ภาพลวงบนผนังหิมะ
เสียงหิมะบดรอบเท้าดังเอื่อยเมื่อวงศ์อนันต์ ก้าวลงจากรถไฟเล็กสถานีสุดท้าย ท่ามกลางเมืองขนาดเล็กที่ขาวโพลน ท้องฟ้าหนาเมฆและแสงจันทร์จาง ๆ สะท้อนกับหิมะบนพื้น ตึกอิฐสีอ่อนแต่ละหลังแน่นิ่งเสมือนอยู่ในโลกอื่น หน้าของเขาแดงเรื่อเพราะความเย็นแต่สายตากลับแข็งกร้าว วงศ์อนันต์ตั้งใจเดินขึ้นเนินไปทางคฤหาสน์เก่าริมเมือง ที่ใคร ๆ พูดถึงในหมู่คนรักศิลปะ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“กลัวหิมะรึเปล่า?” เสียงเหน่อจากขวัญข้าวดังขึ้น เธอเดินตามมา หล่อนเอาผ้าพันคอพันจนมิด เสียงขำเบาในลำคอ เจือความตื่นเต้น แต่มีแววระแวง เส้นผมเปียที่แก้มซ้ายสะบัดเบา ๆ ตามแรงลม
“หิมะไม่กัด ใจฉันเองที่กลัว” วงศ์อนันต์ตอบเสียงต่ำ พยายามไม่ให้มือที่สั่นหนาวเผยความกลัว
มะลิวรรณ เดินมาอีกด้าน ถือกระเป๋ากล้อง กระชับเสื้อกันหนาวแน่น “พวกนายแน่ใจเหรอว่า ‘ภาพลวง’ นั่น มันไม่ใช่แค่ข่าวลือ?”
“ฉันมั่นใจ” วงศ์อนันต์พูดทันควัน “ศิลปินอย่างจิตร นราทิพย์ ไม่เคยทำอะไรซ้ำสิ่งที่คนอื่นมองเห็น ความลับของเขาต้องมีอยู่จริง”
ณ ขณะนั้น รถเข็นโรงแรมผลักเข้ามาใกล้ คนขับวัยกลางคนหรี่ตา สบสายตาวงศ์อนันต์ เขาตะโกนลอยลม “จะเดินขึ้นเนินไปคฤหาสน์เหรอ? ระวังหิมะกลบทางนะ”
ขวัญข้าวยิ้มกลบเกลื่อน “สวัสดีค่ะ ลุงเคยเข้าไปดูในคฤหาสน์นั่นไหม?”
ชายคนนั้นหัวเราะสั้น ๆ “เรื่องลึกลับทั้งนั้น เด็ก ๆ ระวังไว้ คนบางคนเข้าไปแล้วไม่ได้ออกมา” เขาทิ้งประโยคไว้และผลักรถเข็นหายไปในม่านหิมะ
ทั้งสามหยุดมองกัน กระแสความลึกลับกระตุกในอากาศ แต่ไม่มีใครถอย พวกเขาเดินต่อ เนินขาวสูงขึ้นทุกขณะ
เมื่อถึงหน้าคฤหาสน์ท่ามกลางความทรงจำแปลกประหลาดของเมืองหิมะ ประตูไม้หนักหมุนช้า ๆ พวกเขาพบกับหญิงสาววัยกลางคนในชุดขาว ท่าทางสงบแต่นัยน์ตามีบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ “ที่นี่ไม่ใช่สถานที่สำหรับคนขี้กลัว” เธอกล่าวเบา ๆ ในแว่วลมหิมะ
“เราอยากเห็นภาพลวงบนผนังของอาจารย์จิตรค่ะ” มะลิวรรณทักแบบระมัดระวัง
หญิงสาวนิ่งไปสักครู่แล้วเคลื่อนมือเชิญทั้งสามเข้าไปในโถงใหญ่ โคมไฟแก้วเก่ากึกก้องที่เพดาน สูงสง่า วงศ์อนันต์สูดลมหายใจลึก มองไปยังฝาผนังข้างบันได ที่นั่น—มีภาพจิตรกรรมฝุ่นขาวปะทะแสงจันทร์ เป็นรูปชายหญิงกอดกัน แววตาของทั้งคู่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด
“…เขียนเมื่อไหร่?” วงศ์อนันต์พึมพำ
หญิงสาวมองไปยังภาพนั้น ดวงตาทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นยะเยือกขึ้นอีก “คืนแรกที่หิมะตกในปีที่อาจารย์หายไป”
ขวัญข้าวกระซิบ “ทำไมเหมือนภาพเคลื่อนไหว?”
ยามที่พวกเขามอง จู่ ๆ แสงไฟก็แปร่งพร่า เงาของชายในภาพเหมือนขยับริมฝีปาก เสียงเย็นวาบจนทุกคนตกใจ หญิงสาวเพียงยิ้มคม “ที่นี่เต็มไปด้วยสิ่งที่ยังรอให้อภัย”
มะลิวรรณรีบล้วงกล้องขึ้นถ่ายภาพ แต่หญิงสาวขวางไว้ “ที่นี่ ถ่ายอะไรไว้…อาจได้เห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น”
วงศ์อนันต์เม้มปาก “แล้วถ้าสิ่งที่ควรเห็นคือความจริงล่ะ?”
เธอเพียงถอนใจ “ขอต้อนรับสู่หิมะที่เก็บความลับมานาน”
ในห้องนั่งเล่นเก่า พวกเขาโยนกระเป๋าลงบนโซฟาหนังตึง มะลิวรรณเปิดสมุดบันทึก “วงศ์ นายแน่ใจใช่ไหมว่าศิลปินเขียนรหัสในภาพพวกนี้?”
วงศ์อนันต์เหมือนขัดแย้งในใจ “ฉัน…ฉันหวังไว้แบบนั้น อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่าทำไมเขาหายไป”
ขวัญข้าวสังเกตแสงไฟพลิ้วบนผนัง “ถ้าความลับเขาทำร้ายใครไว้ล่ะ?”
สิ้นเสียง ทุกอย่างในห้องราวกับเงียบทันที ไม่มีใครตอบ
เสียงนาฬิกาเก่าบนผนังดังเป็นจังหวะ สิบเอ็ดโมง มีเสียงกริ่งหน้าคฤหาสน์ ขวัญข้าวลุกขึ้นอย่างว่องไวแต่ลังเล เธอเดินไปเปิดประตู พบเด็กหนุ่มในเสื้อปักลายหิมะ ผมสั้นเสียทรง ใบหน้าขาวจนเหมือนกลืนกับหิมะ “ขอโทษครับ ผมมาหาคนที่ชื่อ…” เสียงเขาขาด “พี่วงศ์อนันต์ใช่ไหม?”
วงศ์อนันต์แปลกใจ “นายคือ?”
“ผมชื่อภาคย์ ผม…ผมตามหาพี่มาตั้งแต่ที่มหาวิทยาลัย ส่งข้อความไปแต่พี่ไม่ตอบ ผมอยากคุยด้วย” เขาเน้นสายตาไปยังขวัญข้าวอย่างไม่ไว้ใจ
บรรยากาศร้อนขึ้น แม้อากาศจะเย็น ภาคย์ยืนรอคำตอบในความเงียบ ทุกสายตามองกัน มะลิวรรณสบตาขวัญข้าว คล้ายไม่เชื่อใจ “นายมาตามหาวงศ์อนันต์ทำไม” มะลิวรรณถามขึ้นเสียงเบาแต่ซ่า
“ผม…ผมคิดว่ามีบางอย่างผิดที่นี่ตั้งแต่แรก” ภาคย์ก้มหน้า “และมันเกี่ยวกับอาจารย์จิตรกับพี่วงศ์โดยตรง”
วงศ์อนันต์กลืนน้ำลาย “นายหมายความว่าไง?”
ขวัญข้าวหันไปสบตา ภาคย์ลังเล “ก่อนอาจารย์จิตรจะหายไป คืนสุดท้ายเขาโทรหาผม ขอให้ช่วยส่งสัญญาณอะไรบางอย่างไปให้พี่…ผมทำไม่สำเร็จ”
บรรยากาศขึงตึง ภาคย์นั่งลงข้างประตู มือจับแน่นที่แขนเสื้อ แจ้งเสียงสั่น “ผมกลัว…ผมคิดว่ามันยังมีคนหรืออะไรบางอย่าง…อยู่ในคฤหาสน์นี้”
ขวัญข้าวถอนใจ “แล้วจะทำยังไง จะวิ่งหนี—หรือหาคำตอบ?”
ทุกคนเงียบ ริมหน้าต่าง หิมะตกหนักขึ้น เงาบนผนังวูบไหว ประตูคฤหาสน์แอ่นเบา ๆ ลมหนาวโถมใส่
ในช่วงหัวค่ำ ทั้งสี่คนนั่งล้อมโต๊ะไม้เก่าด้วยถ้วยโกโก้ร้อน วงศ์อนันต์ชะโงกไปดูบันทึกของอาจารย์จิตรที่ขวัญข้าวแอบคัดลอกมา เขาสะดุดกับข้อความหนึ่ง—“ใครก็ตามที่กลัวผนังหิมะ ย่อมกลัวเงาของตัวเอง”
“มันหมายความว่าไง?” มะลิวรรณถาม เดินวนไปมา
วงศ์อนันต์นิ่ง คิดถึงคืนสุดท้ายกับอาจารย์จิตร สีหน้าแปรเปลี่ยน “เขารู้ว่าฉันกลัวอะไร…กลัวความผิดที่เคยปิดบังไว้”
ขวัญข้าวถึงกับสงบเสียง “เราไม่ได้มาตามหาศิลปะเฉย ๆ ใช่ไหม?”
ในความเงียบ ภาคย์ลุกขึ้น “ผนังหิมะในภาพมันเปลี่ยนได้ จริงไหม?”
มะลิวรรณแทรกขึ้น “ทุกครั้งที่มอง เหมือนภาพพลิกฝั่ง เรื่องราวข้างในภาพไม่ซ้ำกัน”
พวกเขานั่งรอบ ๆ ภาพจิตรกรรม แสงไฟสว่างและมืดสลับกัน วงศ์อนันต์กลัวว่าภาพนั้นจะเผยความลับที่เขาไม่อยากเห็น
คืนนั้นสิ่งแปลกประหลาดก็เริ่มขึ้น—เสียงฝีเท้าก้องจากชั้นบน เสียงกระซิบตามผนังจาง ๆ ขวัญข้าวลุกขึ้นไปส่องไฟฉายสำรวจ พบประตูหนึ่งซ่อนไว้ในมุมตู้หนังสือ ไม่มีใครเคยเปิด มะลิวรรณจับมือขวัญข้าวแน่นด้วยความตื่นกลัว
ในห้องเล็กมีผนังหิมะจริง ๆ ติดตั้งกระจกใสฝังพื้น เฉอะแฉะไปด้วยหยาดน้ำแข็ง ใต้กระจกคือภาพวาดเป็นภาษาแปลกตาและรูปเงาคนร้องไห้ มะลิวรรณตัวสั่น “นี่คืออะไร”
วงศ์อนันต์มองแล้วหน้าสีเลือดลดลง “ภาษาที่ฉันกับอาจารย์ใช้คุยกัน…มันเหมือนรหัสความผิดพลาดที่เราทั้งคู่ไม่ยอมรับ”
ขวัญข้าวเอื้อมมือไปแตะกระจก กลิ่นเย็นจัดแสบจมูก ทันใดนั้นเสียงเหมือนรอยเล็บขูดกับกระจกดังขึ้นจากฝั่งตรงข้าม สายตาทั้งสี่คนเบิกกว้าง เสียงนั้นถามซ้ำ ๆ “ให้อภัยฉันไหม?”
ภาคย์ถอยหลังหกล้ม วงศ์อนันต์รีบประคอง “นั้นคือเสียงของอาจารย์…”
ขวัญข้าวเพิ่งนำสติมาได้ “เราต้องตอบอะไร?”
วงศ์อนันต์เสียงสั่น “ถ้าเราไม่ให้อภัยกัน เราจะติดอยู่ที่นี่ตลอดไป”
ทุกคนกระทบสายตา บางคนเต็มไปด้วยความกลัว บางคนรู้สึกสมเพชตัวเอง ความลับที่ปิดไว้ถูกเปิดเผยต่อหน้าผนังหิมะแห่งนี้
มะลิวรรณค่อยพูด “ฉันเคยโกหกกับพ่อว่ารักการถ่ายรูป แต่จริง ๆ แค่อยากหนีจากบ้าน…”
ขวัญข้าวน้ำตาคลอ “ฉันอิจฉาเพื่อน ฉันหักหลังนายเรื่องทุนเรียน”
วงศ์อนันต์เกือบเป็นลม แต่หันไปเผชิญหน้ากับภาพในกระจก เขากระซิบ “ผมขอโทษอาจารย์ อภัยผมด้วย…”
ภาคย์เบี่ยงหน้า “ผมไม่เคยกล้ามาหา…เพราะกลัวถูกทิ้งอีก”
ทันใดนั้นเงาในกระจกสลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งที่ปลิวร่วง ภาพจิตรกรรมบนผนังใหญ่กลับกรายเป็นภาพโปร่งใส แสงไฟในบ้านอบอุ่นขึ้นทันที
ประตูห้องลับนั้นเปิดอ้า แสงขาวจากภายนอกอบอวลเข้ามา หญิงสาวในชุดขาวยืนรอที่หน้าประตู เธอยิ้มเจือเศร้า “ผนังหิมะยอมรับคนที่ยอมรับแผลตัวเอง เพราะมันสะท้อนทุกสิ่งที่เรากลัวที่สุด”
เสียงจักจั่นฤดูหนาวก้อง วงศ์อนันต์เหนื่อยหอบแต่หัวใจโล่ง เขาหันไปมองภาพจิตรกรรม ในที่สุดรูปชายหญิงที่กอดกันนั้นยิ้มอย่างอ่อนโยน เงาบนผนังหิมะกลายเป็นภาพลวงตาที่ละลายหายไป
ทั้งสี่คนกอดกันเงียบ ๆ ในความเข้าใจ บาดแผลในใจที่ไม่เคยกล้าพูดถูกปลดปล่อย สายลมเย็นภายนอกกลายเป็นไออุ่นที่ทุกคนสัมผัสได้
ขวัญข้าวหันมากระซิบ “แม้หิมะกลบทุกอย่าง แต่ความจริงจะไม่จมหายไป…ฉันเห็นแววตานายเปลี่ยนไปจริง ๆ”
วงศ์อนันต์พยักหน้า น้ำตาคลอแวว “เพราะเรายอมรับบทผิด ก็คือการให้อภัยตัวเอง”
เมื่อพวกเขาเดินออกจากคฤหาสน์ ผนังหิมะแอบสะท้อนรอยยิ้มจาง ๆ ของชายหนุ่มหญิงสาวในภาพ — เป็นรอยยิ้มที่พร้อมจะให้อภัย แว่วในลมหิมะสุดท้าย