เปลี่ยนวันซวยให้กลายเป็นโชคดี (เกือบ) ด้วยมือสมัครเล่น
เสียงฝนเทกลางกรุงเทพฯ ยามเช้าทำให้หอพักชาย 7/12 ดูเหงาเป็นพิเศษ ลมหนาวเป่าเข้ามาตามซอกหน้าต่าง คราบขี้ฝุ่นลูกรักเกาะข้างพัดลมดูสดใสที่สุดในห้องนั้น ภาสกระโดดลงจากเตียง กลิ่นสเปรย์ดับกลิ่นตัวพุ่งทำลายบรรยากาศฝนทันที
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!โทรศัพท์ดังขัดจังหวะ ภาสกราดตาไปมอง มิ่ง เพื่อนสนิทผอมแห้ง อดีตประธานชมรมวิ่งที่ตอนนี้วิ่งแค่ระหว่างข้าวกล่องกับหม้อหุงข้าวด้วยสภาพล้าเต็มขั้น “ภาส ไปส่งหน่อยดิ พ่อแม่กดดันมาก ต้องกลับบ้านด่วน แต่รถเมล์ยกเลิกหมด”
“ง่าย ๆ สบายมาก” ภาสยิ้มมั่นใจ กิริยาเย้ยฟ้าท้าฝน “เชื่อมือฉัน เดี๋ยวจัดให้เบิ้ม ๆ”
พี่หวาน เจ้าของหอสุดห้าวแก่อายุย่างห้าสิบแต่อวดตัวกล้ามทุกโอกาส ยืนเท้าสะเอวที่ประตูยื่นใบประกาศ “พวกแก ห้ามทำเสียงดัง ฝนตกจะฟ้าผ่า หอฉันประกันไม่คุ้ม!”
“น่า กลัวอะไร เดี๋ยววอยซ์ภาสสะท้านฟ้าพี่หวานยังชอบเลย” มิ่งแซว
แผนแรกคือ พายืมจักรยานธรรมดาแถวหอไปส่งมิ่งที่สถานีรถไฟ – แต่ฝนเท กระบะสาดน้ำ ผลคือตัวทั้งคู่เปียกจนต้องยืมเสื้อของเพื่อนข้างห้องที่ใส่มีแต่เสื้อนักฟุตบอลทีม “นักกีฬารัตนาธิเบศร์สมัครเล่น” ที่ดูเก่าแต่กลิ่นใหม่พิลึกจนมิ่ังขยับแขนแรงไม่ได้
ขณะลากจักรยานออก ฝั่งประตูหอมีเจ๊จอย แม่ค้าส้มตำจอมแซ่บข้างหอเดินตัดหน้า ดันสะบัดถุงปลาร้ากำลังจะราดมิ่ง ซึ่งภาสคว้าไว้ได้… แต่มิ่งคว้าไปอีกทีแล้วดันหยิบผิดเป็นถุงแตงกวาน้ำปลาที่ลื่นหลุดจากมือพุ่งใส่รองเท้าใหม่พี่หวาน เสียงถอนหายใจดังเสียดฟ้าฝ่า
พี่หวาน : “รองเท้าคู่นี้ครบรอบ 10 ปี! ใครจะล้างให้?”
มิ่ง : “เดี๋ยวมิ่งล้างเองครับ ขอแค่อย่าไล่พวกผมออกจากหอ”
แผนส่งเพื่อน เปลี่ยนเป็นแผนเช็ดรองเท้า (ขัดไปด่าไป) พร้อมเสียงฟ้ารำไรทั้งหอ ฝันถึงบ้านกลายเป็นเช็ดรองเท้าเบี้ยว ๆ ภาสก้มดูคิวรถไฟระหว่างขัดไป
โทรศัพท์ดังอีกครั้ง คราวนี้เสียง “ต้น” เพื่อนข้างห้องที่กำลังฝึกเวทเสียงกระด้าง “วิ่งหนีปัญหาไม่ได้ แต่แบกมันได้ป่าว?” ภาสเอาบทสนทนาไปแปลเป็นแผนอีกรอบ ตั้งใจจะยืมรถจักรยานยนต์ของต้น (ยังไม่รู้ว่ารถต้นโดนล็อกล้อเพราะจอดขวางตลาด) แต่มั่นหน้าโฆษณาต่อหน้าเพื่อน “เรื่องนี้ฉัน control ได้หมด!”
มิ่งเพิ่งโพรงเสียง “ฟังนะภาส ถ้าฉันไม่ถึงบ้านวันนี้ พ่อแม่ตัดเน็ตฉันแน่!”
ทันทีที่ออกจากหอ เสื้อเปียกของทั้งคู่ดึงดูดสายตาแม่ค้าตลาดที่รวมตัวอยู่ใกล้ ๆ กลายเป็นจุดเด่นผิดชีวิต พวกเขาปะทะกับอ้อย แม่ค้าปังปอนด์สายโยคะที่ดันเข้าใจผิดว่าภาสกับมิ่งไปวิ่งรับเงินวิ่งมาราธอนใต้ฝน
มิ่ง : “ไม่ได้วิ่งครับ แค่จะไปบ้านเฉย ๆ”
อ้อย : “งั้นรับปังเย็นสูตรโยเกิร์ตมั้ยจ๊ะ นักกีฬาต้องการพลังงาน!”
ภาสรับไว้ หวังได้หน้าว่าเป็นนักกีฬาจริง ๆ ระหว่างกินกับปากเปื้อน เลยโดนขอให้ช่วยโปรโมตร้านในไลฟ์สด “เดี๋ยวเพื่อนฉันใกล้ตายแล้ว ยังจะให้ live อะไรเนี่ย” มิ่งตัดบท ภาสยังจะไลฟ์ต่อ “เดี๋ยว เสียงฉันสดใสจะช่วยให้คนอรุณสวัสดิ์!”
เสียงโทรศัพท์ดังอีกรอบ รอบนี้คือแม่มิ่ง ออกคำสั่ง “ลูกต้องถึงบ่ายสอง พ่อจะโทรเช็ก!” ภาสรีบ “เดี๋ยวดิ ใช้ app เรียกรถดีกว่า” แต่แอปไม่หารถให้ เพราะชื่อหอพิมพ์ผิดในระบบ กลายเป็น “หอขิงเก่า 7/12” ที่ขึ้นอยู่ในรายการร้านเครื่องเทศเก่า ไม่มีใครกล้ามารับ
ภาสเริ่มเดือด “ถ้าโลกไม่ช่วย เราเดินเองได้!” เดินฝ่าฝนสับขา ละแวกข้างหอมีหมาเด่นประจำซอยชื่อ “ครก” หมาแก่ขี้ระแวง กวาดสายตาดูภารกิจแปลก ๆ ของหนุ่มสองคนที่อินกับสิ่งที่ตัวเองคิดว่าทำได้
ซีนกลางสายฝนกับความมุ่งมั่นเป็นฉากสำคัญ ทั้งคู่พยายามหาทางออกใหม่ ๆ มิ่งเสนอ “ล่องเรือคลองไหม” ภาสขมวดคิ้ว “เรือที่ไหนจะฝ่าได้ในฤดูนี้”
ทันใดนั้น รปภ.หอ (พี่เล็ก) เดินผ่านมาด้วยท่าแปลก ๆ ภาสรีบเข้าไป เร่งทำความดีให้ขอความช่วยเหลือ “ผมหิ้วกล่องขนมช่วยแหกฝน วานพี่เล็กออกหน้า ให้ยืมร่ม” แต่ร่มเดียวสุดท้ายพี่เล็กบอก “ยืมได้ถ้าไปรับซักรีดแทน” ภาสรับปากทันที
ไปร้านซักรีดในจังหวะฝนหนัก เดินเข้าไปด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำฝน ข้างในมีเจ๊ไก่เจ้าของร้านผู้ไม่เชื่อใจหนุ่มหน้าตาดี พอรู้ว่ารับซักรีดให้พี่เล็ก กลับเจอปัญหา “เอาไปแต่เสื้อผ้างานเลี้ยงลูกสาวฉันด้วยละ!”
ทันทีที่ต้องกลายเป็นเด็กส่งผ้า จำใจขนถุงมหึมากลับหอ (แต่พอเดินถึงครึ่งทางมิ่งแอบเปิดดู เจอแต่ชุดแฟนซีขนาดเด็กกับร่มเสีย) มิ่งโวย “พี่เล็กมีลูกสาวด้วยเหรอ” ภาสตอบ “พวกเราไปไม่ถึงบ้านแม่แล้ว ไปถึงบ้านลูกพี่เล็กแทน!”
กลับถึงหอแต่หอบหิ้วชุดแฟนซีเปียกยับ ระหว่างนั้นต้นเพื่อนข้างห้องโดนแม่เรียกหารายงานและปรากฏตัวพร้อมขวดน้ำส้มปลอบใจ แต่เผลอสลับขวดกับน้ำยาเช็ดกระจกจนเกิดเรื่องวุ่นต้องไล่กันแก้ไข มิ่งดื่มผิดแต่ไม่เป็นอะไรเพราะดันหกรดพื้นแทน พี่หวานโผล่มาเห็น ตะโกน “ใครเช็ดพื้นแวววาวแบบนี้ ที่นี่โรงแรม 5 ดาวเหรอ” และขู่ว่างดน้ำไหล 3 ชั่วโมงทำเอาทุกคนตื่นตระหนก
จากภารกิจส่งเพื่อนกลายเป็นภารกิจช่วยชีวิตน้ำประปาในหอ ทุกคนแตกตื่นประกาศ “งดอาบ งดล้าง งดหายใจ” จนคนทั้งหอแตกตื่นผิดจังหวะ สร้างความวุ่นผิดที่เพราะกรองน้ำผิดถังและใส่น้ำขังลงขวดนำ้ดื่มแท้ ๆ
มิ่งท้อแท้ “ฉันว่ากลับบ้านแบบเดิมก็คงไม่ทันแล้วแหละ ฮือ” ภาสพยายามฮึด “ถ้าเรายังมีใจ ถึงที่ไหนก็” คำพูดยังไม่ทันจบ เจ๊จอยแม่ค้าส้มตำมองสองหนุ่มทำความดีผลาญเวลาจนไม่ได้ขายของ เลยเอาส้มตำสูตรเด็ดมาให้อย่างใจดี และเสนอจะขอติดรถสามล้อเครื่องเก่าของเพื่อนข้างตลาดออกไปส่งสถานีรถไฟ “แต่ต้องช่วยหาของที่ปากคลองก่อน”
เลยต้องไปลุยหาผักสดกับเจ๊จอยกลางตลาดแบบทำเวลาสุดชีวิต แต่เกิดเข้าใจผิดอีก ดันไปหยิบผักของกลุ่มแม่ค้าส่งอีกตลาดที่หวงของจัด จนถูกปะทะสายตาเด็ดขาดของน้าวิชัยประธานตลาด “ของของใครหยิบไม่ได้มั่ว ๆ เดี๋ยวโดนสาปนะหลานชาย” ภาสหัวไว “เราเอาคืนเองได้ แต่หายางรัดถุงค่าปรับไหม” สุดท้ายเจ๊จอยเคลียร์จบด้วยยำมะม่วงฟรีทั้งตลาด
จังหวะล้อหมุนรถสามล้อเครื่องฝ่าฝน น้ำก็ตีหน้าใสอีกชุด มิ่งส่องนาฬิกา เหลืออีก 27 นาที ภาสมั่นใจ “เข้าสถานีแบบพระเอก!” ปรากฎว่ารถสามล้อเครื่องดันมุทะลุเข้าเลนปิด ก่อดราม่ากับการ์ดสถานีแต่ภาสใช้ความกล้าสวนกลับ “แฟนคลับขอไปขึ้นรถไฟให้เพื่อนหน่อย!” การ์ดเขินกับมุกจีบปลอมของภาส เลยปิดตาให้ขึ้นไปทันเวลาเฉียดฉิว
ก่อนรถไฟออก มิ่งอ้าปากหอบ ภาสหน้าซึม “รู้ไหม วันนี้จะไม่มีใครจำว่าฉันหล่อ แต่จะมีคนจำว่าฉันพัง—เอ้ย ฉันพาเพื่อนถึงบ้าน”
มิ่งยิ้ม “ถ้าวันนึงมีปัญหาอีก ฉันจะไม่เรียก Grab หรือ Taxi… แต่จะโทรหานายกับข้างหอทั้งหมด!”
รถไฟเคลื่อนตัวออกจากสถานี ภาสเหลือบตาจ้องขนมปังเย็นครึ่งอิ่มที่เจ๊จอยให้มา กระซิบ “ของขวัญวันวุ่นวายสุดเท่”
ขณะเดินกลับหอ เสียงโทรศัพท์ดังอีกครั้ง เป็นแม่มิ่งโทรมาขอบคุณที่ช่วยลูกกลับบ้าน “ขอบคุณที่มีเพื่อนแบบนี้” ภาสเงียบไปสักพักแล้วยิ้มตอบ “ขอบคุณที่มีทุกคนแบบนี้”
ฝนซา เสียงเจ๊จอยในตลาดแว่วมา “วันหน้าต้องกินขนมปังปิ้งสูตรใหม่กันอีกนะ!” ภาสตอบกลับแบบแสบ ๆ “แค่คราวหน้า อย่าให้ต้องขัดรองเท้าพี่หวานก็พอ!” ทุกคนหัวเราะ พี่หวานแกล้งทำเสียงดุ “ใครเปียกพื้นอีกเตรียมรับคำอวยพรจากรองเท้าคู่เก่าได้เลย!”
ภาพจบที่หอพักชายกับกลิ่นอายอบอุ่นปนเปรี้ยวแบบวันฝนตก ที่ไม่ว่าเรื่องจะซวยดีแค่ไหน มิตรภาพก็ยังสนุกปั่นป่วนได้เสมอ