ดวงตาวสันต์บนเกาะกลางทะเล
แดดยามเย็นเหลืองจัด ส่องผ่านแมกไม้ใบบางบนเกาะลับกลางทะเล น้ำทะเลสีฟ้าอ่อนตัดกับหาดทรายขาว นักศึกษาฝึกงานแปดคนเดินลากเป้เปียกเหงื่อผ่านแนวต้นมะพร้าวสูงชะลูด ทุกคนเงียบงันขณะชายหนุ่มนาม “ขุน” ลอบมองมือของตัวเองที่สั่นน้อย ๆ เขารู้อยู่ลึก ๆ ว่าไม่ได้อยากมาเกาะนี้เลย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงหัวเราะของเพื่อน ๆ ดังแทรกความเงียบ “ฟ้า” หญิงสาวร่างบางผู้สดใสยักคิ้วให้ขุน “ตื่นเต้นไหม เธอดูซีด” ขุนยิ้มยาก “ไม่เป็นไร แค่เหนื่อย” ทุกสายตาดูจะเชื่อ เว้นแต่ “ธันวา” ชายหนุ่มรูปไม่จัดแต่ดูน่าเชื่อถือ ชี้นิ้วไปยังบ้านไม้สีน้ำตาลริมหาด “นั่นแหละ คืนนี้ น่าจะปลอดภัยกว่าเต็นท์ละนะ”
ค่ำลงอย่างรวดเร็ว กบเขียดร้องแข่งกับคลื่น ครัวเล็ก ๆ สว่างไสวภายใต้ตะเกียง แลกเปลี่ยนเสียงหัวเราะ บางทีปนเหนื่อย ขุนก้มมองมือเปล่า ๆ ของตัวเองขณะฟัง “ฟ้า” เล่าเรื่องผีอย่างเมามัน “บนเกาะนี้เขาว่ามีตาตาวสันต์…ใครสบตาตรงกับปีศาจนั้น จะหายไป” ไม่ทันขำดี นักศึกษาหญิงอีกคนชื่อ “ขวัญ” กระซิบเสียงสั่น “หยุด…อย่าเล่นเรื่องแบบนี้ได้ไหม” บรรยากาศแข็งขึ้นทันที
คืนนั้น ขุนฝันถึงเสียงคลื่น แต่ไม่ใช่เสียงคลื่นปกติ เขาฝันเห็นดวงตาใหญ่เบิกกว้าง เหมือนเฝ้ามองอยู่ทั้งคืน พอสะดุ้งตื่น รู้สึกเหมือนมือเปียกเหงื่อเกาะหน้าต่างไม้ ชั่วครู่เขาเห็นเงาเดินผ่านหน้าบ้านอย่างช้า ๆ ข้างนอกมีแต่แสงไฟปลวกวับ ๆ ขุนกลืนน้ำลาย ไม่กล้าเดินออกไป
รุ่งเช้า แว่วเสียงกระทะทอดไข่กับกลิ่นข้าวสุก “ฟ้า” เปิดประตูห้องพัก ดวงตาสดใส “เมื่อคืนใครบ่นละเมอ” ขวัญไม่ตอบอะไร มองไปข้างนอกที่ต้นมะพร้าว ท่าทีประหลาด ขณะเดียวกัน “โอ๊ต” หนุ่มหล่อขี้เล่น เดินมาหยอกเพื่อน “คืนนี้เราไปเดินล่าผีกันไหม” เสียงฮือฮารับ แต่ขวัญคอแข็ง “ไม่…” แววตาวาวโรจน์
แดดยามสายเปลี่ยนเป็นอึมครึม ฝนตั้งแต่อากาศแล้ง ฟ้าสีซีดยามมองจากหน้าต่าง เกาะกลายเป็นแดนโดดเดี่ยว “ขุน” ตั้งใจเก็บสมุดบันทึก เขาเขียนถึงความคาดหวังอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง ต้องการพิสูจน์ว่าตัวเองกล้า ไม่ใช่คนขี้ขลาดแบบที่ใคร ๆ คิด
หลังอาหารกลางวัน ทีมงานนัดวางแผนการสำรวจป่ากลางเกาะเพื่อเก็บข้อมูล “ธันวา” เปิดแผนที่กระดาษขาดมุม “มีทางนี้ขึ้นเขาได้ตรงลำธาร แล้วทะลุไปศาลาหมู่บ้านร้าง ตามที่ชาวประมงเล่า แต่ต้องระวังงู” ไม่มีใครตอบติดตลก ทุกคนสงสัยเรื่องศาลาร้างอย่างเห็นได้ชัด
ระหว่างเดินป่า “ขวัญ” เดินชิด “ฟ้า” เงียบ ทุกคำของเพื่อนกลายเป็นเสียงพร่า “พ่อขวัญเคยเตือนเลยนะ อย่าเหยียบรอยที่ไม่มีเจ้าของ” ฟ้าขยับดินด้วยไม้สั้น ๆ “จินตนาการอีกแล้ว” ขุนเดินห่าง ๆ เหงาบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจ
เสียงนกกาหายไปทันทีเมื่อทุกคนมาถึงศาลาร้าง โครงสร้างเก่าทรุดโทรมหันออกทะเล กิ่งไผ่ลู่สายลม ตะไคร้ขึ้นเต็มพื้น ขุนจ้องประตูไม้ผุเพราะรู้สึกคล้ายเงาตะคุ่ม ๆ วูบผ่าน กระทั่ง “โอ๊ต” ตะโกนแซวเสียงดัง “เฮ้ย อย่าเข้าไปเลย เดี๋ยวเจอ…ของจริง!” สายตาขวัญตึงเครียด จนนิ้วขาวกดแน่นที่ปกเสื้อ
เมื่อทั้งกลุ่มยืนนิ่ง ลมหายใจแข็งกร้าวงัน จู่ ๆ มีเสียงกระจกแตกจากด้านในพลันโผลมา “ฟ้า” หวีดร้อง ขุนถลาไปเลือกคว้ามือเธอเหนี่ยวไว้ เพื่อน ๆ พากันกรูวิ่งหนี ใบหน้าขวัญซีดเผือดสุดใจ
ช่วงค่ำเกิดความตึงเครียด “โอ๊ต” หายตัวไป ไม่มีใครหาเจอ ขณะเพื่อนทั้งเจ็ดคนพยายามติดต่อโทรศัพท์แต่สัญญาณหายเกลี้ยง “ธันวา” เดินวนไปมา สีหน้าร้อนรน “เขาแกล้งแน่เลย” ขวัญกัดริมฝีปากลึก “โอ๊ตกลัวความมืดจะตาย แล้วจะไปไหนเองได้ เหรอ” ไม่มีใครขำ รอยร้าวระหว่างเพื่อนเริ่มชัดเจน
กลางดึก อากาศเย็นลงมาก ขุนออกมาเดินริมชายหาดเงียบ ๆ พยายามกลืนความกลัว แต่จู่ ๆ มีเสียงเรียกแผ่วเบาลอยจากชายป่า ร่างเงาลาง ๆ วูบไหวที่ระหว่างต้นไม้ ขุนลังเลแต่ตัดสินใจเดินเข้าไป ประสานเสียงเทียนลมชายฝั่งกับเสียงหัวใจตีกระหน่ำ
ในเงามืด เขาพบขวัญนั่งกอดเข่าริมตลิ่ง น้ำตาริน “ขุน…ทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น” ขวัญหลบตา น้ำเสียงพร่า ขุนไม่กล้าถามอีก ฝ่ามือเขาเย็นเฉียบ เหงื่อซึม
รุ่งขึ้น “ฟ้า” เป็นคนแรกที่พบเศษเสื้อของโอ๊ตที่ชายหาด ตะลึงงัน ร้องเสียงดัง ทุกคนกรูเข้ามาดู ต่างคนต่างเครียดขึ้น ธันวาวางแผนจัดแบ่งทีมค้นหา ขวัญ มือไม้สั่น ขุนจับมองหาเบาะแสในเส้นทาง พยายามบังคับตัวเองให้ไม่หวาดกลัว
ขณะค้นหา เสียงกระซิบของลมดังขึ้นแปล่ง ๆ เหมือนเสียงพูดแผ่ว ๆ ขุนประหลาดใจ เมื่อพบว่าสีหน้าทุกคนไม่สบายใจ ธันวาเริ่มโทษใครสักคนว่า “มีใครบางคนบนเกาะนี้ ไม่อยากให้เราอยู่” ทั้งทีมเริ่มเสียความเชื่อใจซึ่งกันและกัน ขวัญหลบหน้าทุกคน ฟ้ากอดตัวเอง ขุนกำมือแน่น
กลางคืนอีกครั้ง ขวัญพยายามสารภาพบางสิ่ง แต่สาวเสียงสั่นแทน “ฟ้า เธอเชื่อเรื่องปีศาจในตาไหม” ฟ้ายิ้มแห้ง แต่ไม่ตอบ ขุนฟังอยู่มุมห้อง พูดเบา ๆ “เราควรเชื่อหรือไม่ เชื่อ มันไม่น่ากลัวเท่าความเงียบของคน” ความเงียบหนักอึ้งปกคลุมทุกคน
เย็นวันต่อมา ระหว่างสำรวจป่า ธันวาเจอถุงมือขาด และรอยเท้าคนจมลึกบนทรายเปียก ขุนตามไปใกล้ ๆ พลันได้ยินเสียงกระซิบดังอีกขึ้นกว่าเดิม “อย่าสอดรู้…” ธันวาหันขวับ “ใครพูด!” ทุกคนแตกตื่น ฟ้าเริ่มร้องไห้หนัก ไม่มีใครกล้าอยู่เป็นกลุ่ม
ในคืนนั้น ขุนฝันซ้ำ ๆ เห็นดวงตากลมเบิกโพลง สีเลือดจับจ้องเข้าในหัวใจ เขาตื่น เช็ดเหงื่อ เดินฝ่าสายลมแรงมาข้างนอก มาเจอขวัญนั่งนิ่งใต้ต้นมะพร้าว ร่างเล็กเหมือนเงา “ที่นี่ซ่อนอะไรไว้กันแน่ขวัญ ทำไมโอ๊ตถึงหายไป” ขวัญน้ำตาเอ่อ เสียงแผ่ว “ตรงศาลานั่น…โต๊ะตรงกึ่งกลาง มีของ…” มุมปากขวัญสั่น ขุนลังเล แต่ตัดสินใจแล้ว คราวนี้จะไม่ถอยเหมือนเมื่อก่อน
รุ่งเช้าที่ฟ้ายังคงถมึงทึง ธันวาคิดจะออกเรือกลับ แต่ลมเปลี่ยนทิศ ฝนเริ่มกระหน่ำ ขวัญบอกว่า “ไปไม่ได้ ถ้าไม่ขอก่อน” ขุนสบตาเพื่อน ๆ เห็นแววหวาดกลัวในทุกดวงตา ผู้นำกลุ่มกลายเป็นขุนอย่างไม่ทันตั้งตัว เขารวบรวมความกล้า “งั้นเราจะไปศาลาอีกทีคืนนี้”
ค่ำฝนซัดทะเลอย่างดุดัน ขุน ธันวา ฟ้า และขวัญถือไฟฉายแน่น ๆ เดินตามกันมืดมิดฝ่าสายฝน เหงื่อและน้ำฝนกลืนกันไม่ออก ศาลาร้างเย็นเยียบเปียกชื้น ทุกคนล้อมรอบเข้าใกล้โต๊ะกลางขวัญจมูกสั่น มือชี้พื้น ขุนมองเห็นลิ้นชักผุ ดึงจนได้กล่องไม้เล็ก ๆ ภายในมีลูกตาปั้นจากหินเก่า ขวัญร้องไห้ ฟ้ากรีดเสียง ธันวาเดินหนีออกไป ไม่กล้ารับความจริง
เสียงคลื่นกระหน่ำรุนแรงขึ้น ลมโหมจนศาลาร้างแทบจะปลิว ขุนเช็ดน้ำฝนบนหน้า หันไปถามขวัญ “เกิดอะไรขึ้นกันแน่” ขวัญเสียงสั่นเล่าทั้งน้ำตา “ปู่ขวัญเป็นคนบนเกาะรุ่นสุดท้าย เขาผูกคำสาปว่าถ้าคนแปลกหน้ามารบกวนเกาะ ลูกตาหินจะเรียกคืน…ชีวิตหนึ่งแลกชีวิตหนึ่ง” ขุนสบตาเพื่อน จิตใจเจ็บปวด เขาจำได้ถึงความกลัวที่หวาดวิตกมาตลอดชีวิต กลัวความผิด กลัวการสูญเสีย
ธันวากลับมา มือเปรอะทราย “โอ๊ตอาจจะ…” ยังพูดไม่ทันจบก็มีเสียงสิ่งลี้ลับคล้ายเดินวนรอบศาลา ฟ้าร้องไห้ขอออกจากที่นี่ ขุนออกคำสั่งครั้งแรกอย่างเด็ดขาด “พวกเราไปอยู่ด้วยกัน ห้ามแยกกัน ห้ามหลบ ห้ามซ่อน”
ตลอดคืนนั้น ความกลัวกัดกินใจทุกคน เสียงลมหายใจเร็ว เหงื่อท่วม ขวัญสารภาพน้ำตาอาบหน้า “ขุน ถ้าเราต้องเสียใคร ขอเป็นฉัน” ขุนไม่ยอม เขาตัดสินใจลุกขึ้นยืนขึ้นต่อสู้กับความกลัวและกล่าวกับสิ่งลี้ลับที่มองไม่เห็น “ถ้าเจ้าเอาใคร ขอเอาเราคนเดียว เราขอแลกตัวเอง!”
ศาลาสั่นสะเทือน เสียงกรีดร้องของลมกลืนทุกอย่าง หมดสิ้น ขุนทิ้งตัวลงพื้น กลางความเงียบจู่ ๆ เสียงคลื่นสงบ ทุกอย่างนิ่งจนผิดสังเกต ฟ้ากอดขวัญแน่น น้ำตาริน
เช้ามืด โอ๊ตกลับมาในสภาพเหนื่อยล้า ราวกับเดินออกมาจากขุมนรก แววตาเหมือนชายที่โตขึ้นในชั่วคืน ขวัญยิ้มทั้งน้ำตา ขุนโอบเพื่อน ๆ การตัดสินใจแลกชีวิตในค่ำคืนนั้น ไม่ต้องถูกจ่ายด้วยชีวิตใคร ทุกคนรอดเพราะความกล้าหาญของขุนและการให้อภัยตัวเอง
วันสุดท้ายบนเกาะ ขณะแพ็กกระเป๋า ขวัญเดินมาบีบมือขุนเบา ๆ “ความลับมันหนักแต่ไม่ต้องแบกคนเดียวอีกแล้วนะ” ขุนพยักหน้าทั้งยิ้มทั้งร้องไห้ ก่อนลาจากเกาะ ทุกคนเดินผ่านศาลาร้างอีกครั้ง ไม่มีใครพูดถึงลูกตาหิน ทุกคนต่างเงียบ แต่วางใจ เหลือไว้เพียงภาพเงาสะท้อนในดวงตาวสันต์อันสงบเหนือฝั่งทะเลสีฟ้าเมื่อแสงแรกของวันใหม่สาดส่อง