ตามหารอยยิ้มฤดูฝน
เสียงฝนซัดกระจกหน้าต่างคาเฟ่ “ใบไม้เปียก” ในบ่ายเงียบงัน กลิ่นกาแฟอวลทั่วร้านแต่มีเพียงลูกค้านั่งคนเดียว หญิงสาวผมยาวรวบหางม้า เสื้อกันฝนสีเข้มวางพาดราว มือเปิดสมุดวาด หลบสายตามองโลกภายนอก—นั้นคือลลิตา เธออาศัยจังหวัดเล็ก ๆ นี้ชั่วคราวเพราะหนีบาดแผลในใจที่กรุงเทพฯ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงเปิดประตูไม้ทำให้ลลิตาสะดุ้ง หนุ่มวัยยี่สิบปลาย ๆ หิ้วกล่องเค้กเข้าร้าน ขยับยิ้มกว้างเกินกว่าฝนจะทำให้เขาเศร้าได้ “สวัสดีครับ รับอะไรดีครับ?” กฤติน เจ้าของคาเฟ่ที่เพิ่งเปิดใหม่พยายามผ่อนคลายบรรยากาศ
ลลิตาเงยขึ้นสบตา กฤตินหยุดนิ่งเพียงวินาที ก่อนถามต่อ “อยากลองลาเต้ร้อนดูมั้ยครับ เมนูโปรดของผมเอง” เสียงเขาอบอุ่นไม่เสแสร้ง ลลิตาพยักหน้าแทนคำตอบ
ขณะที่เขาชงกาแฟอย่างคล่องแคล่ว ลลิตาเงียบมองฝน กฤตินชำเลืองมองหญิงสาว ผ่านสายตาเหงาของใครบางคน ยิ้มที่ริมฝีปากเธอดูเหมือนจะหล่นหายตามฝนในวันนั้น
“คุณชอบฝนเหรอครับ?” กฤตินถามเมื่อวางแก้วกาแฟบนโต๊ะ ลลิตาหลบตา “ไม่แน่ใจค่ะ… แต่ฝนทำให้ทุกอย่างดูช้าลง ฉันชอบ ช่วงที่รู้สึกว่าทุกอย่างหยุดซักพัก”
กฤตินหัวเราะเบา ๆ “แต่ผมรู้สึกว่าฝนทำให้ผมอยากรีบกลับบ้าน” เขาพยายามมองหาบทสนทนาที่จะเชื่อมต่อกันต่อไป ลลิตานิ่งเงียบ แต่ดวงตาเธอดูอ่อนลงเล็กน้อย
หลังจากนั้น ลลิตาแวะคาเฟ่แห่งนี้เกือบทุกเย็น เธอมักจองมุมขวาริมหน้าต่าง ฟังเสียงฝน กวาดสายตามองผู้คน กฤตินจะเสิร์ฟกาแฟ พูดจาขำขันตามแบบฉบับตนเอง แม้บางวันเขาจะได้เพียงรอยยิ้มบางเบาเจือเศร้าจากหญิงสาว
สองสัปดาห์ผ่านไปจนวันหนึ่ง ลลิตาขอวาดสีน้ำที่ผนังคาเฟ่ กฤตินแปลกใจ แต่ดีใจ “เลือกมุมไหนก็ได้ครับ คาเฟ่นี้ยังว่างไปหมดเลย”
มือทั้งสองเปื้อนสี ขณะที่ลลิตาตั้งใจวาด ดวงตาเธอจดจ่อ เงียบและสุขุม กฤตินแกล้งแซว “วาดต้นไม้ต้นนั้นเพิ่มรอยยิ้มอีกนิดได้ไหม? ผมจะได้ยิ้มบ่อย ๆ เวลารินกาแฟ” เธอมองหน้าเขาแวบหนึ่ง หัวเราะขำ สัมพันธภาพดูผ่อนคลายมากขึ้น
ช่วงฝนตกหนักกลางเดือน กฤตินต้องออกไปส่งเค้กด่วน จู่ ๆ เครื่องซักผ้าในร้านก็รั่วน้ำท่วม ลลิตาช่วยเก็บข้าวของ แจ้งกฤติน บทสนทนาแรกในสภาพวุ่นวายลดความประหม่า “ไม่คิดว่าจะเก่งเรื่องงานช่างเหมือนกัน” เขาแซว ลลิตายิ้ม “ใคร ๆ ก็รู้แหละว่า อยู่คนเดียวต้องซ่อมเองได้”
วันต่อมา กฤตินซื้อขนมไทยมาฝาก “ข้าวเหนียวเปียกกับฝน เข้ากันดีนะ” เขาวางถุงบนโต๊ะเธอ ลลิตาสักครู่ถึงรับไป เธอดูต่างออกไปจากวันแรก—หัวเราะง่ายขึ้น และเริ่มถามถึงเรื่องส่วนตัวของกฤติน
คืนหนึ่ง ขณะฝนกระหน่ำไม่หยุด ไฟฟ้าดับทั่วเมือง ลลิตาติดอยู่ในร้านกับกฤติน พวกเขาเงียบเพราะอิ่มตัวด้วยบรรยากาศ แต่ท่ามกลางเสียงฝนเขาถามเบา ๆ “ถ้าวันหนึ่งผมหายไปจากที่นี่ คุณจะคิดถึงมั้ย?”
ลลิตาทำท่าครุ่นคิดแล้วนิ่งไป “…ไม่รู้สิ บางทีอาจแค่คิดถึงกาแฟ” กฤตินกลั้วหัวเราะแต่พยักหน้ารับรู้บางอย่างในใจ
เมื่อเริ่มสนิทกันกฤตินเริ่มแชร์เรื่องราวของตน “ผมเคยฝันอยากเป็นมือกลองวงดนตรีใหญ่ แต่พอพ่อแม่บอกไม่มั่นคง เลยมาตั้งคาเฟ่ตามกรอบที่ครอบครัววาง”
ลลิตานิ่งไป “ฉันหนีกรุงเทพฯ มา เพราะ…ฉันเคยไว้ใจเพื่อนคนใกล้ชิดมากเกินไปแต่ผิดหวัง จนไม่กล้าเปิดใจ” สายฝนที่กระทบหลังคาทำให้คำสารภาพนี้ยิ่งหนักหนา
วันต่อไป ความเงียบงันเกิดขึ้นบ่อยขึ้น กฤตินคิดทบทวนความฝันของตนอีกครั้ง ลลิตาเริ่มห่างเหิน วันหนึ่งเธอไม่มาที่ร้านตามปกติ กฤตินขบคิด เต็มไปด้วยคำถามถึงการต่อสู้กับความกลัวและอดีตของตนและเธอ
คืนหนึ่ง กฤตินเดินในสายฝนไปยังอพาร์ตเมนต์ลลิตา เมื่อลลิตาเปิดประตู เธอไม่พูด กฤตินพูดสั้น ๆ “ผมแค่กลัวจะเสียแรงบันดาลใจที่ดีที่สุดในชีวิตไป… ถ้าคุณไม่กลับมา”
ลลิตาสบตา น้ำตาเธอคลอ คำพูดของกฤติน ทำให้กำแพงในใจบางลง “ฉันแค่ไม่แน่ใจ… ว่าตัวเองควรอยู่ตรงไหน ควรให้ความหวังใครไหม ทั้งที่ตัวเองก็ยังกลัวความผิดพลาดอยู่”
กฤตินหยิบรองเท้าฝากไว้หน้าห้องขึ้นมา “ถ้ากลัวผิดพลาด เรามาเดินด้วยกัน… ถึงฝนจะตกหรือเปล่า?” อารมณ์ขันปนจริงจังในแววตาเขา ลลิตาหัวเราะทั้งน้ำตา
ตั้งแต่วันนั้น ลลิตากลับมาวาดรูปที่ร้าน ฝนยังคงตกบ่อย แต่ครั้งนี้ทั้งคู่เลือกที่จะคุยกันบ่อยขึ้น เปิดใจทีละน้อย กฤตินพยายามแต่งเพลงแรกของตนเองในรอบหลายปี ลลิตาสอนกฤตินวาดรูป มีเสียงหัวเราะตลอดการทำงานร่วมกัน
เมื่อฤดูฝนกำลังจะผ่าน กฤตินได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนชวนกลับกรุงเทพฯ เป็นมือกลองบันทึกเสียง ลลิตาได้โอกาสแสดงผลงานศิลปะแรกในแกลลารีกรุงเทพฯ เช่นกัน ทั้งสองต้องตัดสินใจว่าจะแยกจากกันหรือไม่
คืนก่อนวันเดินทาง ทั้งสองนั่งข้างกันใต้เพิงฝน กฤตินส่งมือให้ลลิตา “ผมกลัวเหมือนกัน แต่ผมอยากเสี่ยง ครั้งนี้ขอเดินตามหัวใจตัวเองสักที”
ลลิตาเงียบ หลับตา “ฉันก็อยากกล้า อีกไม่นานเราอาจเจอกันในฝนของเมืองใหม่ หรือในวันฟ้าใสก็ได้” เธอยิ้มเปี่ยมพลังและเศร้าในเวลาเดียวกัน
กฤตินหัวเราะ “ถ้ามีวันนั้น คุณมาคุยกับผมตอนผมหัดเล่นกลองในสวนกลางเมืองนะ ผมจะดีใจมาก” ลลิตายิ้ม ดวงตาปริ่มน้ำฝนและหยาดน้ำตารวมกัน
ฤดูฝนล่วงเลย คาเฟ่ใบไม้เปียกยังเปิดอยู่ ภาพสีน้ำบนผนังเป็นรอยยิ้มของสองคน กฤตินเดินบนถนนสายใหม่พร้อมเสียงกลองในหัวใจ ลลิตาเปิดนิทรรศการศิลปะแรกท่ามกลางผู้ชมมากมาย
บางครั้งสายฝนโปรยปรายลงมา—และทั้งคู่ยังยิ้มได้ แม้จะไม่ได้อยู่ข้างกัน แต่รอยยิ้มนั้นไม่เคยลบเลือนไปในหัวใจ