คืนสลักวิญญาณ
สนามหญ้าเขียวหม่นเคลื่อนตัวช้าๆ ตามแรงลมหวิวเย็นที่แทรกมาจากขอบพื้นกระจกโปร่งแสงเบื้องล่าง มหาวิทยาลัยเรืองฟ้ามีบรรยากาศเหมือนเมืองในความฝัน อาคารแนวร่วมยุคเรืองศิลป์ผสมผสานวัสดุไฮเทคเนื้อเงา ยามค่ำคืนไฟฉายฉานประดับเป็นจุดอยู่เหนือปราการหมอกบาง ฝูงนกประหลาดสีเงินแว่วบินผ่านเสาสัญญาณสูงลิบ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!สายตาของณภัทรจับจ้องกล่องไม้ขนาดเท่าหนังสือปริศนาที่วางอยู่ตรงกลางโต๊ะในลานศูนย์กิจกรรม หัวค่ำของวันเปิดเทอม เขานั่งตัวตรงแต่ทั้งใบหน้าและแววตาข่มแววไม่มั่นใจ ตอนนี้นอกจากณภัทร มียอดชาย, วันวิสาข์, ดีเนตรา และรันเวียร์ รวมกันห้าคน สายสัมพันธ์ยังมีกลิ่นตะขิดตะขวงตามประสาคนเพิ่งรู้จัก
“อะไรกัน ทำไมต้องเรียกมาแปลกๆ ตั้งแต่วันแรกเลยนะ?” วันวิสาข์ละลายบรรยากาศเงียบด้วยการหาวเสียงดัง พลางเกาหัวฟู ๆ ทำให้ยอดชายหัวเราะออกมาแปลก ๆ
ณภัทรฝืนยิ้ม “ก็เห็นว่า… อยากให้คืนนี้ไม่เหมือนเปิดเทอมทั่วไปไง” เขาหยิบกล่องขึ้นมา เขย่าก่อนจะวางคืน แววตาวูบกลัว “ของขวัญจากหอสมุดโบราณ บรรณารักษ์ให้มา…”
“รู้หรือเปล่าว่าอาคารนั้นตำนานมันเยอะ… ของอะไรในนี้วะ เปิดเลยไหม?” ดีเนตราเปิดฝาในช็อตเดียว กลิ่นสนิมชื้นกับสีดำหมึกทะลักออก จดหมายเขียนมือร่วงมาแผ่นหนึ่ง พร้อมหินก้อนเรียบเล็กๆ ฝังอักษรโบราณ พวกเขามองหน้ากันครู่หนึ่ง ก่อนยอดชายยื่นมือหยิบจดหมายอ่านเสียงหวาด:
“คืนหนึ่งในร้อยปี หัวใจที่กล้าจะล่องลอย หากไฟดับ ท่านจะถูกลบจากทุกความทรงจำ…”
พวกเขาเงียบกันไปหมด ยกเว้นรันเวียร์ที่ยิ้ม “ใครแกล้งน่ะมั้ง แค่คำท้าเด็กใหม่” แต่คำพูดยังไม่ทันจบ ไฟบนลานก็ดับพรึ่บ ทุกอย่างตกสู่ความมืดไร้ขอบเขต เสียงลมหอบแรงและแรงดึงบางอย่างจากหินดำ – ณภัทรแน่นิ่งใจกระตุก อุณหภูมิลดฮวบ พบว่าตัวเองยืนอยู่ในห้องสมุดที่ว่างเปล่าเพียงลำพัง ไม่มีเงาเพื่อนเหลือซักคน
ณภัทรเดินค้นหาทุกซอกมุมตะโกนชื่อเพื่อน ไม่มีเสียงตอบ แสงสลัวของเสี้ยวจันทร์ลอดเข้ากระทบหนังสือแนวเก่าชำรุด โต๊ะไม้เก่าพังทลายและภาพวาดสีหม่นลอกเป็นริ้ว เขาสะดุดสายไฟเก่าในความมืด ล้มลงกับพื้น รู้สึกถึงบางอย่างเหนียวหนึบ – หินดำ มันติดอยู่ในกระเป๋า!
เสียงฝีเท้านุ่ม กระซิบชื่อเขาเบา ๆ ณภัทรใจเต้นแรง กลั้นหายใจฟัง คำกระซิบแผ่วต่อเนื่องแปรเป็นเสียงร้องไห้ เสียงผู้หญิง–เหมือนของดีเนตรา?
เขาทำใจกล้าเดินตามเสียง ตลอดทางหนังสือแห้งหลุดร่วงจากชั้นราวถูกพายุสั่น พอถึงทางเดินแคบ แสงจู่ๆ ก็กระจ่างลง ดีเนตรานั่งคุดคู้หลังประตูบานเก่า เธอผวาและปัดมือณภัทรอย่างตกใจ
“ไม่!.. อย่าเข้ามา!” เสียงเธอสั่น
ณภัทรชะงัก หย่อนตัวคุดข้าง ๆ “เราเอง — ไม่มีใครแล้วใช่ไหม?”
ดีเนตราน้ำตาคลอ “ยอดชายกับรันเวียร์หาย…เหมือนเราอยู่ในที่เดียวกัน แต่เหมือนคนละชั้น…” เธอพูดสำเนียงติดขัด มือกำหินดำก้อนคล้ายของเขาแน่น ฝุ่นเกาะปลายนิ้วจนเปื้อนหน้า
ทั้งสองตัดสินใจลองออกจากห้องสมุด หวังจะตามหาเพื่อนและไฟฟ้า แต่เมื่อเปิดประตู – กลับพบว่าด้านหลังเป็นผืนเมฆไหลหมุนวน ไม่มีอาคารอื่น ๆ เลย เหมือนทั้งโลกเหลือแค่ห้องสมุดนี้
ณภัทรกระซิบ “เราควรเอาหินนี่ย้อนกลับไปวางที่เดิมไหม”
ดีเนตราส่ายหน้า “ไม่รู้…แต่เรามารวมกันก่อน…”
สองคนเดินฝ่าฝุ่น รอยเท้าทะลุเศษกระจก ย่างเข้าสู่หอสมุดส่วนลึก รันเวียร์โผล่มาจากซอกใน เหงื่อซึมเต็มใบหน้า มือเปื้อนหมึกดำ “ในนี้…เวลาเดินย้อนกลับ–ทุกประตูเสียบัตรเข้าไม่ได้!” เธอมองณภัทรเหมือนอยากขอความช่วยเหลือแต่ลังเล
“เราไม่ได้ปลอดภัยใช่ไหม” ดีเนตรากระซิบดุจพร่ำขอ
จู่ ๆ กล่องไม้ที่ณภัทรถือมาส่งเสียงดังแกรก ณภัทรมือสั่นลูบฝากล่อง หัวใจเต้นรัว เขาตัดสินใจแกะฝากล่องอีกทีด้านหลัง มีเศษกระดาษอีกแผ่นใส่รหัสบางอย่าง เขาลังเลระหว่างความกลัวกับความหวัง
“เราต้องหายอดชายกับวันวิสาข์ให้เจอ!” ณภัทรยืนยันเสียงหนักแน่น เขาทำมือสัญญากับเพื่อนทั้งสอง ดวงตาสั่นไหวแต่เริ่มมีแววกล้า ก้าวข้ามความกลัวเดิม ๆ
สามคนเดินฝ่าระเบียงมืดสนิท ห้องโถงแต่ละห้องถูกปิดตายด้วยเงาสะท้อนหน้าต่าง รันเวียร์คุ้ยซากหนังสือเจอภาพวาดนักศึกษารุ่นเก่าในชุดคล้ายคลึงกัน “คิดดูนะ… มีคนจากที่นี่ถูกลืมจริง ๆ” เธอพูดช้า ๆ
ณภัทรหน้าตึงเครียด ไม่มั่นใจ “แล้วถ้าเราออกไม่ได้…?”
ดีเนตราตบไหล่ “ถ้ากลัวก็พลาดโอกาสช่วยเพื่อ–” เธอหยุดพูดเพราะเสียงฝีเท้าลึกลับแทรกมาอีกครั้ง ครั้งนี้มีเงาดำโผล่ตรงมุมบันได จุดตะเกียงในมือ เงาสะท้อนบนผนัง มันคือวันวิสาข์ที่ร้องเรียกด้วยเสียงน้อยใจ “คิดถึงเพื่อนก็พูดสิ ทำไมพากันแอบหลบคนเดียว”
ดิเนตราวิ่งกอดวันวิสาข์ พวกเขาทุกคนมั่นใจมากขึ้นว่านี่คือกับดักของคำสาป ทุกคนต่างต้องตัดสินใจชี้ขาดว่าจะไขปริศนา หรืออยู่ในโลกแคบ ๆ แห่งนี้ตลอดไป
โดยไม่พูดอะไรกัน พวกเขาหยิบหินใส่ลงในกล่องไม้ตามเดิมพร้อมกัน ลมหอบแรงดังขึ้น ห้องเริ่มสั่นสะเทือน ผนังแตกร้าว เงาดำคล้ายมือแตะแต่ละบ่าทุกคน สายฟ้าแลบวาบ จากนั้นแสงจ้าพุ่งทะลุทุกเงามืด
ทุกคนตื่นขึ้นอีกครั้งที่สนามหญ้า แม้ยังสั่น แต่ฟ้ายามรุ่งอรุณเหนือเมฆสว่างไสวกว่าเดิม เพื่อนทั้งสี่นั่งหอบหายใจ จุดไฟรอบลานกลับมาติดอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไรอยู่พักใหญ่
ยอดชายถามเสียงแผ่ว “มันคืออะไรกันแน่…”
ณภัทรกลืนน้ำลาย “เราถูกปกปิด ไม่ให้เห็นอดีตจริง ๆ สินะ…”
รันเวียร์ถูจมูก “แต่เรายังอยู่ด้วยกัน ครบใช่ไหม? มีใคร…หาย อีกไหม…”
ดีเนตราดึงแขนณภัทรแน่น ดวงตาเปียกน้ำตา “คืนนั้นเรากล้าเผชิญกลัว เผชิญความจริงพร้อมกันดีแล้ว เราไม่มีวันลืม”
ณภัทรยิ้มบาง ๆ เปลี่ยนจากคนกลัวต่อเงาทุกอย่างเป็นคนยอมรับอดีต เขาเดินนำเพื่อนเข้าอาคารเรียนที่แสงอาทิตย์แรกสาดส่อง และเหลียวกลับดูสนามหญ้าที่เคยเป็นจุดเริ่มต้นของทุกความกลัว
เสียงหวีดลมบาง ๆ จากยอดตึกดังคล้ายเสียงกระซิบขอบคุณ–ก่อนความเงียบสมบูรณ์จะคลี่คลายเหนือเมืองลอยฟ้า ที่เดิมทุกคนถูกลืม เพราะไม่กล้าเผชิญความกลัว…