รอยยิ้มกลางสายฝน
เสียงฟ้าร้องไกล ๆ ขับเน้นความวุ่นวายยามเช้าในสำนักงานสถาปัตย์ “เวิร์กสเปซ” เข้าไปอีก ท่ามกลางบรรยากาศแข่งกับเวลา อัญญาตั้งหน้าตั้งตาแก้โค้ดบนจอขนาดใหญ่ ท่ามกลางเสียงพนักงานโหวกเหวก มีคนในทีมเสนอความเห็นผิด ๆ เธอเลือกเงียบแล้วพิมพ์ลงโปรแกรมแทน ตาแดงด้วยความเครียดไม่ได้นอนทั้งคืน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!จังหวะเดียวกัน เดชา สวมเสื้อกันฝนเก๋ ๆ ถือแฟ้มงานวาดต้นฉบับเดินเข้ามา เขาสะบัดน้ำฝนหยดบนหัวพลางยิ้มเจือเหนื่อยให้ทุกคน “สวัสดียามเช้า อัญ ให้ช่วยดู moodboard ไหม?”
อัญญาหันมา เหลือบมองแฟ้ม “ไม่ใช่หน้าที่ฉันนี่ …” เสียงนิ่ง เย็นกว่าอากาศภายนอก
เดชายิ้มพราย ไม่สนใจน้ำเสียงห่างเหินวางแฟ้มลง “แต่ฉันคิดว่าถ้าผู้เชี่ยวชาญ debug แบบเธอดู มันจะดีกว่านี้” เขาพยายามพูดติดตลก ลดความตึงเครียด แต่อัญญาไม่ได้หัวเราะ
เธอถอนหายใจแล้วดึงแฟ้มมาเปิดดู เสียงของสายฝนพรำข้างกระจกแทรกซึมเข้ามา เดชาดึงเก้าอี้มานั่งข้าง ๆ
อัญญาเลื่อนแฟ้มไปทีละหน้า “ตรงนี้ สีจัดไป ไลน์อีกเส้นมันเบี้ยว”
“ดีนะที่กล้าติแบบนี้” เดชาว่ากึ่งแซว “วาดใหม่หมดได้เลยใช่ไหม?”
เธอพยักหน้าช้า ๆ “เอาสิ ถ้ายังทำแบบเก่า โดนเจ้านายด่าแน่”
สายตาของเพื่อนร่วมงานในทีมเหลือบมามอง ทั้งคู่ยังไม่ได้รู้จักกันดี จุดเริ่มสำคัญคือความตรงไปตรงมา ขมุกขมัวด้วยร่มเงาของงานเครียดและความต่างของบุคลิก
เสียงฝนยังหยาดพรำต่อเนื่องขณะอัญญาพิมพ์ข้อมูลเงียบ ๆ เดชาเอาโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปภาพวาดของตัวเองแบบลวก ๆ
“จะเอาไปอวดเพื่อนเหรอ?” อัญญาถาม ทั้งยังไม่ได้ละสายตาจากจอ
“เปล่า จะดูว่า… งานตรงนี้มันกำลังเปลี่ยนไปทีละนิด” เดชาอธิบาย เฉือนยิ้มเศร้า ๆ “น่าประหลาดที่อะไรหลายอย่างก็เหมือนกัน”
อัญญาชะงักกับถ้อยคำนั้น แล้วเงียบลง ท่ามกลางเสียงฝนและระฆังแห่งความเงียบ ไม่ใครพูดอะไรอีก ต่างคนต่างอยู่กับงานของตัวเอง
พอตกเย็น ฝนยังไม่หยุดตก อัญญาเดินออกจากบริษัทพร้อมร่มเก่า ๆ เดชาตามออกมาหยุดใต้กันสาดด้วย เธอเหลือบตาเห็นเขาเดินแกว่งร่ม
“วันนี้นั่งแท็กซี่กันมั้ย?” เดชาเอ่ยขึ้นแบบไม่รีบเร่ง
“ฉันเดินกลับเองได้ ขอบคุณ” อัญญาตอบพลางกางร่มตัวเองออก
“แต่ทางนี่มันเปียก เดี๋ยวรถเฉี่ยว…” เดชายืนพิงเสาเงียบ ๆ ก่อนส่งเสียงเบาบาง “เอางี้ เดี๋ยวเดินไปส่งหน้า BTS แล้วกัน”
อัญญามองเขานิ่ง สุดท้ายยอมรับ เงาในสายตาเหมือนเคยผ่านฝนและความเดียวดายมาไม่น้อย ทั้งสองเดินเคียงกันโดยไม่ได้พูดอะไร จนฝนกระหน่ำอีกครั้ง เดชาพาเธอหลบฝนใต้สะพานลอย สายลมหอบเย็นพัดผ่าน
“ฉันไม่ชอบฤดูฝน” อัญญาพูดเบา ๆ ในที่สุด
เดชาเงยหน้ารับหยาดฝน พลางตอบโยน ๆ “แต่ฉันชอบนะ เหมือนได้เริ่มใหม่ได้อีกครั้ง”
ความเงียบปกคลุมอีกครั้ง สายตาทั้งสองสบกันวูบหนึ่ง จนกระทั่งแท็กซี่จอด อัญญาขึ้นรถไปโดยไม่พูดลา
คืนนั้น อัญญานอนไม่หลับ สองมือกำร่มเก่า ๆ แน่น ในใจคิดถึงประโยคของเดชา ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในอดีตบางอย่างเหมือนถูกปลุกขึ้น…
วันต่อมา เดชาเข้ามาในสำนักงานด้วยท่าทีแจ่มใส เขาวางกล่องเล็ก ๆ บนโต๊ะอัญญา ขณะเธอกำลังง่วนกับงาน
“อะไร?” เธอถามโดยไม่เงยหน้า
“แค่ขนมปังน่ะ เห็นเธอชอบลืมกินข้าว”
อัญญาชะงัก ทำเป็นไม่สนใจ แต่หยิบขนมไปเงียบ ๆ
ทั้งสองเริ่มมีค่ำคืนแห่งการอยู่ล่วงเวลา เดชามักหาเรื่องคุยเพื่อให้เวลาผ่านไปเร็วขึ้น เช่น เรื่องภาพยนตร์เก่า ๆ ที่เขาชอบ หรือเรื่องความฝันที่อยากออกหนังสือภาพของตัวเอง
อัญญาฟังอย่างเงียบ ๆ สีหน้ามีทั้งความเอ็นดูและความขี้ระแวง เธอพูดน้อย ชอบทำงานคนเดียว เสียงเดชากลายเป็นแบ็คกราวด์ที่คอยบรรเทาความตึงเครียด แต่อันที่จริง ลึก ๆ แล้วเธอกำลังเรียนรู้จังหวะของหัวใจตัวเอง—และของเขา
ทีมจัดงานเลี้ยงบริษัท อัญญาและเดชาถูกจับคู่เล่นเกมด้วยกันเพราะเจ้านายเห็นว่าสองคนนี้แทบไม่เข้ากัน ทั้งคู่ต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในเกมแก้ปริศนา เดชช่างพูด โยนมุกรัว ๆ
“ถ้าเราชนะ เธอยอมไปกินราเมงกับฉันสักครั้งไหม?” เดชาหยอกเบา ๆ
“ชนะก่อนเถอะ” อัญญาตอบแต่ยิ้มมุมปากเบา ๆ แบบที่ไม่มีใครเคยเห็น
เกมจบ เดชากลับเป็นฝ่ายเกือบทำทีมแพ้เพราะใจลอย อัญญาต้องช่วยจนสุดท้ายก็รอดมาได้ เธอกระซิบกับเขาหลังเกมว่า “ถ้าจะชวนใครไปกินข้าว ควรตั้งใจหน่อย”
หลังจากงานเลี้ยง ทั้งสองได้พูดคุยกันยาวขึ้น พูดเรื่องครอบครัว อดีตของอัญญาเคยถูกแฟนเก่าหักหลังทำให้กลัวการไว้ใจ ส่วนเดชาเคยล้มเหลวจากการเปิดสตูดิโอวาดรูปจนกลัวความผิดหวังอีกครั้ง
“แล้วนาย… ทำไมยังมองโลกดีอยู่ได้?” อัญญาถามเสียงแผ่วกลางดึกในร้านราเมง
เดชาเงียบไปนาน “มองโลกแย่จนเหนื่อยแล้ว เลยลองหันมาหาแสงบ้าง … เธอล่ะ? ทำไมยังมาตรงนี้ แม้จะกลัว?”
อัญญาหลบสายตานาน ก่อนเฉลย “เพราะยังอยากเริ่มใหม่ แต่อดีก็ทำให้กลัวจะผิดซ้ำซาก”
ความใกล้ชิดทีละน้อยผ่านวันเวลาทำให้ต่างคนค่อย ๆ ซึมซับและเปิดใจ ทีละเศษเสี้ยว…
เมื่อสถานการณ์งานทวีความกดดัน เดชาต้องเลือกว่าจะสมัครเป็นฟรีแลนซ์เต็มตัวหรือลงหลักปักฐานกับบริษัทเสียที อัญญาเองก็ถูกบริษัทใหญ่ติดต่อให้ย้ายงานด้วยเงินเดือนสูงกว่า ทั้งสองกลัวการเปลี่ยนแปลง แต่ก็ไม่กล้าพูดความในใจกันตรง ๆ
ในคืนฝนตกอีกครั้ง อัญญานั่งวาดสเก็ตช์ต้นแบบ UI อยู่คนเดียว ห้องทำงานมืดสลัว เดชาแวะมาหยิบของ เขาเห็นอัญญานั่งนิ่ง เหม่อมองภาพวาดฝันๆ
“ถ้าเราไม่ได้ทำงานด้วยกันต่อ…” เดชาพูดแบบกลั้นใจ “เธอจะคิดถึงฉันบ้างไหม?”
อัญญานิ่งไป มีจังหวะลังเล ก่อนตอบ “ก็แค่เพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง” เธอพยายามวางสายตาไม่สบเขา
เดชายิ้มเศร้า “งั้นก็ดีแล้ว—”
แต่บรรยากาศนั้นเต็มไปด้วยความหมายที่แขวนกลางอากาศ ไม่มีใครกล้าสารภาพความรู้สึกจริง ไม่มีมือใดแตะกัน
อาทิตย์ต่อมา อัญญาตัดสินใจรับข้อเสนองาน เดชากลับปิดบังเรื่องที่กำลังจะลาออกและทำสตูดิโอส่วนตัวของตัวเอง ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกลางสายฝนที่ยังโปรยหนัก ร่มเก่าของอัญญาหักในวันที่เธอต้องเดินกลับบ้านคนเดียว
กลิ่นฝนแรกในวันใหม่ ต้นเดือนพฤษภาคม อัญญาย้ายไปเริ่มงานใหม่ เธอเอาแต่ก้มหน้าทำงาน ไม่สุงสิงกับใครเหมือนเคย เดชาหายไปจากทุกแพลตฟอร์ม ไม่ส่งข้อความมาอีก
เธอเก็บตัวอยู่พักใหญ่ ความเงียบกลายเป็นเพื่อน รอยยิ้มของเดชาและทุกซีนที่เคยร่วมกันวนเวียนในความคิด ไม่หายไปไหน
เย็นวันหนึ่งหลังเลิกงานฝนตกหนัก อัญญาต้องหลบในป้ายรถเมล์ เธอเห็นโปสเตอร์โชว์ผลงานสตูดิโอศิลป์เล็ก ๆ ในตรอกข้างขวา หัวใจแปลบขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
ราวกับถูกแรงบางอย่างดึง เธอตัดสินใจเดินฝ่าสายฝนเข้าไปในสตูดิโอเล็ก ๆนั้น ภายในเต็มไปด้วยภาพวาดสายฝน หยาดน้ำ เงาสะท้อน อัญญาสะดุดตากับภาพหนึ่ง—เงาคนชายร่มเก่าคู่กับใครบางคนที่ยืนเคียงกัน
“ฉันดีใจนะที่เธอมา” เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหลัง อัญญาหันไปเห็นเดชายืนยิ้มแบบที่เคยทำแต่จริงใจขึ้นในแววตา
เธอยืนเกร็งอยู่นาน ก่อนจะตอบสั้น ๆ “มาดูว่ามีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง”
“เธอเองก็ดูเปลี่ยน” เดชาพูดอย่างหนักแน่นขึ้น “ฉัน…ขอโทษที่ไม่ได้พูดลา ฉันกลัว…จะเสียดาย ถ้าเธอไม่คิดถึงกัน”
อัญญามองภาพบนผนังนาน แล้วบรรจงพูดช้า ๆ “ฉัน…ก็คิดถึงนาย”
เงียบไปพักใหญ่ สายฝนยังเทกระหน่ำ เดชาก้าวเข้ามาใกล้ ห่างแค่คืบ อัญญารู้สึกถึงไอฝนและหัวใจตัวเองที่หวั่นไหว
เธอยิ้มบาง ๆ “นายเคยพูดว่าฝนคือการเริ่มใหม่… แต่สำหรับฉัน มันคือการให้อภัยตัวเอง—และนาย”
เดชายิ้มตอบ มือเขาเอื้อมมาเกือบจะแตะมือเธอ แต่ยังลังเลสุดท้ายปล่อยให้เป็นเพียงเงาสะท้อนในแสงไฟ
“ถ้าได้เริ่มใหม่… เธออยากเดินไปพร้อมกันไหม?” เดชาถาม น้ำเสียงจริงจังไม่ติดตลก
อัญญาสบตาเขานาน ก่อนพยักหน้าเบา ๆ
ทั้งสองยืนมองสายฝนร่วงหล่นนอกหน้าต่าง ไม่มีคำว่ารัก ไม่มีสัมผัสใด ๆ มีเพียงรอยยิ้มระหว่างกัน ท่ามกลางสายฝนและแสงไฟอุ่น ๆ ของวันใหม่ ความกลัวและอดีตยังอยู่ แต่ความเข้าใจและอภัยเริ่มต้นขึ้นพร้อมรอยยิ้มและความหวัง