ฤดูฝนกลางอวกาศ
แสงไฟนีออนสีฟ้าเต้นระยิบระยับในทางเดินแคบอันเงียบสงัด เสียงรองเท้าแตะพลาสติกกระทบพื้นโลหะอย่างเบาราวกับกลัวจะรบกวนจักรวาล ขวัญ หญิงสาววัยสิบห้าปี ผมสั้นประบ่ารกรุงรัง สะพายเป้เก่าๆ สีแดงมีรอยปะ สบตากับเงาตัวเองในหน้าต่างกระจกทรงกลมที่เผยภาพดาวเคราะห์สีเขียวหม่นไกลออกไป
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ทำไมรู้สึกเหมือนจะไม่ได้กลับบ้านอีกเลย” ขวัญพึมพำ เบนหน้าหนีจากเงา เสียงแว่วของพ่อดังมาแต่ไกล
“ขวัญ ไปถึง Deck 4 รึยังลูก” สุรพล พ่อวัยกลางคน รูปร่างสูงใหญ่แต่มีเงาของความเหนื่อยล้าปกคลุม เสียงสื่อสารผ่านลำโพงหุ่นยนต์เล็กๆ ที่ตามเฝ้าลูกสาวมาตลอดทาง
“เกือบถึงแล้วค่ะพ่อ” ขวัญหยุดเดิน ลูบเป้แน่นขึ้น เพื่อกลบความกลัวที่ซ่อนในน้ำเสียง
ทางเดินชั้นในสลัว เงาเครื่องจักรพาดผ่านกำแพงเหมือนสัตว์ประหลาด เสียงฮัมเบาๆ ของระบบหายใจเทียมเต็มไปด้วยความกดดัน ขวัญกลั้นหายใจขณะเดินเข้าเขตควบคุม อารยา แม่ซึ่งแต่งกายด้วยชุดขาวและเสื้อกาวน์ สะดุ้งเมื่อเห็นลูก
“ขวัญ! เมื่อไหร่จะฟังเสียงแม่บ้าง ไม่น่าแอบออกมาคนเดียวในเขตเครื่องยนต์” อารยาจับมือขวัญแน่น ขวัญชะงัก ไม่กล้าสบตา
“แค่อยากไปดูวิวข้างนอก—เสียงฝนบนโลกมันเริ่มเบลอแล้วหนูไม่อยากลืม…” ขวัญพูดคล้ายคนละเมอ แม่ถอนหายใจยาว
สุรพลเดินเข้ามาช้าๆ สีหน้าห่วงใยแต่แข็งกร้าว “ที่นี่ไม่มีฝนแล้วขวัญ เลิกยึดติดกับอดีตได้แล้ว”
บรรยากาศเงียบงัน อารยาขยับแว่น สีหน้าปกปิดรอยร้าวบางอย่าง “ไปเถอะ ทุกคนรออยู่ห้องประชุมใหญ่”
จังหวะนั้น ศศิ น้องชายวัยสิบเอ็ดปี เดินกอดหมอนมังกร มองทุกคนด้วยแววตาเศร้า “จะต้องย้ายห้องอีกแล้วเหรอ”
“ไม่หรอกลูก แค่ประชุมเฉยๆ” อารยายิ้มอ่อนโยน แต่รอยฟกช้ำที่ใต้ข้อมือยังปรากฏ แม้เธอจะซ่อนอย่างถนัด
ประตูเหล็กเปิดช้าๆ ทุกคนเดินเข้าสู่ห้องประชุมใหญ่ แสงจ้าสะท้อนภาพครอบครัวอีกครอบครัว ในชุดหรูหรากว่ามาก
“ชวนินทร์! ครอบครัวคุณมากันครบแล้วนี่” เสียงผู้ดูแลสถานีอวกาศวสันตะ บัญชา ดังขึ้นแปลบปลาบดั่งสายฟ้า โปรไฟล์ของเขาถูกฉายบนจอ เสียงทุ้มเย็นชาจนกระทั่งศีรษะขวัญขนลุก
“ครอบครัวนี้มาใหม่ ฝากดูแลด้วย” บัญชาหันไปสบตาสุรพลอย่างเร็ว ราวกับรู้จักกันมานาน
ทันใดนั้น ไฟห้องประชุมกระพริบกะทันหัน เสียงไซเรนร้องโหยหวน ลูกเรือทุกคนแตกตื่น ตู้เก็บข้อมูลลับถูกเปิดโดยใครบางคน ภาพฝนกรดตกทั่วโลกสลับกับภาพพายุแม่เหล็กในอวกาศปรากฏบนจอ
ขวัญกำมือแน่น หัวใจเต้นรัว “เกิดอะไรขึ้น…” เธอหันไปหาแม่ อารยาสอดแขนกอดลูกแน่น สีหน้าซ่อนความหวาดกลัวที่ผสมกับความลับบางอย่าง
บัญชาพูดเสียงต่ำ “มีข้อมูลรั่วไหล มีคนในสถานีนี้ต้องการส่งสัญญาณบางอย่างไปสู่โลก” ทุกคนในห้องประชุมต่างสบตากันด้วยความระแวง
ในขณะที่สถานีพยายามสื่อสารกับโลก ศศิเอานิ้วจิ้มหน้าจอแอบเห็นข้อความปริศนา “ขวัญ เรามีเวลาสามชั่วโมงก่อนที่—” เขากระซิบบอกพี่สาวทั้งที่มือสั่น
ขวัญซ่อนความตกใจเอาไว้ น้ำเสียงแปร่งเบา “รู้มาจากไหนศศิ?”
“มีใครบางคนบอกว่า ถ้าไม่หยุดส่งสัญญาณ ฝนอาจจะตกที่นี่เหมือนโลก” ศศิกอดหมอนแน่นกว่าเดิม ขวัญนิ่งเงียบ นัยน์ตากล้ำกลืนระหว่างความกลัวกับความสงสัย
หลังการประชุม ครอบครัวขวัญเดินตึงเครียดกลับที่พัก ทางเดินว่างเปล่าและเงียบเย็น สุรพลพูดตัดบท “คืนนี้ห้ามออกจากห้องเด็ดขาด”
ขวัญยังควบคุมความคิดไม่ได้ เธอเดินไปที่หน้าต่าง มองกลุ่มดาวไกลโพ้น “ถ้าเรากลัวมาก ๆ เราจะกลายเป็นนักโทษในอวกาศเองเหรอ?” เธอพูดเบา ๆ ถึงตัวเอง
ศศิจ้องหน้าพ่อ “ทำไมต้องห้ามเราด้วย พ่อไม่ไว้ใจหนูเหรอ?” สุรพลหลบตา “มันไม่เกี่ยวกับความไว้ใจ แต่พ่อเคยเสียคนสำคัญไป เพราะไม่ระวัง”
อารยาเดินไปนั่งข้างขวัญ หยิบมือมากุมไว้อย่างอ่อนโยน “แม่อยากให้ขวัญปลอดภัย แต่บางทีสิ่งที่เรากลัวก็ไม่ได้หายไป แค่เราเรียนรู้จะอยู่กับมัน”
สายตาขวัญเปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ เธอพยักหน้าแม้ไม่เข้าใจทั้งหมด
คืนนั้น สถานีอวกาศหนาวเย็นผิดปกติ แสงไฟกระพริบไหวสะท้อนบนผนัง ทุกคนขดตัวบนเตียงเล็ก ๆ ขวัญลืมตาค้าง มองเพดานโลหะสีเงิน ไม่มีฝน ไม่มีเสียงประกอบความทรงจำ
ท่ามกลางความเงียบ ขวัญได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่ว ๆ ผ่านด้านนอก เธอลุกขึ้นเปิดประตูแง้มเพียงเล็กน้อย เห็นเงาคนเดินหายเข้าไปในห้องเครื่องยนต์
ขวัญลังเล ก่อนหยิบเสื้อคลุมเดินตามออกไปโดยไม่มีใครบอก ร่างเล็กเดินหลบแสงไฟกระพริบเข้าใกล้เสียงลึกลับ สายลมจากระบบระบายอากาศเย็นเฉียบจนมือไม้สั่น
ในห้องเครื่องยนต์ ไฟกะพริบเป็นจังหวะ เงาร่างสูงใหญ่ของชายในชุดซ่อมเครื่องกลกำลังแอบงัดตู้สื่อสาร ขวัญซ่อนตัวอยู่หลังท่อขนาดใหญ่ หัวใจเต้นแรงขึ้นทุกวินาที
เสียงชายผู้นั้น “เราต้องเตือนพวกเขา โลกไม่ปลอดภัย—” ขวัญรู้ทันทีว่าเป็นบัญชา ผู้ดูแลสถานี เธอกลั้นหายใจ หยิบโทรศัพท์สื่อสารเล็กจิ๋วขึ้นมาบันทึกเสียงไว้
“ถ้ายังไม่ยอมเลิกคิดถึงสิ่งที่เสียไป จะไม่มีใครอยู่รอดที่นี่” เสียงบัญชาสะท้อนในห้องโล่ง
จู่ ๆ ศศิเดินตามมา กระซิบข้างพี่สาว “พี่ ขวัญ กลับห้องเถอะ เดี๋ยวพ่อแม่เป็นห่วง”
ทันทีที่ขวัญกับศศิหันจะออก บัญชาโผล่หน้ามาเจอทั้งคู่ สายตาเขาคมจัด “พวกเธอแอบฟังฉันเหรอ?”
ขวัญกลืนน้ำลาย ตั้งสติ “แค่เดินหลงทางค่ะ…” ศศิพยักหน้าแรง แต่แววตายังเต็มไปด้วยคำถาม
บัญชาไม่พูดแต่จับตามอง ขวัญดึงแขนน้องชายออกมา ทั้งคู่วิ่งลัดเลาะในทางเดินแคบที่นำไปสู่ห้องพัก คราบเหงื่อแตกพร่าบนหน้าผาก
เช้าวันใหม่ หมอกเย็นม้วนพร่างรอบสถานี ประชาสัมพันธ์ประกาศเสียงสดับ ย้ำซ้ำว่าไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ออกจากห้อง ขวัญกับศศิซ่อนโทรศัพท์ที่บันทึกเสียง
อารยาเดินเข้าใกล้ลูก ๆ สังเกตความไม่ปกติ “เมื่อคืนมีอะไรเกิดขึ้นรึเปล่า?”
ขวัญลังเล สุดท้ายยื่นเครื่องบันทึกสื่อสารให้แม่ ฟังเสียงบัญชาในห้องเครื่องยนต์ อารยาเงียบไปนาน สีหน้าเต็มไปด้วยความตกใจและกังวล “นี่คือความลับของสถานีนี้เหรอ?”
ศศิพูดเบา ๆ “ถ้าเราแค่เงียบ ทุกอย่างจะเหมือนเดิม—แต่พี่ขวัญอยากรู้ความจริงใช่ไหม?”
ขวัญสบตาน้องชาย แววตานิ่งแน่ว “บางทีเราต้องเลือกจะกล้าสู้ ถึงจะเสี่ยง”
ขวัญตัดสินใจไปเผชิญหน้าบัญชาในห้องควบคุม เธอเดินเข้าไปพร้อมพ่อแม่และน้องชาย บรรยากาศตึงเครียด เสียงเครื่องจักรหอนยาวเหมือนเตือนถึงบางสิ่ง
“ถ้ามีอะไรปิดบังลูกเราจะรู้” สุรพลพูดเสียงแข็ง
บัญชาเงียบงัน ผุดรอยยิ้มบาง “พวกคุณกล้าดีนี่… โลกข้างนอกตกนรก แต่ที่นี่ก็ไม่ต่างกัน ถ้าไม่เรียนรู้จะรับมือกับอดีต”
ขวัญถามเสียงสั่น “แล้วทำไมต้องปิดบัง? เรามีสิทธิ์รู้ไหมว่ามีอันตรายอะไร?”
บัญชานิ่งไป อารยากุมมือขวัญกับศศิ สีหน้าพร่าเบลอระหว่างความหวาดกลัวกับความรัก “เราไม่ได้หนีอดีตได้ตลอดชีวิต แต่ในอวกาศ เราต้องเผชิญกับความจริง หากฝนจะตกที่นี่ เราก็ต้องหาทางรอด ไม่ใช่แค่กลัว”
บัญชาสั่นหัว “ความกลัวเป็นสิ่งเดียวที่ยังเชื่อมเรากับโลกเก่า” และเดินออกจากห้อง ทิ้งไว้แต่ความเงียบและความไม่แน่นอน
ทุกคนในครอบครัวนั่งเก็บความคิดเงียบ ๆ สุรพลหันมาหาลูก “หนูเก่งแล้วขวัญ เรื่องบางเรื่อง… เราไม่จำเป็นต้องรอใครมาให้คำตอบ”
ขวัญมองออกไปนอกหน้าต่างอวกาศ ภาพฝนกรดในความทรงจำแปรเปลี่ยนเป็นประกายหมอกที่หมุนวนกลางจักรวาล แม้จะยังกลัว แต่ขวัญกลับรู้ว่าเธอและครอบครัวพร้อมจะเผชิญกับทุกฤดู ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน