนอกจากไอซ์
คืนต่อมา เสียงกระซิบไม่ใช่แค่ชื่อ “พิมพ์” อีกต่อไป แต่เป็นเสียงร้องไห้และเสียงกรีดร้องแผ่ว ๆ ดังก้องไปทั่วห้อง 206
“เราอยู่ไม่ได้แล้ว…” มิวกระซิบ
ไอซ์พยายามปลอบใจ “เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าเราออกไปหาตาเหลิม ขอเปลี่ยนห้อง”
คืนนั้นเอง มิวฝันว่าเดินออกจากห้องแต่กลับวนอยู่ที่เดิม เธอสะดุ้งตื่นกลางดึกและพบว่าแดนหายไปจากเตียง ไอซ์รีบลุกตามหา พบแดนนั่งขดตัวอยู่มุมห้อง พลางกระซิบกับเงาดำว่า “ผมขอโทษ…ผมขอโทษ…”
ไอซ์พยายามพาแดนกลับมานอน แต่เขาดิ้นรนและร้องไห้หนักขึ้น มิวสะดุ้งตื่นและเริ่มร้องไห้ตาม เสียงกระซิบดังขึ้นพร้อมกันจากทุกมุมห้อง
ในช่วงสาย ตาเหลิมเข้ามาพบทั้งสามนั่งซึมอยู่ในห้อง 206 ตาเหลิมมองแดนอย่างหนักใจ “หนูต้องออกจากห้องนี้ ถ้ายังอยู่จะไม่มีใครได้ออกไปอีก…”
“แล้วนักศึกษาคนนั้น…พิมพ์…เกิดอะไรขึ้นกับเธอ?” ไอซ์ถามเสียงสั่น
ตาเหลิมพูดช้า ๆ “เธอถูกเพื่อนในหอพักกลั่นแกล้งหนัก จนสุดท้ายก็หายตัวไป พวกนั้นปิดเรื่องไว้ ไม่มีใครกล้าพูดถึงอีกเลย…”
ไอซ์มองหน้าแดนกับมิว แววตาพวกเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและหวาดกลัว
หลังจากนั้น เสียงกระซิบยังคงไม่จางหาย ทั้งสามเริ่มเห็นเงาของหญิงสาวผมยาวปรากฏในกระจกและหน้าต่างบ่อยขึ้น ทุกครั้งที่เสียงกระซิบดังขึ้น สติของแดนก็ยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ
คืนนั้นเอง เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นสามครั้ง มิวลังเลแต่สุดท้ายหันไปเปิดประตู สิ่งที่พวกเขาเห็นคือความว่างเปล่า มีเพียงกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ลอยมากับลมหนาว ไอซ์รีบปิดประตู เสียงกระซิบดังขึ้นรอบห้อง “ช่วยด้วย…อย่าปล่อยให้เขาหาเจอ…”
ทั้งสามตัดสินใจแขวนจดหมายนั้นไว้หน้าประตูห้อง 206 เผื่อเป็นการปลดปล่อยบางอย่าง แต่คืนนั้นเอง แดนหายตัวไปจากห้อง
ไอซ์และมิวตามหาแดนทั่วทั้งตึก ในที่สุดจึงเจอเขานั่งเหม่ออยู่ชั้นใต้ดิน เงาดำของหญิงสาวปรากฏอยู่ข้างหลังแดนผ่านกระจกบานเก่า มิวกรีดร้อง ไอซ์วิ่งไปดึงแดนออกมา แต่แดนกลับพูดว่า “เขาอยู่กับผมแล้ว ผมต้องอยู่ที่นี่…”
มิวร้องไห้และพยายามลากแดนกลับห้อง 206 ขณะที่เสียงกระซิบรอบตัวทวีความรุนแรงขึ้น “อย่าไว้ใจใคร…อย่าไว้ใจใคร…”
เช้าวันต่อมา แดนหายตัวไป ไอซ์และมิวรีบแจ้งตาเหลิม แต่ไม่มีหลักฐานอะไรนอกจากจดหมายนั้นที่ยังติดอยู่หน้าห้อง 206
ตลอดวัน ไอซ์รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกเฝ้าสังเกตจากมุมมืดของตึก เมื่อคืนลง เสียงกระซิบกลับมาอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงของแดนกระซิบจากในห้อง 206 “ผมอยู่ที่นี่…อยู่กับเขาแล้ว…”
มิวล้มป่วยจากความเครียดและซึมเศร้า ไอซ์ต้องอยู่ในหอพักเพียงลำพัง เสียงกระซิบ ยังคงดังขึ้นทุกคืน กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขา
คืนสุดท้ายของเทอม เสียงฝนกระทบกระจกเหมือนคืนแรก ไอซ์นั่งมองจดหมายที่ติดหน้าห้อง 206 น้ำตาคลอเบ้า เสียงกระซิบแผ่วเบามาว่า “ขอบคุณ…แต่ไม่มีใครได้ออกไปหรอก…” เขาเหลียวกลับไปมองในห้อง เห็นเงาของหญิงสาวและแดนยืนอยู่ในมุมมืด ไอซ์ยิ้มเศร้า ก่อนจะเดินเข้าไปในห้อง 206 ประตูค่อย ๆ ปิดลงช้า ๆ เหลือเพียงเสียงกระซิบที่ดังก้องไปทั่วตึกหอพักศิลปกรรม…