พรายในสตูดิโอศิลปะ
เสียงกระจกแตกดังแฉลบสะท้อนทั่วสตูดิโอศิลปะเก่า ซากใบไม้แห้งปลิวว่อนไปตามพื้นไม้ผุ กว่าทุกคนจะรู้สึกตัว ลูกบอลสีซึ่งกลิ้งตกจากชั้นวางก็หล่นแปะลงข้างขอบประตูไม้เก่า ใจพิมพรนิ่งลงนิดหนึ่ง เธอเหลียวกลับมามองเพื่อนอีกสี่คนที่ยืนชะโงกอยู่ในแสงไฟจางหมดแรงของสตูดิโอช่วงเย็น—มีแววเครียดแทรกอยู่ในทุกสายตา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ถ้าไอ้ประตูไม่ล็อกเองจนออกไม่ได้เราคงกลับบ้านนอนแล้ว ดูซิ เกือบสองทุ่มแล้ว…” วโรชาเอ่ยเสียงสั่น คล้ายทั้งเหนื่อยและหงุดหงิด
“คงพายุข้างนอก…ประตูไม้บวมปิดไม่สนิทเองแหละ” รัฐพรรณแย้ง พลางเหลือบมองวิวข้างนอกซึ่งแสงฟ้าหายเกลี้ยง ฝนโจมตีหน้าต่างเสียงดังในความมืด
“ใครจะไปเชื่อคำลือเรื่องวิญญาณศิลปินเก่าไหมล่ะ…” กวินพูดกลั้วขำ กลบเก้อที่มือสั่น พิมพรขมวดคิ้ว มองแต่ละคนสลับกันก่อนพยายามตั้งสติ
“หยุดเถียงกันก่อนเถอะ ดูมือพิมพร—มีเลือดด้วย!” อนุพันธุ์ ซึ่งนั่งมือเปื้อนสีอยู่ปลายโต๊ะเรียกขึ้น เบิ่งตาลุกวาวในเงามืด
เธอหันมาสำรวจนิ้วตัวเอง รอยบาดเล็กจากเศษกระจกแดงฉาน ไม่ลึกมาก ทว่าความรู้สึกไม่ใช่เจ็บทางกาย
“เราจะอยู่ต่อถึงเช้าเหรอ…” วโรชาเงยหน้าขึ้น ถามเสียงเบาๆ สะท้อนผ่านเบื้องหลังที่สะท้อนเงาคนในกระจกบานเก่า
“เราต้องรอคนมาตอนเช้า หรือไม่ก็…รอให้พายุหยุด” พิมพรพูดช้าๆ ลมหายใจครึ่งเสียง ทุกคนตกอยู่ในเงียบ เฉพาะเสียงฝนกับลมหอบเท่านั้นที่พัดเข้ามาตามรอยแตก—เหมือนเสียงร้องของใครบางคน
แววตากวินเลื่อนลอย หันไปจ้องภาพเขียนเก่าใบหนึ่งบนผนัง—ใบหน้าผู้หญิงเหงาเหมือนร้องไห้ “ใครวาด…” เขาถาม แต่ไม่มีใครตอบ
รัฐพรรณลุกไปถือไฟฉายส่องซากกระจกที่แตกบนพื้น โดยไม่เอ่ยสักคำ เธอหยิบเศษกระจกออกทีละชิ้น—ดวงตาไหววูบ ราวมองเห็นอะไรในแสงสะท้อนนั้น
อนุพันธุ์ระบายสีต่อในมุมมืด ฝืนยิ้มพลางผิวปาก “พวกนายกลัวอะไรกันนัก ที่นี่มีแต่ฝุ่นกับหนู”
พิมพรนั่งลงข้างๆ กวิน จับข้อมือแน่น “เรากลัวบางอย่าง…บางอย่างที่ลืมไม่ได้” เธอดึงมือออกแผลตัวเองกดกระชับไว้—แต่สิ่งที่เธอกลัวที่สุดไม่ใช่เลือด แต่มันเป็นความลับที่ไม่ได้บอกใคร
ไฟกระพริบวาบหนึ่งที ภาพใบหน้าในกรอบกลับดูบิดเบี้ยวขึ้นกว่าเดิม เงาถูกขึงค้างตรงบานหน้าต่างเหมือนมีคนยืนมอง ขณะที่รัฐพรรณวางเศษกระจกลง ทำท่าเหมือนจะพูดอะไร แต่กลับเงียบไปเสียก่อน
มื้อค่ำผ่านไปในความตึงเครียด ไม่มีใครแตะข้าวกล่องของตัวเอง ตะเกียงน้ำมันตั้งอยู่กลางโต๊ะ กลิ่นน้ำมันเติมตอนแรกคลุ้ง กวินเอื้อมมือไปรูดซิปกระเป๋า กระซิบต่ำ
“ถ้าคืนนี้มีอะไรโผล่มา…ผมจะวิ่งทะลุกระจกไปเลย” เขาหยอก ขณะที่อนุพันธุ์หลบตา ลูบไล้ดินสอในมือเหมือนกำลังคิดถึงบางอย่างไกลโพ้น
วโรชาหรี่ตา “นายกลัวผีจริงเหรอ กวิน? หรือกลัวถูกจับผิดมากกว่า?”
คำพูดนั้นสร้างบรรยากาศอึดอัดชั่วครู่—ก่อนรัฐพรรณจะถอนหายใจ พึมพำเบาๆ “ฉันกลัวอดีตมากที่สุด…ที่มันตามหลอกอยู่ตรงนี้”
แค่สิ้นเสียง ตะเกียงก็ดับพรึบ เงามืดถาโถม กลิ่นน้ำมันคละคลุ้ง ใครบางคนสะดุ้ง รูปผู้หญิงในภาพเหมือนสะท้อนดวงตาของทุกคนอยู่ชั่วขณะ…
ณ เงามืดของสตูดิโอ ความกลัวและความลับคล้ายเข้มข้นขึ้น มิตรภาพและข้อขัดแย้งในใจแต่ละคนเด่นชัด—คืนแห่งความจริงเริ่มต้นแล้ว
เสียงฟ้าที่ลั่นครืนเน้นย้ำความโดดเดี่ยว พิมพรลุกจากพื้น เดินไปหยุดที่หน้าต่างและยืนฟังเสียงพายุ เธอไม่กล้าสบตาเพื่อน เพราะรู้ดีว่าตัวเองคือต้นเหตุบางอย่าง
“เมื่อกี้…ฉันฝันเห็นรูปนี้ พอมาเห็นจริงแบบนี้ ทำไมรู้สึกเหมือนโดนจ้อง” วโรชาเอ่ย ลูบวงภาพเบาๆ แล้วชะงักเมื่อปลายนิ้วเจอรอยขีดเขียนใหม่ที่ไม่เคยมี
อนุพันธุ์จ้องมองเพื่อนแต่ละคน “มีเรื่องอะไรจะบอกกันรึเปล่า? หรือเรายังโกหกกันอยู่?” เขาเน้นเสียง มุมปากขมวดแน่น
“เราไม่ได้…” พิมพรพูดไม่จบ รับรู้ความผิดพลาดในอดีตที่ยังไล่ล่า
รัฐพรรณเงียบ ก่อนพูดเบาแต่ชัด “เรื่องงานประกวดปีที่แล้ว—ใครกันแน่ที่…” เธอหยุด ไม่กล้าพูดต่อ ทุกคนหลบตา ชั่วขณะหนึ่ง เงาในภาพเหมือนยิ้มเย้ยองค์ครุฑบนหิ้งบูชา
เสียงไถช็อตไม้จากชั้นบน เสียงกรอบเก่าดังขลุกขลิก ทุกคนแหงนหน้าพร้อมกัน “มีอะไรข้างบน…” กวินกลืนน้ำลายตามแรงกดดัน
“ใครจะไปดู” วโรชากระซิบ
รัฐพรรณคว้าไฟฉาย วางมือลงบ่าเพื่อน “ไปด้วยกัน” เธอเดินนำกลุ่มออกจากห้องหลัก บันไดไม้ส่งเสียงร้อง เหยียบทีไรดังเหมือนร้องไห้ ร่างทั้งสี่เคลื่อนขึ้นช้าๆ พิมพรเกาะกลุ่มแน่น ผะแผ่วหายใจ
ถึงชั้นบน ภาพเขียนเก่าซ้อนกันแน่นในความมืด รัฐพรรณส่องไฟฉายผ่านแผ่นไม้พับเบี้ยว ลำแสงตกกระทบจุดหนึ่ง—รอยมือเปื้อนสีกำแพง ฐานรูปปั้นแตกร้าว
อนุพันธุ์เงียบอยู่หลังกลุ่ม จู่ๆ เขาหันกลับไปทางบันได ขนลุกซู่ “เมื่อกี้เห็นเงาอะไร…”
เปลวไฟฉายไหววูบ เงาซ้อนพาดบนราวบันไดเหมือนมีใครตามมาเบื้องหลัง ทุกคนหยุดนิ่ง หัวใจเต้นแรง เสียงวโรชาสั่น “ลงไปดีกว่าไหม…”
พิมพรจับไม้ทาสีแน่นเหมือนถืออาวุธ นัยน์ตาดุดัน “ถ้าหนี เราจะเจออะไรแย่กว่านี้หรือเปล่า?”
เสียงจากห้องลับดังแผ่ว ทุกคนได้ยินพร้อมกัน—เสียงร้องสะอื้นใครบางคน และเสียงหัวเราะเบาๆ ระคน คล้ายล้อเลียนอดีตที่ทอดทิ้งไว้ใต้ชั้นวางภาพ
รัฐพรรณผลักประตูห้องลับ รูปรอยเท้าเปื้อนสีแดงพาดผ่านกลางพื้น ภาพในห้องระยับแสงไฟฉาย—เป็นภาพของนักเรียนศิลปะห้าคน ยืนหันหลังให้กล้อง ไม่มีใครเคยเห็นภาพนี้มาก่อน
จู่ๆ กวินทรุดลงกับพื้น มือกุมศีรษะ “นี่มัน…ถ่ายตอนไหน…”
วโรชาชูกระดาษแผ่นหนึ่งที่เจอในลิ้นชัก “ข้อความนี้…ใครเขียน” เธออ่านข้อความเบาๆ ‘ขอโทษที่ทำร้ายกัน’
ความเงียบถาโถม ทั้งหมดเกร็ง—ภาพบนผนังเหมือนกำลังมองทุกการเคลื่อนไหวของพวกเขาเอง
“เรามีความลับอะไรที่ยังไม่บอกกันรึเปล่า…” รัฐพรรณเอ่ยช้าๆ เสียงแหบพร่า พิมพรเบือนหน้า น้ำตาซึมแววตา
อนุพันธุ์โพล่ง “ปีที่แล้วงานประกวด นายรู้ใช่ไหม ใครส่งงานตัวเองโดยอ้างชื่อหมู่กลุ่ม”
กวินนิ่งไป กำหมัดแน่น พิมพรเอื้อมแตะบ่าสั่นสะท้าน “ฉันเอง…เพราะฉันกลัวผิดหวัง กลัวไม่มีใครสนใจ กลัวเพื่อนจะทิ้ง” เธอกระซิบออกมาน้ำเสียงสะท้อนสำนึกผิด
เงารูปหญิงสาวขยับเคลื่อนไหวในความมืดเหมือนจะโอบทุกคนไว้พร้อมน้ำตาไหลออกมาจากภาพ สายลมแรงกระแทกบานหน้าต่างจนเปิดกระแทก ทุกคนสะดุ้ง หัวใจรัวระทึก
รัฐพรรณมองหน้าพิมพร ซ่อนความขุ่นเคืองกับความสงสารในแววตา ทุกคนเงียบพริบเดียว วโรชาเป็นคนแรกที่เอื้อมไปจับมือเพื่อน
“อย่างน้อยก็พูดออกมาแล้ว” เธอยิ้มเจื่อน ๆ น้ำตาคลอเบ้า
อนุพันธุ์ถอนหายใจ มองภาพบนผนัง พลางพูดเบา “โลกของศิลปะมีแต่ความลับ…แต่เราควรเลือกบอกกันมากกว่า”
กวินยื่นมือแตะบ่าพิมพร ช้าๆ “ให้อภัย…ไม่ง่าย แต่บางทีต้องเริ่มจากตรงนี้”
ภาพหญิงสาวในกรอบเงามืดเริ่มจางไป ลมหายใจเบา ๆ คล้ายเสียงขอโทษเลือนหาย ฝนข้างนอกค่อยๆ สงบ ทุกคนยืนล้อมวงตรงใจกลางห้อง รอยยิ้มกับน้ำตาผสมกัน ก่อนรัฐพรรณเอื้อมมือเปิดบานเกล็ดหน้าต่าง ร่องแสงแรกของวันใหม่สาดเข้ามาในสตูดิโอ
จากหัวใจที่เต็มไปด้วยบาดแผล พวกเขาค่อย ๆ เงยหน้ารับความจริง ปล่อยวางอดีต และเลือกให้อภัย จุดเริ่มต้นของมิตรภาพและการเติบโตใหม่ในสตูดิโอศิลปะแห่งนี้