แสงสีม่วงใต้คฤหาสน์ริมทะเล
เงาคฤหาสน์สีเทาอมฟ้าทาบยาวลงบนหน้าผาริมทะเล เสียงคลื่นกระทบหินเป็นจังหวะระส่ำราวกับปรอทโบราณขยับเขยื้อน เบญจา เด็กหนุ่มผมซอยหน้าตาคมสัน ก้าวเท้าลงจากรถประจำทางอย่างลนลาน กระเป๋าเป้ขาดตรงสายรัดหนึ่งข้าง หลุดออกจากไหล่อีกข้างเมื่อเขาเหลียวมองข้ามไหล่ ไม่ได้หันไปสนใจเพื่อนร่วมทางหญิงที่เดินตามอย่างลังเล
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“หวาน—ไม่อยากอยู่ตรงนี้เลย” สุธิดาเอ่ยเสียงสั่น ถึงแม้รอยยิ้มประหม่าแตะริมฝีปาก เธอกอดหนังสือแน่น คอยกวาดตามองคฤหาสน์เก่าไม่วางตา เบญจากระชับเป้ขึ้นพลางหัวเราะแห้ง ๆ “จะกลัวทำไม คฤหาสน์นี้แค่หลังเก่า ๆ อยู่หน้าผาทะเล คนรวยเขามีเงินซื้อก็ต้องใช้ประโยชน์บ้างสิ”
เสียงประตูเหล็กหน้าคฤหาสน์เปิดอ้าออกช้า ๆ กรอบไม้เสียดสีให้ขนลุก แขกหน้าใหม่อีกสองคน—ชีวา เด็กสาวท่าทางตื่นตัวกับโลก ดูเหมือนไม่เชื่อสิ่งใดง่าย ๆ กับวัฒน์ หนุ่มผิวเข้ม ผู้ใฝ่ฝันจะเป็นนักเขียน เสียงหัวเราะของวัฒน์แตกขึ้นกลางความเงียบ ชีวากระซิบ “ระวังนะ เคยได้ยินมั้ยว่า บ้านหลังนี้มีประวัติป่วยใจ”
เมื่อประตูไม้โอ๊คปิดลง ความสว่างเดียวคือตะเกียงแก๊สสีเหลืองสลัวที่วางริมผนัง ทุกอย่างเต็มไปด้วยกลิ่นอับเก่า หวานหันไปมองรูปโบราณประดับทางเดิน ดวงตาในกรอบนั้นเหมือนติดตามเธอไปทุกฝีก้าว
เวลาผ่านไป ค่ำแรกในคฤหาสน์ เบญจานั่งลงหน้าเตาผิงเก่าแรงลมจากหน้าต่างผลักม่านผ้าสีขาวพริ้วเข้ามากอดร่างเขา ชีวาเปิดไฟฉายส่องหนังสือโบราณที่เจอในห้องใต้หลังคา “นี่…อ่านออกบ้างไหม” วัฒน์ถามห้วน ๆ
เบญจาลุกขึ้นมาดู มีตัวอักษรกรีกโบราณปะปนกับไทยโบราณ วัฒน์ลูบปก “ทำไมบ้านนี้ต้องเก็บอะไรลึกลับนักนะ” เบญจาตอบไม่เต็มเสียง “บางทีเจ้าของเก่าอาจมีเรื่องมากกว่าที่เรารู้”
คืนแรกยังไม่ทันผ่านครบ พายุหอบเมฆดำขึ้นบดบังฟ้า ทะเลที่อยู่เบื้องล่างส่งประกายแสงสีม่วงลอดหน้าต่างเข้ามา ฉับพลัน หวานสะดุ้งสุดตัว มือถือร่วง หล่นพื้นเสียงดังลั่น เบญจาเผลอตะโกน “ฟ้าหรืออะไรกันแน่!”
ชีวาเอนตัวมองออกไปยังหน้าต่าง แสงสีม่วงกวาดผ่านลานหญ้า ท่ามกลางหมอกและลิบชายฝั่ง เธอมองเห็นเงาคนเดินเลียบหน้าผา “ใครน่ะ!” เธอโต้แย้งกับเงียบนั้น แต่ไม่มีเสียงตอบ
กลางดึก วัฒน์ฝันเห็นเด็กผู้หญิงเสื้อลูกไม้หายวับไปกับแสงม่วงเบื้องหน้าประตูระเบียง เมื่อเขาตื่นขึ้นในเหงื่อและกลิ่นเกลือทะเลจาง ๆ รู้สึกถึงบางสิ่งจับจ้องมาที่เขาตลอดเวลา
เช้าวันถัดไปทั้งสี่นัดกันสำรวจบ้าน พบบันไดวนลงสู่ใต้คฤหาสน์ เบญจาขวางไว้ “ลงไปทำไม ใต้บ้านคนรวยไม่น่าไว้ใจ” ชีวาผลักไหล่เบญจาเบา ๆ “กลัวอะไรมากกว่าล่ะ? กลัวความจริง หรือกลัวผี?” วัฒน์เสริม “ไม่เชื่อก็ต้องลองนะ”
ทุกคนลงไปในความมืดใต้คฤหาสน์ ข้างล่างกลิ่นเปรี้ยงเฉพาะตัว คนละกลิ่นกับข้างบน มีโถงคับแคบกับกล่องหนังสือดองฝุ่น ชีวาหยิบตะเกียงขึ้น สำรวจรอบ ๆ ไปพบกล่องเหล็กเก่าจนถูกปิดสนิทด้วยตะปูสนิมเขื่อง หวานยืนกอดอก “อย่าทำเลย…มันต้องมีเหตุผลที่เขาซ่อนไว้” เบญจาพึมพำ “ไม่มีอะไรจริง ๆ หรอก” มือสั่นเทาแต่พยายามยกฝาออก
เสียงฝาเปิดดังเปรี้ยง เผยให้เห็นหนังสือและจี้สร้อยคอคริสตัลสีม่วง พลันนั้นประตูเหล็กทางขึ้นปิดลงอย่างแรง ทุกคนสะดุ้งเงยมอง ขณะเดียวกันแสงสีม่วงทะลุทะลวงช่องอากาศเข้ามาอย่างผิดธรรมชาติ
เบญจาขู่หายใจ “เห้ย…รีบกลับ” วัฒน์พยายามผลักประตูแต่แน่นหนาเกินแรงมนุษย์ เสียงปลดล็อกดังขึ้นชั่ววูบแมวร่างเล็กเดินสวนลงมาในเงามืด นัยน์ตาแมวสะท้อนเป็นประกายม่วง น้ำเสียงแปลกของชีวาขาดตอน “บ้านนี้…มีอะไรผิดจากที่คิด”
หวานน้ำตาซึม “ถ้าเราถูกขังที่นี่จะทำยังไง ใครจะหาเจอ…” เบญจากัดฟัน “ไม่มีใครมาหรอก พวกเราต้องออกไปเอง” เขาเหลือบตาไปมองจี้สร้อยบนฝ่ามือ เหมือนมีบางสิ่งกระซิบเข้าหูเขา บอกสิ่งที่เขากลัวจะรู้
พยายามเลือดเย็น ทั้งสี่ยกกล่องหนังสือออกไป ตรวจตราลิ้นชัก พบกระดาษขาด ๆ มีตัวอักษรจางระบุ “ผู้ใดผู้ถือครองจักถูกตัดขาดจากฟ้าและดิน” วัฒน์พึมพำ “หมายถึงเราเหรอ…” ชีวากระชับตะเกียง “ต้องหาทางขึ้นไปข้างบนใหม่”
ในขณะที่ทุกคนค้นหาทางออก เบญจากลับสะดุดรูปถ่ายเก่าซ่อนในฝุ่นนั้น ภาพปรากฏเด็กหญิงยิ้มเศร้า ใต้ภาพเขียนว่า “อภิญญา 2458” ใจเขาเต้นเร็วขึ้น—ชื่อเดียวกับที่ปรากฏบนสร้อยคอ
เหนือหัวเสียงกระแทกประตูทำให้ทุกคนสะดุ้งวูบ วัฒน์กระโดดเข้าไปช่วยดัน แต่แรงกลับน้อยกว่าพายุที่ซัดหน้าเฉียบพลัน “จี้นั่น! วางไว้—มันของบ้านนี้” หวานตะโกนสุดเสียง เบญจาสั่น “ถ้าเราคืนมัน บางทีก็จะได้ออกไป…”
ความคิดทั้งหมดคละเคล้ากันจนเสียงข้างในกล่องเดินกึกกัก บางอย่างคลานลากขาจากเงามืด ทุกคนหยุดนิ่งพร้อมกัน ชีวาชูตะเกียง “ใครอยู่ข้างล่าง!” เสียงเด็กหญิงแทรกความเงียบ “ขอของฉันคืน…”
หวานผวาชิดวัฒน์เสียหลักล้ม เบญจาถอนใจ สองมือสั่นระริกตัดสินใจหย่อนสร้อยคอลงกล่อง ทันทีที่สัมผัสกับอากาศ แสงม่วงในห้องเริ่มจาง ประตูข้างบนค่อย ๆ เปิดออกเอง ทุกคนวิ่งขึ้นมาข้างบน หายใจถี่เป็นจังหวะ
ในห้องโถงเมื่อแสงเช้าสาดส่อง เบญจาซบซ่อนหน้ากับกระเป๋า “เราจะไม่พูดเรื่องคืนนี้อีก” เขากระซิบเบา ๆ วัฒน์หัวเราะสั้น ๆ “ใครจะลืมลง” ชีวาเหลือบมองกล่องสำรวจต่อ “ความลับบางอย่าง…ก็เป็นของเจ้าของ”
ผ่านไปไม่กี่วัน เหตุการณ์ประหลาดรอบคฤหาสน์ท้ายผาเกิดอีก หวานเริ่มมีอาการหลอนภาพแม่เด็กหญิงตามมาหลอกหลอนในกระจก วัฒน์ฝันถึงเสียงน้ำตาเด็กร้องไห้ ทั้งสี่เผชิญทั้งความกลัว ความสงสัย และไม่อาจปล่อยวางจนกว่าความจริงจะเปิดเผย
วันหนึ่งชีวาตัดสินใจแอบสำรวจทางเดินลับใต้บันไดกลางดึก เธอพบสมุดบันทึกภาษาอังกฤษเก่า ๆ ที่เล่าเรื่องคฤหาสน์และภัยพิบัติทางทะเลเมื่อปี 2460 เบญจาอ่านแล้วหน้าซีด สายตาหยุดที่ประโยค “เราช่วยชีวิตทุกคนไม่ได้…มีเด็กคนหนึ่งหายไป ยังตามหาเธอไม่พบ”
หวานยิ้มเศร้า “บางทีสิ่งที่ติดในบ้านนี้ ไม่ใช่แค่ผี หรือคาถา…” เบญจาสะบัดหน้า “เราเลือกไม่ช่วย ก็เลยมีสิ่งนี้เกิดขึ้นใช่ไหม?” น้ำเสียงเขาสั่นสะท้าน ทุกคนเงียบจนลมหายใจจับต้องได้
วัฒน์หรี่เสียงลง “เราทำได้แค่ให้อภัยตัวเองกับอดีต…ไม่ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน”
คืนหนึ่งแสงสีม่วงเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้ทุกคนไม่หนี เบญจายืนอยู่หน้าต่าง พบภาพเด็กหญิงในแสงจางเดินออกจากหน้าผาไปทะเล หวานหลับตาแน่น วัฒน์กระชับมือชีวา ทุกคนยิ้มให้กันทั้งน้ำตา แสร้งหัวเราะเบา ๆ ในความเศร้าลึก
เช้าวันถอนตัว เบญจาเก็บเสื้อผ้าจะกลับบ้าน ดวงตาเขาอ่อนแสงมากกว่าตอนมา แต่เปล่งประกายความเป็นผู้ใหญ่ ชีวาลูบไหล่เขา “ทุกคนต่างมีของที่ต้องปล่อย” เบญจาก้มศีรษะ “ถึงจะเจ็บ…แต่เราโตขึ้นแล้ว” วัฒน์ยกกระเป๋าเดินนำ กลิ่นทะเลห้อมล้อมทั้งสี่ในยามเช้า ฉากท้ายสุด เหลียวหลังกลับไป คฤหาสน์ยังคงเงียบสงบบนหน้าผา แต่แสงม่วงใต้ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นประกายทอง ทิ้งเงาอ่อนละมุนไว้เหนือความกลัวและคำสาปในอดีต