บทเพลงแห่งภูผา
โซระเหยียบเท้าขึ้นบันไดหินเก่ากลางหมอกเช้าตรู่ ไอเย็นไล้ตามขา เธอต้องควานหาทางท่ามกลางหมู่แมกไม้ที่ปกคลุมภูเขา รากไม้แทงทะลุผิวดินอย่างดื้อรั้น ทุกย่างก้าวมีเสียงหินแตกหักแผ่วเบา หัวใจของโซระเต้นรัว มือเย็นเฉียบกำชายเสื้อแน่น สองตายังไม่ละจากทางขึ้นศาลเจ้าเล็ก ๆ บนยอดเนิน “อย่าขึ้นไปคนเดียวนะลูก” เสียงแม่ในอดีตยังคงโหยหิว เธอก้าวต่อ แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าที่นี่คือคำสาปของตระกูลเธอ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เมื่อผ่านประตูไม้เก่า ๆ เข้าไป โซระยืนเงียบ หันซ้ายขวา มองไปยังวิวหมู่บ้านเงียบสงบ ทะเลหมอกทอดยาวสุดลูกหูลูกตา เธอค่อย ๆ วางตะกร้าดอกไม้บนแท่นภาวนา ริมฝีปากถอนหายใจ ลมพัดเอากลิ่นหอมเย็นตีขึ้นมา “เจ้าพร้อมแล้วหรือยัง” เสียงทุ้มแผ่วดังมาจากเงามืดด้านหลัง ศุภ มืออาชีพด้านตำนานพื้นบ้านซึ่งแม่เคยไว้วางใจอยู่ตรงนั้น เขาไม่เคยถามชื่อเธอแต่ดูเหมือนจะรู้ทุกอย่าง โซระกลืนน้ำลาย “ฉันยังไม่แน่ใจ ฉันแค่อยาก… อยากเข้าใจ”
ศุพาผงกหัวอย่างพึงใจ “คนเราต้องการเข้าใจ ก่อนทวงถามให้ได้สิ่งใดจากภูผา” โซระนิ่งงัน ไม่ตอบ มือเกร็งบนตะกร้าดอกไม้ เสียงเพลงโบราณจากลมยังคลอตาม เธอหันกลับลงจากศาลเจ้า ทิ้งดอกไม้ไว้เบื้องหลังหรือควรกล่าวว่าทิ้งความทรงจำอันหนักอึ้งของตัวเอง
ตะวันสายแล้วเมื่อโซระเดินกลับถึงหมู่บ้าน เด็ก ๆ สองคนส่งเสียงกรีดร้องไล่จับกันริมลำธาร เบน ลูกชายหัวหน้าหมู่บ้านกำลังเรียงหินแบบพิถีพิถันตรงเชิงสะพาน เขาเห็นโซระหยุดขา มือหนึ่งแตะหน้าผาก ทำท่าลังเลจะทัก โซระเหลือบตา “อยู่นี่แต่เช้าเลยนะเบน” เสียงเธอเบาหวิว เหมือนทั้งสองคุ้นเคยแต่มีช่องว่างไม่อาจเอื้อมถึง เบนขยับตัว เงยหน้าขึ้นกลับตอบเสียงต่ำ “เราแค่… ไม่รู้จะไปไหน ก็มาอยู่ตรงนี้”
ช่วงสายวันนั้น โซระเดินไปโรงเรียนที่ตั้งเด่นบนเชิงเขา ครูผกาเรียกเธอไปสอบถามเรื่องการขาดเรียน และผลการเรียนที่ตกต่ำ โซระนั่งนิ่งไม่สบตา หน้าตาเรียบเฉย ขณะที่เพื่อนในห้องแอบซุบซิบด้านหลัง เสียงกระซิบกระซาบเจ็บแปลบ “ครูแค่เป็นห่วง เธอเอาตัวเองไปหมกมุ่นอะไรอยู่บนเขาทุกวัน” ผกาเอ่ย โซระเม้มปาก ก่อนตอบเสียงกร้าวแผ่ว “บางทีครูก็ไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกอย่างหรอกค่ะ” ผกาถอนใจ แต่ไม่พูดอะไรต่อ
พักกลางวันบนระเบียงเรียน โซระนั่งคนเดียว พลางจ้องจุดหนึ่งในหมอก เสียงรองเท้านักเรียนเดินเข้ามาใกล้ พลอย เพื่อนร่วมห้องที่มีรอยยิ้มสดใสกับผมเปียยาวนั่งลงข้าง ๆ ทำท่าเหมือนอยากพูดแต่ก็ลังเลอยู่หลายจังหวะ “โซระ… เราเห็นเธอบนเขาบ่อยนะ ชอบต้นไม้เหรอ” พลอยชวน แต่แววตาเหมือนกำลังสงสัย โซระตอบกระท่อนกระแท่น “บางที การอยู่กับต้นไม้มัน… มันทำให้รู้สึกโล่งใจมั้ง” พลอยยิ้มจาง ดวงตาวูบไหว “เราก็อยากรู้เหมือนกันว่าชีวิตข้างบนหมอกมันเป็นยังไง… อยากลองสักครั้ง…” ทั้งคู่เงียบ ซึมซับบรรยากาศและเสียงนกเบา ๆ
พลบค่ำในบ้านเช่าไม้ โซระช่วยแม่หุงข้าวอย่างเงียบงัน ถึงจะอยู่กันแค่สองคนแต่ช่องว่างระหว่างใจกลับมากมาย มือแม่สั่น ขณะจุดเตาแก๊ส ไฟลุกพรึ่บขึ้นมาเป็นประกาย เงาไฟสะท้อนดวงตาเหนื่อยอ่อน แม่เงยหน้าจ้องโซระชั่วขณะ เหมือนต้องการพูดอะไร แต่สุดท้ายก็ปล่อยสายตาล่องลอยในม่านอากาศ โซระจ้องเปลวไฟใจตนเองปั่นป่วน สุดท้ายเอ่ยเสียงขาดห้วง “แม่คิดว่าถ้าเรา… ถ้าเราเลือกผิด จะให้อภัยตัวเองได้ไหม” แม่สะดุ้ง ปลายเสียงสั่น “การให้อภัยตัวเองมันยาก แต่เราต้องเริ่มที่กล้าจะยอมรับก่อนนะลูก” บนโต๊ะอาหาร อาหารมื้อนั้นเย็นลงก่อนใครจะตักเข้าปาก
ลึกค่ำในห้องนอน โซระเปิดหน้าต่างให้ลมเย็นรำเพย สายหมอกค่อย ๆ เคลื่อนตัวแหวกกลีบบัวหน้าต่าง เธอเปิดสมุดบันทึกเก่า ๆ จ้องดูข้อความที่แม่เขียนไว้เมื่อหลายปีก่อน “บทเพลงภูผานี้ ให้นำไปใช้เพื่อปกป้องกันภัย…” เธอเงียบทันที สองมือของเธอสั่น ขณะที่เสียงลมหวิวเหมือนเสียงขับขานโบราณดังอยู่ตลอด
เช้าวันใหม่ โซระรีบออกจากบ้าน มุ่งหน้าสู่วัดเก่ากลางหมู่บ้าน พยายามขอข้อมูลจากหลวงปู่สักผู้สูงวัยแต่ตาใสซื่อ หลวงปู่เล่าเรื่องบทเพลงภูผาแต่ไม่พูดถึงผลของการร้อง ท่านก้มหน้าแลดูเหนื่อยล้า “บางอย่างฟังแล้ว ดีกว่าเงียบเสีย” หลวงปู่พูดเบา โซระทอดใจ “แต่บางอย่างไม่รู้ ก็ไม่อาจแก้ไขได้เหมือนกัน” หลวงปู่ไม่ตอบ
ที่ลานชุมชน เด็กและผู้ใหญ่จับกลุ่มฟังการซ้อมร้องเพลงประจำหมู่บ้าน เสียงชาวบ้านร้องประสานขับกล่อมไปพร้อมกับแตรใบไม้ โซระยืนฟังอยู่ขอบสนาม รู้สึกอึดอัด ลมหายใจติดขัด เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ในกลุ่มร้องผิดจังหวะ ผู้ใหญ่คนหนึ่งตะโกนดุจนร้องไห้ โซระนิ่งเงียบ ก่อนเดินหนีไปหาเบนที่ริมลำธาร
เบนนั่งก้มหน้าเขียนเหมือนมีอะไรในใจ โซระนั่งลงข้างเขา ไม่พูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายเบนเอ่ยเสียงแตกพร่า “พ่อเราอยากให้ไปแข่งงานประเพณีที่เมืองหลวง แต่เราไม่อยากไปเลย” เขาคำราม ละเว้นสายตาจากโซระ โซระเอื้อมมือเหยียดสัมผัสหินที่เขากำลังเรียง “แล้วถ้าไม่ไปล่ะ พ่อจะว่ายังไง” โซระถามเสียงเรียบ เบนกลืนน้ำลาย “ไม่รู้… ไม่แน่ใจเลย เรากลัวจะผิดหวังทั้งพ่อและตัวเอง”
พลอยตามมานั่งข้าง ๆ รอยยิ้มประดับใบหน้า “จริง ๆ เราทุกคนกลัวหมดแหละ แต่เราก็ยังต้องเดินหน้ากันต่อไป” พลอยหัวเราะแผ่ว โซระนิ่ง ครุ่นคิด
โซระอยู่ในศูนย์วัฒนธรรมของหมู่บ้านในห้องเก็บตำนาน กองเอกสารเก่า ๆ วางกองสูง รายชื่อผู้หญิงตระกูลเธอถูกขีดทับเสียส่วนใหญ่ เธอพยายามแกะข้อความโบราณในสมุดข้อความจนดึกดื่น เล็บมือจิกกระดาษ ริมฝีปากเม้มแน่น สองตาแดงก่ำ ในขณะที่ด้านนอกลมพัดแรงเหมือนจะประกาศอะไรบางอย่าง
คืนนั้น โซระฝันร้ายว่าเสียงเพลงดังจากภูผา กลายเป็นคำสาปกลืนกินทุกอย่างในหมู่บ้าน เธอตื่นมาเหงื่อชุ่ม ร่างสั่น ยามลุกออกไปหน้าบ้าน เห็นหมอกปกคลุม ทุกอย่างเงียบงัน
วันถัดมา โซระหนีกลับไปศาลเจ้าบนเขา เธอเจอศุภนั่งอยู่ตรงฐานหิน มองเธอด้วยดวงตาเข้มลึก “เจ้าค้นพบอะไร” ศุภถามเสียงเรียบ โซระสะดุ้ง เงียบอยู่นาน ก่อนตอบ “ฉันคิดว่าบทเพลงนั้น… อาจไม่ได้ปกป้องแต่เป็นโซ่ตรวน” ศุภหัวเราะแผ่ว “แล้วเจ้ากลัวไหม” โซระนิ่งนาน ก่อนก้มหน้า “กลัว แต่กลัวกว่านั้นคือต้องอยู่กับความไม่รู้ไปทั้งชีวิต” ศุภหัวเราะในคอ “เด็กดี กล้ากว่าผู้ใหญ่บางคนเสียอีก”
ระหว่างที่โซระเฝ้าหาคำตอบ แม่ของเธอกลับมีอาการป่วยแปลก ๆ จู่ ๆ แม่พูดกับเธอด้วยน้ำเสียงหลอนในค่ำคืนหนึ่ง “อย่าแกะปริศนา อย่าแตะต้องบทเพลง เจ้าจะเสียตัวตนไปเหมือนข้า” โซระน้ำตาร่วงไม่เข้าใจ สองแขนกอดแม่แน่นใต้อ้อมแขนที่สั่นระริก
โซระเริ่มห่างเหินเพื่อน ๆ ในโรงเรียน พลอยรู้สึกเครียดพยายามเข้าหาแต่โซระกลับผลักไสไป เบนเองเริ่มปะทะกับพ่ออย่างรุนแรง ถูกไล่ออกจากบ้านชั่วครู่ สองคนเจอกันในป่า พูดคุยตัดพ้อกัน พลอยมานั่งร่วมวง ถกเถียงกันเรื่องอนาคตและความกลัวที่กดทับมานาน บทสนทนาเต็มไปด้วยความเงียบขรึมและเสียงสะอื้นค้างอยู่ระหว่างประโยค ทุกคนเริ่มยอมรับว่าแบกรับบาดแผลของตนเองไม่ไหวอีกต่อไป
จุดเปลี่ยนสำคัญมาถึง เมื่อพายุลูกใหญ่กระหน่ำเข้าหมู่บ้าน กลางคืนอื้ออึง ฟ้าผ่าเสียงสนั่น ศูนย์วัฒนธรรมถูกฟ้าผ่าจนไฟไหม้ เอกสารตำนานโบราณลุกท่วมอยู่ต่อหน้าโซระ เธอรีบกอดหนังสือปริศนาออกมา ท่ามกลางเปลวไฟและเสียงผู้คนร้องตะโกนโกลาหล
รุ่งเช้า หมู่บ้านเต็มไปด้วยเถ้าถ่าน ผู้ใหญ่บางส่วนกล่าวหาว่าเจ้าตัวนำเรื่องร้ายมาเพราะไปยุ่งกับภูผา โซระถูกตราหน้าว่าเป็นต้นเหตุ เธอวิ่งหนีออกจากวงล้อมไปบนภูเขา หอบหนังสือและความรู้สึกผิดติดตัวไป
บนยอดภูหมอกครึ้ม โซระใช้ทั้งแรงและน้ำตาเปิดอ่านสมุดอีกครั้ง ข้อความสุดท้ายเปิดเผย “บทเพลงนี้ใช้ปลดปล่อยวิญญาณผู้ถูกผนึก ไม่ใช่เพื่อปกป้อง” เธอร้องเพลงบทโบราณนั้นด้วยเสียงคร่ำครวญ ทั้งภูเขาปกคลุมด้วยเสียงสะท้อนแล้งเศร้า ขณะเดียวกันใต้ศาลเจ้า เกิดเสียงแปลก ๆ เหมือนมีบางอย่างถูกปลุกขึ้นมา
ศุภปรากฏตัว ท่าทีวุ่นวาย เขายื่นมือเข้าหาโซระ “หยุด! เจ้าถอนคำสาปไม่ได้ถ้ายังไม่ให้อภัยตัวเอง!” โซระชะงัก ใจเต้นแรง เธอทรุดตัวลงร้องไห้ ใจขอโทษแม่ ขอโทษตนเอง และขออโหสิกรรมต่อบรรพบุรุษในใจ เสียงบทเพลงเปลี่ยนเป็นโทนอบอุ่นขึ้น หมอกค่อย ๆ สลาย เงาใต้ศาลเจ้าคลายตัวกลายเป็นแสงจางจาง
ในหมู่บ้าน ทุกคนรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง เด็ก ๆ ไต่เขาได้โดยไม่หวาดกลัว ผู้ใหญ่พูดกันว่าสายลมวันนี้อบอุ่นผิดปกติ โซระเดินกลับลงมาพร้อมกับสมุดว่างเปล่าในมือ สีหน้าโล่งใจที่เธอไม่ต้องหนีอีกต่อไป
ช่วงสุดท้าย โซระนั่งกับแม่ใต้ต้นสนใหญ่ ทั้งคู่กอดกันแน่น น้ำตาอาบแก้ม พลอย เบน พร้อมเพื่อน ๆ เข้ามานั่งล้อมรอบ ต่างช่วยกันวาดรูป สร้างตำนานใหม่ให้หมู่บ้าน จากนั้นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งถามเบา ๆ “แล้วมีใครกลัวอยู่ไหม” โซระยิ้ม พลางพูดกับสายลมที่โอบล้อม “ถ้ามีก็แค่เดินไปข้างหน้า…พร้อมกัน”
ตะวันอัสดง หมอกบางจางใต้แสง สีทองละมุนอาบภูผา ทุกคนหัวเราะเบา ๆ ท่ามกลางเสียงเพลงขับขานใหม่ — เสียงที่ไม่ต้องผนึก ไม่ต้องวิ่งหนี แต่คือบทเพลงของความกล้าและการให้อภัยที่แท้จริง