แสงดาวบนยอดดอย
ใบเฟิร์นทิ้งกระเป๋าผ้าหนักอึ้งลงกับพื้นดินแข็ง ดวงตาเธอแดงก่ำแต่แข็งกร้าว เธอมองบันไดไม้ของบ้านเช่าหลังเล็ก ก้าวขึ้นไปโดยไม่หันตอบเสียงผู้ดูแลที่ยืนรอส่งกุญแจ ไม่มีคำทักทาย ไม่มีรอยยิ้ม มีแต่ความเหนื่อยล้าที่หยั่งลึกในเสียงหายใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“บ้านอยู่ข้างกันกับ ‘จา’ นะลูก” ผู้ดูแลพูดพลางยื่นกุญแจ ใบเฟิร์นพยักหน้า แต่เสียงฝีเท้าหนักของผู้มาใหม่ในตอนนั้น กลับทำให้เธอหยุดชั่วขณะ
“ย้ายมาวันเดียวกันเลยเหรอ?” จา หนุ่มใบหน้าคมเข้ม ผมยุ่ง ใส่แว่นสายตา เดินลากกระเป๋าเมื่อผู้ดูแลเรียกชื่อ เขาเหลือบแลใบเฟิร์นเหมือนอยากทักแต่ก็เหมือนลังเล กระเป๋าเป้สะพายมานั้นสะท้อนให้เห็นว่าเขามีประเด็นในใจไม่น้อยไปกว่ากัน
“ดูแลบ้านให้ดีล่ะ อยู่ที่นี่ต้องช่วยเหลือกัน” ผู้ดูแลพูดย้ำพลางมองใบเฟิร์นกับจาสลับกัน ทุกคนเงียบ ห่างไกลเสียงเมือง เหลือแต่เสียงลมเย็นเฉียบหวิวผ่านใบไม้บนดอย
ใบเฟิร์นเปิดประตูห้อง ค่อย ๆ วางของ เธอหยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนเดินเปิดหน้าต่าง มองวิวทิวเขาที่เคยเห็นแต่ในหนังสือไกด์ท่องเที่ยว สายตาเธอเหมือนไล่ถามอะไรบางอย่างจากภูเขาที่เงียบสงัด
หอมหวนกลิ่นข้าวหุงใหม่ลอยเข้ามาจากห้องข้าง ๆ คืนแรกบนดอยเงียบเกินไปสำหรับคนหนีอดีต ใบเฟิร์นล้วงโทรศัพท์มาตรวจดูข้อความ ไม่มีสาย ไม่มีใครถามหาว่าเธออยู่ที่ไหน เธอจ้องนานจนน้ำตาแทบไหล แต่เพียงเสี้ยววินาที เธอกระพริบตากลั้น
เช้าวันใหม่ เสียงไก่ป่าขันดังมาไกล ๆ ใบเฟิร์นตื่นขึ้นมากับแสงเช้าที่ลอดม่านไม้ เธอเดินมาดื่มน้ำหน้าบ้าน หันไปเห็นจากำลังขุดดินปลูกต้นไม้ติดลำธาร เธอจ้องอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “มาปลูกอะไรแต่เช้า?”
จาหยุดมือ ยิ้มบาง ๆ “ปลูกทานตะวัน จะได้มีอะไรโตเป็นชิ้นเป็นอันสักที…” ใบเฟิร์นหัวเราะเบา ๆ “คิดว่าจะโตทันฤดูนี้เหรอ?”
จาเขินสายตา “ไม่รู้สิ… เอาไว้ลุ้นวันกลับ” ทั้งสองเงียบ จาก้มหน้ากลับไปขุดดิน เสียงน้ำไหลเบา ๆ คั่นจังหวะบทสนทนา
วันถัดมา ใบเฟิร์นพบว่าบ้านข้าง ๆ ที่เคยมีหญิงชราคนหนึ่งชื่อยายเจิมเงียบผิดสังเกต ปกติยายเจิมชอบชวนคุย แต่เช้านี้ไม่มีเงาท่าน เสียงหมาก็หยุดเห่า เธอลองเดินออกไปแตะประตูบ้านยาย “ยายเจิม!” ไม่มีเสียงตอบ ได้แต่เงี่ยหูฟังเสียงกระซิบบางอย่างในหัวใจ
คืนนั้น ใบเฟิร์นกับจานั่งกินข้าวตั้งวงใต้ต้นมะม่วง หน้าบ้านเช่า เธอขอความช่วยเหลือ “ยายเจิมหายไปทั้งวัน แกเป็นห่วงมั้ย?”
จาลังเล “หรือยายไปเฝ้าหลานในหมู่บ้านล่าง? ปกติแกชอบเล่าว่าวันไหนเบื่อ จะเดินลงไป”
“ไม่เคยเงียบแบบนี้” ใบเฟิร์นกระซิบ “เมื่อคืนไฟบ้านยายไม่เปิด หมาเงียบ… ฉันรู้สึกแปลก ๆ”
หยุดเงียบ ทั้งสองสบตากันกลางเงาจันทร์ สายลมดึงเอาความกลัวเก่า ๆ ขึ้นมา ทั้งยังไม่รู้จักกันดี แต่ก็เหมือนมีบางอย่างผูกมัด
“ไปถามผู้ดูแลหมู่บ้านมั้ยพรุ่งนี้?” จาถามเสียงต่ำ
“ไปด้วยกันเถอะ” ใบเฟิร์นพูดพลางจับแขนเสื้อจาไว้แน่นกว่าที่ควร ความกลัวในใจเธอแผ่ออกมาทางแววตาขาดที่พึ่งและประสบการณ์การสูญเสียในอดีต
เช้าวันต่อมา สองคนเดินฝ่าหมอกไปยังบ้านผู้ดูแล หลังกาแฟอุ่น ๆ ยามเช้า ใบเฟิร์นเอ่ยขึ้น “ยายเจิมหายไป”
ผู้ดูแลถอนใจ “ยายเจิมพูดว่าจะลงไปหาหลานที่หมู่บ้านข้างล่างนะลูก แต่จริง ๆ แม่บ้านหลังล่างบอกว่ายังไม่เห็นเลย…”
จาผสมเสียง “ปกติเวลาหาย จะทิ้งหมาไว้กับเพื่อนบ้าน แต่หมาที่บ้านยายยังกินข้าวปกติ แกคงไม่ได้วางแผนจะไปนาน”
ใบเฟิร์นเหลือบตาจับสังเกตเศษผ้าสีฟ้าตรงขอบประตูบ้านยาย เธอชวน “ขอเข้าไปดูข้างในได้มั้ย?” ผู้ดูแลลังเลแต่ก็ยอม
บ้านยายเงียบกริบ ภายในมีแต่กลิ่นสมุนไพรและผ้าห่ม แก้วเหล้าขาวเต็มไปด้วยหยากไย่บนโต๊ะ จาจับประตูห้องนอน “ยาย…” เสียงเขาเบาเหมือนกลัวว่าจะรบกวน
ไม่มีใครในบ้าน มุมหนึ่งของห้องมีตะกร้าผ้าที่เพิ่งซัก “ยายเจิมรรักผ้าสะอาด ไม่เคยปล่อยให้รอแห้งบนเชือกแบบนี้” ใบเฟิร์นเอื้อมแตะผ้า ทุกอณูเหมือนพาเธอใกล้ความกลัวในใจที่ไม่กล้าเอ่ย
เย็นวันนั้น ใบเฟิร์นกับจากลับมานั่งบนลานหญ้า จาเงียบกว่าปกติ หุบตาแน่น เธอใจกล้า “นายเคยเสียใครมั้ย?”
“พ่อ…สามปีก่อน” จาตอบสั้น ๆ กลบเสียงสะอื้นข้างใน “นายล่ะ?”
ใบเฟิร์นพูดช้า “แม่… เดือนก่อน ฉันถึงมาอยู่ที่นี่” คำพูดลอยค้างกลางอากาศคล้ายรอคำปลอบ แต่จายื่นมือตบไหล่เธอเบา ๆ ต่างฝ่ายต่างเก็บความเจ็บไว้เงียบ ๆ
คืนวันถัดมา หมาในหมู่บ้านหอนประสานกันทั้งคืน กลิ่นน้ำค้างชื้นกระตุ้นความระแวง ผีเสื้อกลางคืนบินว่อนผ่านไฟหน้าบ้าน จาเดินออกมาพร้อมไฟฉาย “ฉันออกไปดูหมู่บ้านข้างล่างด้วยกันมั้ย?”
ใบเฟิร์นไม่ตอบ สบตาจาแล้วพยักหน้า ทั้งสองเดินฝ่าความเย็นและเงาสลัว ลมหายใจรวมตัวกันเป็นม่านหมอกต่ำ ระหว่างทางมีรอยเท้าหายไปในป่าข้างทาง
พบว่าที่หมู่บ้านล่างไม่มีใครเห็นยายเจิม ทุกคนสงสัยแต่ก็ไม่ได้ช่วยหา จาคล้ามือจนต้องนั่งพัก ใบเฟิร์นสังเกตเจดีย์ร้างปลายทางเดิน “ยายเคยพูดถึงตรงนี้แต่ไม่เคยมาดู”
เสียงใบไม้กรอบแกรบจากอีกฝั่งของเจดีย์ ทั้งสองหยุด มองหน้ากันอย่างกังวล “จะไปดูมั้ย?”
จาเดินนำค่อย ๆ ส่องไฟไปข้างหน้า เจอดอกไม้หักกับรองเท้าเก่าคู่หนึ่ง “ของยายเจิม” ใบเฟิร์นกระซิบ มือเธอสั่นแต่ไม่ยอมถอย
สายลมพัดมาแรง เหมือนมีเสียงอะไรกลืนหายลึกไปในป่า เสียงคืนนั้นไม่มีคำตอบ มีแต่คำถามและหัวใจที่เต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ
วันถัดมา ทั้งสองคนกลับมาบ้านเช่า จาผูกโบว์ผ้าสีฟ้าที่เจอไว้หน้าบ้านยาย “อย่างน้อยต้องให้ใครรู้ว่ายังมีคนคิดถึง” ใบเฟิร์นสะอื้นคลอเบ้า กลั้นความเศร้าด้วยการช่วยจานั่งเขียนเบาะแสใส่กระดาษติดประกาศในหมู่บ้าน
ในวงประชุมชาวบ้าน คำถามและข้อสงสัยเพิ่มขึ้น ทุกคนเริ่มพร่ำบ่นถึง ‘เสียงแปลก’ กลางคืนและหมาที่เห่าหอน มีกระซิบว่าเคยมีคนนอกหายไปเหมือนกัน แต่ไม่มีใครกล้าลงพื้นที่ลึก ๆ ของป่า
ค่ำวันหนึ่ง ใบเฟิร์นกับจานั่งเฝ้าหน้าบ้านยาย ไฟฉายวางข้างตัว ใบเฟิร์นพูดเบา ๆ “นายเชื่อเรื่องวิญญาณมั้ย?”
จายิ้ม “เชื่อหรือไม่ มันก็ทำให้เรากลัวได้เหมือนกัน”
“ฉันกลัวความทรงจำตัวเองมากกว่า” ใบเฟิร์นสารภาพ จาไม่พูดอะไร ส่งแววตาเห็นใจ เขายื่นมือมาให้เธอจับแน่น ๆ
ช่วงใกล้รุ่ง มีเสียงเหมือนใครลากเท้าผ่านหน้าบ้าน ทั้งสองเงียบกริบ ไฟฉายดับวูบ หัวใจคู่หนุ่มสาวเต้นแรงจนได้ยิน ความกลัวเกาะพันจนแทบหายใจไม่ออก
เช้าถัดมา ทั้งคู่ออกเดินป่าอีกรอบด้วยคำถามในใจว่า “ถ้าเป็นญาติเราหายไป เราจะปล่อยไว้งั้นเหรอ?” ฝุ่นดินติดขาบ่งบอกความเหนื่อยล้า แต่เมื่อเจอสบู่ก้อนเล็กหล่นอยู่ริมลำธาร ใบเฟิร์นบอกเป็นของยายเจิมแน่ จาพึมพำ “ยายยังมีชีวิตอยู่…”
เสียงฝีเท้าแทรกจากพุ่มไม้ ทั้งสองหยุด ยายเจิมโผออกมาพร้อมเสื้อผ้ามอมแมม ชะเง้อมองหน้าสองวัยรุ่น เธอล้มลงใบเฟิร์นวิ่งไปประคอง
“ยาย… เป็นอะไรทำไมมาอยู่แถวนี้?” ใบเฟิร์นพูดทั้งอึ้งทั้งดีใจ ยายเจิมพูดช้า “มันมีคนตามยาย…ยายกลัว…” เธอกระซิบด้วยน้ำเสียงตื่นกลัว จำเหตุการณ์เมื่อคืนไม่ได้
จารีบช่วยพยุง ยายเจิมอ่อนแรงจนต้องค่อย ๆ ประคองออกจากป่า กลับถึงหมู่บ้านชาวบ้านมุงดูอย่างตื่นเต้น ต่างคนต่างปล่อยข่าวลือ ใครสักคนกระซิบ “ป่าทางนั้นมีของ…เคยมีคนหายไปหาทางกลับไม่ได้”
ค่ำวันนั้น สองวัยรุ่นนั่งจิบชาร้อนในบ้านเงียบ ๆ ใบเฟิร์นพูดเบา “นายกลัวอะไรที่สุด?”
จานิ่งคิด “กลัวว่าคนที่รักจะหายไป ไม่มีวันได้อภัยกัน…”
ใบเฟิร์นหลบตา “ฉันก็กลัวว่าจะไม่มีโอกาสขอโทษแม่… ฉันเห็นแก่ตัววันสุดท้าย ก่อนแม่จาก” น้ำตาเธอร่วงใส่ถ้วยชา
จาไม่พูดอะไร ค่อย ๆ ประคองเธอไว้ เงียบอยู่นานก่อนพูดเบา “เราต้องให้อภัยตัวเองมั้ย ถึงจะเดินต่อไปได้”
ใบเฟิร์นนิ่ง เหมือนถูกรับฟังเป็นครั้งแรก เธอปล่อยให้น้ำตาไหล จับมือจาแน่น
ค่ำคืนหนึ่ง ชาวบ้านพากันถวายของเซ่นใต้ต้นไม้ใหญ่ ใบเฟิร์นกับจานั่งดูเงียบ ๆ ใครคนหนึ่งบอก “ถ้าใจเราอโหสิ มันจะไม่ตามหลอก”
คืนสุดท้ายก่อนกลับ ใบเฟิร์นลุกไปปูเสื่อกลางลานกับจา ทั้งสองเงยหน้ามองดาวพราวเต็มฟ้า
“เราไม่จำเป็นต้องกลัวอดีตตลอดไปใช่มั้ย?” ใบเฟิร์นถามเสียงเบา
จาพยักหน้า “อย่าเพิ่งรีบไปไหน… อยู่ด้วยกันอีกสักพัก”—สุ้มเสียงเป็นคำขอซึ้ง ๆ กึ่งจะสารภาพรักระเรื่อเงียบ ๆ
ทั้งสองนั่งนิ่ง หายใจเข้าออกใต้แสงดาวบนยอดดอย ปล่อยเรื่องราวและความกลัวหมุนเวียนในอกเหมือนสายลมเย็น ๆ สิ่งหนึ่งที่พวกเขาเรียนรู้ในที่สุด ไม่ใช่แค่ให้อภัยคนอื่น แต่ต้องให้อภัยตัวเอง ก่อนจะเริ่มต้นบทใหม่ของชีวิตใต้แสงดาวที่ไม่มีใครรู้จัก