ปีกสีดำแห่งฝูงดาว
แสงทองสาดเข้ามาภายในห้องเรียนทรงกลมกลางเมืองลอยฟ้า สายไหมนั่งอยู่แถวหลังสุดข้างหน้าต่าง ใบหน้าของเธอแต้มสีคล้ำจากการไม่ได้นอน ริมฝีปากแนบชิดแน่น ความเงียบปกคลุมชั้นเรียนราวมีบางสิ่งกดทับ เสียงครูจันทร์แว่วมาถึง หญิงสาวเบิกตากว้างเมื่อได้ยินชื่อ “สายฟ้า” พี่ชายของเธอ หลุดจากริมฝีปากครูในเชิงเตือน พูดถึงการหายตัวไปที่ยังหวั่นใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!สายไหมหลบออกจากห้องเรียน ทันทีที่ระฆังเลิกคาบดังขึ้น เธอก้มหัวเดินผ่านเพื่อน ๆ ที่จ้องด้วยความอยากรู้ หญิงสาวกำมือแน่น ประตูทางเดินสีหินอ่อนเปิดออกสู่ระเบียงกว้าง นักเรียนคนหนึ่งชื่อ “เติมเต็ม” หยุดเธอไว้ “จะไปไหน สายไหม? สายฟ้ายังไม่กลับมาเหรอ”
สายไหมหยุด โพลงตาไปข้างนอก ก่อนตอบเสียงเบา “ยัง…ใคร ๆ ก็พูดถึงแต่เขา แต่ไม่มีใครออกไปช่วยหาบ้างเลย เรากลัว…แต่ก็ต้องไปเอง” เติมเต็มเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินตาม “นายไม่ควรไปคนเดียว”
สองคนเดินตามตรอกแคบ ๆ ลอดใต้สะพานแขวน ด้านล่างคือเมฆขาวลอยต่ำ เสียงเครื่องยนต์เลื่อนลอยเบา ๆ จากยานขนส่ง ท่ามกลางความสูงชวนเวียนหัว เติมเต็มถามด้วยเสียงลังเล “ถ้า…ถ้านายหาพี่เจอ นายจะทำอะไรได้เหรอ? เมืองเราซ่อนอะไรบางอย่างไว้ใช่มั้ย”
สายไหมหยุด เดินมองส่งตรงหน้าประภาคารลอยน้ำ เธอหลบสายตา เติมเต็มถอนหายใจ “ขอโทษ…เราเดาว่า ไม่อยากพูดถึงมัน”
เสียงระฆังจากหอคอยก้องกังวาน ดูเหมือนจะกดดันบรรยากาศ ทั้งสองย่องไปยังจัตุรัสกลางเมืองซึ่งคืนก่อนพบรอยเท้าปริศนา สายไหมย่อตัว กวาดดูรอยเท้าเปื้อนสีดำแปลกตา เติมเต็มชะโงกดู กล่าวว่า “เหมือนลอยได้เลยนะ…ใครมีปีกในเมืองนี้บ้าง?”
สายไหมกลืนน้ำลาย พูดเบา ๆ “มีแต่…คนในสายเลือดเดียวกับเรา” เธอมองมือของตัวเอง รอยดำเล็ก ๆ โผล่ที่ข้อนิ้ว เติมเต็มเห็นได้ทันที “เกิดอะไรขึ้นกับมือนาย?”
เธอซุกมือไว้หลังหลัง ส่ายหน้า “อย่าไปบอกใคร ถ้าพวกพ่อรู้ เขาจะปิดเอาไว้หมดเหมือนทุกครั้ง”
การสนทนาหยุดลงเมื่อเสียงรองเท้าหนักกระแทกพื้นจัตุรัส นักเรียนชายชื่อ “เปรม” เดินเข้ามา ใบหน้าซีดขาว เปรมพูดกระซิบ “ได้ยินว่าพวกนายกำลังสืบหาตัวสายฟ้าใช่มั้ย? อย่าไปยุ่งกับเรื่องนั้น”
เติมเต็มแทรกเสียงเข้ม “ทำไมนายถึงแนะให้ยอมแพ้ง่าย ๆ”
เปรมกลอกตา “มันไม่ใช่แค่เรื่องคนหาย มันเป็นเรื่องของคำสาปในตระกูลพวกเขา…นายไม่รู้จักดีพอ” สายไหมแข็งใจ “ถ้ามันเกี่ยวกับเรา นายก็พูดมาเถอะ เปรม ถ้านายรู้มากกว่านี้ บอกที”
เปรมลังเล เหลือบหลบสายตา สุดท้ายเขาหันกลับ “ระวังตัว มันมีบางอย่างในเมืองนี้ที่ควบคุมไม่ได้นะ” แล้วเดินจากไป
ตกค่ำ สายไหมนั่งริมขอบหน้าต่างห้องบนหอพัก เมืองลอยฟ้าส่องแสงระยิบระยับ วังเวงแต่สวยงาม เธอหยิบสมุดของสายฟ้ามาเปิดดูหน้าแรกที่เขียน “ถ้าหายไป…ให้ไปที่หอนาฬิกาตอนเที่ยงคืน”
เติมเต็มปรากฏตัวที่ประตู “นายจริงจังใช่มั้ย?” สายไหมพยักหน้า เบื่อซ่อนความกลัว “เราจะไป เธอไม่ต้องไปก็ได้นะ” เติมเต็มสะบัดหน้า “ไม่ทิ้งเพื่อนหรอก”
ทั้งสองออกจากหอพักเดินผ่าสะพานแก้วใสพลางหลบสายตายาม ทั้งคู่ผลัดกันหยุดหายใจเมื่อแสงไฟข้ามตัว หอนาฬิกาโบราณตั้งตระหง่าน สายไหมดึงสมุดขึ้น “ถ้าเราเจออะไรแปลก…ต้องรีบหนี”
ประตูเหล็กบานใหญ่แง้มเปิดเอง เสียงลมหายใจผ่านช่องลมหวีดหวิว เติมเต็มตัวแข็ง สายไหมอดทนก้าวเข้าไป ทุกอย่างในหอเงียบผิดปกติ…ทันใดนั้นไฟในหอสว่างพรึบ ร่างดำผอมสูงในเงามืดเอื้อมมือแตะบ่าเธอ เสียงแหบต่ำกระซิบ “เจ้าของเลือดดำ หมดเวลาแล้ว”
สายไหมหันขวับตาเบิกโพลง เติมเต็มคว้าแขน “วิ่ง!” พวกเขาพุ่งออกนอกหอ นำรอยดำติดมือออกจากหอ เบื้องหลังเสียงหัวเราะปริศนาแทรกมากับลม
รุ่งเช้า นักเรียนทั้งโรงเรียนกระซิบเรื่องราว ประกาศิตจากเจ้ากรมเมืองออกประกาศห้ามออกจากหอพักหลังเที่ยงคืน สายไหมถูกเรียกประชุมผู้ปกครอง ผู้เป็นพ่อจ้องเธอเขม็ง “ความลับของครอบครัวนี้จะไม่ออกไปไหน — เข้าใจมั้ย”
เธอกำมือแน่น “แต่สายฟ้ายังไม่กลับ!” พ่อเงียบไปนาน “ถ้าเขากลับมา เขาจะเลวร้ายกว่าก่อนหน้านี้” สายไหมนั่งนิ่ง น้ำตาครึ่งค้างในตา “หรือพ่อหมายความว่า…”
พ่อแค่นเสียง “เวลาเขาจะกลายร่างอย่างนั้นขึ้นมาอีก อย่าให้ใครรู้เด็ดขาด” แล้วลุกออกจากห้อง สายไหมหน้าซีด เท้าไร้เรี่ยวแรง เติมเต็มปลอบไม่ถนัด เช็ดน้ำตาให้เงียบ ๆ
ค่ำวันใหม่ สายไหมและเติมเต็มกลับไปหอคอยอีกครั้ง พยายามสืบหาความจริง เศษขนนกดำบนซอกหิน เงาร่างแว่วไกล สายไหมเริ่มรู้สึกเหมือนมีบางอย่างตามติด รอยดำบนมือของเธอเข้มขึ้นเรื่อย ๆ
คืนหนึ่ง เติมเต็มเห็นสายไหมยืนนิ่งบนระเบียง เธอไม่ได้หลับ นัยน์ตาสะท้อนแสงจันทร์ “มันอยู่ในตัวเราแล้ว เติม เรากลัว…” เติมเต็มเดินเข้ามากอดเงียบ ๆ “แต่เราอยู่ตรงนี้นะ”
เช้าตรู่ สายไหมตัดสินใจเข้าไปในห้องสมุดลับของทางการ หาข้อมูลสายเลือดพิเศษของตนเอง เธอพบจารึกโบราณอักษรเลือนบอกถึง “ปีกที่ถูกสาป” — ตราบาปแห่งคนในตระกูลเมื่อถึงวัยหนึ่งต้องเลือกเสียสละบางอย่างเพื่อรักษาเมืองให้ดำรงอยู่ ปู่ของเธอ ป้า และทุกคนล้วนต้องผิดเพี้ยนกลายเป็นเงาดำถาวรหรือเลือกพลีชีพ
สายไหมนั่งงัน เติมเต็มนั่งลงข้าง ๆ “นายไม่ต้องทำอย่างพวกเขาก็ได้” สายไหมถอนใจ “ถ้าเราไม่เลือก เมืองทั้งเมืองอาจตกลงไปในเมฆ…”
ขณะนั้นเอง เสียงปีกกระพือเฉียดมาอย่างรวดเร็ว ร่างสายฟ้าปรากฏเงาดำที่ไม่เหมือนเดิม เขาวางมือลงกับบ่าของสายไหม “น้อง…” สายไหมตัวแข็ง นำ้ตาคลอ “พี่สายฟ้า…พี่—ทำไมถึงเลือกอย่างนี้…”
สายฟ้าเสียงสั่น “บางทีมันคือทางเดียว เราไม่มีทางเลือกจริง ๆ” สายไหมโกรธและสับสน “แต่ถ้าเราทิ้งกัน…เราก็เหมือนไม่ได้ต่อสู้เลย”
สายฟ้ามองลงพื้น “เธอแข็งแกร่งกว่าเรา…เลิกกลัว เลือกเอง ว่าจะเป็นคนแบบไหน” ก่อนร่างสายฟ้าจะหลอมไปกับความมืด ทิ้งขนนกดำไว้ สายไหมร้องไห้กอดขนนั้น เติมเต็มประคองข้อมือเธอที่รอยดำเข้มขึ้น “ไม่ต้องรีบตัดสินใจ ว่าจะเดินเส้นทางไหน”
อีกสองวัน เมฆดำปกคลุมเมือง หมอผู้พิทักษ์ประกาศต้องการผู้พลีชีพรอบใหม่ สายไหมถูกเลือก เธอเงียบ ในสายตาคนทั่วไปคือความกล้าหาญ แต่ในใจเธอคือความหวั่นไหวไม่สิ้นสุด
เติมเต็มเข้ามากอด สายไหมถอนใจ “เราไม่อยากกลัวอีก แต่ว่า…ขอโอกาสเลือกเองได้ไหม?” เติมเต็มนิ่งสักพัก ตอบเบา ๆ “เลือกตามหัวใจเถอะ ไม่ต้องทำเพราะใคร”
ในคืนพลีชีพสายไหมเดินขึ้นหอคอยคนเดียว สายลมแรงกระหน่ำ ผืนเมฆดำหมุนวน เธอสบตาหัวหน้าพิธีกรรมสีหน้าเย็นชา เสียงเจื้อยแจ้วจากฟ้า “เธอพร้อมไหมเด็กน้อย”
สายไหมกลั้นใจ “ฉันจะไม่ยอมรับคำสาปเดิมอีก จะพิสูจน์ว่ามีทางเลือกอื่น ขอแค่กล้าเผชิญความจริง” เธอเปิดขนนกดำในมือขึ้นฟ้า เสียงแผดดัง เมืองสั่นไหว
บัดดลปรากฏแสงสีทองเจิดจ้า รอยดำบนมือสลายไป เมฆคลี่ตัวเปิดทางเชื่อมพื้นโลกด้านล่าง ร่างสายฟ้าปรากฏในร่างจริง ไม่ใช่เงาดำ “เธอปลดปล่อยเราได้…” เขากอดน้องแน่น
หัวหน้าพิธีกรรมผงะ เหล่าคนในเมืองโห่ร้องดีใจ คำสาปสลายเพราะความกล้าของสายไหมที่ปฏิเสธเส้นทางเดิม เธอเดินลงมาจากหอคอยในแสงแดดยามเช้า เติมเต็มวิ่งเข้ากอด “นายทำสำเร็จแล้ว”
สายไหมมองขึ้นฟ้า เมืองเยือกเย็นแต่ปลอดโปร่ง เธอกลืนน้ำตาลงคอ เดินไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ พร้อมเผชิญอนาคตที่ไม่ใช่ของใครอีกต่อไป