สวนที่ไม่ยอมให้เสียงออกไป
ตีสองสิบสามนาที เครื่องบันทึกเสียงของมีนาดังขึ้นเองในห้องพักคนงาน ทั้งที่เธอถอดแบตเตอรี่ออกวางไว้บนโต๊ะตั้งแต่ก่อนนอน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เธอลืมตาในความมืด กลิ่นไม้ชื้นกับดินเย็นไหลเข้าจมูกเหมือนมีใครเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ แต่หน้าต่างบานเดียวของห้องถูกสลักไม้ขัดแน่น เสียงจากเครื่องบันทึกไม่ได้ดังมาก มันเป็นเสียงกรอบแกรบต่ำ ๆ คล้ายปลายเล็บลากผ่านใบไม้แห้ง สลับกับลมหายใจของคนหลายคนที่ยืนอยู่ใกล้ไมโครโฟนเกินไป
มีนานอนนิ่ง ไม่ใช่เพราะกล้า แต่เพราะความกลัวทำให้ร่างกายของเธอแข็งเหมือนรากไม้ เธอจำได้แน่ชัดว่าแบตเตอรี่สามก้อนวางเรียงอยู่ข้างแก้วน้ำ เครื่องเปล่าอยู่ในกระเป๋าผ้าข้างเตียง และเธอล็อกสวิตช์ไว้แล้ว
เสียงผู้ชายคนหนึ่งดังลอดออกมา แหบพร่าเหมือนคอแห้งจัด “อย่าเปิดไฟนะ”
มีนากลั้นหายใจ
เสียงนั้นเป็นเสียงของเธอเองในวินาทีถัดมา “ใครอยู่ตรงนั้น”
เธอยังไม่ได้พูดประโยคนั้น แต่เครื่องบันทึกพูดแทนไปก่อนแล้ว
มีนาค่อย ๆ เอื้อมมือไปใต้หมอน คว้าไฟฉายแท่งเล็ก นิ้วโป้งแตะปุ่มค้างอยู่ ไม่กดลงไปทันที เสียงในเครื่องบันทึกเงียบไป ความเงียบของสวนพฤกษศาสตร์วังเสมานั้นไม่เหมือนที่อื่น มันไม่ใช่ความเงียบเพราะกลางคืน แต่เป็นความเงียบที่เหมือนสิ่งมีชีวิตทั้งป่าตกลงกันว่าจะไม่ทำเสียง แม้จิ้งหรีดสักตัวก็ไม่ร้อง แม้ใบไม้สักใบก็ไม่เสียดสีกัน
เธอกดไฟฉาย
ลำแสงตัดผ่านห้องพักแคบ ๆ ผนังไม้เก่า กระเป๋าอุปกรณ์ กล่องแบตเตอรี่ เสื้อกันฝนที่แขวนไว้ และเครื่องบันทึกเสียงสีดำซึ่งวางอยู่กลางพื้น ไม่ใช่ในกระเป๋าข้างเตียง ฝาครอบแบตเตอรี่เปิดอ้า ภายในว่างเปล่า
บนพื้นหน้ามันมีเศษใบไม้เรียงเป็นวงกลมเล็ก ๆ ใบเรียวยาว สีเขียวเข้มจนเกือบดำ แต่ละใบเปียกน้ำค้างและสั่นเบา ๆ ทั้งที่ไม่มีลม
มีนาถอยไปชนหัวเตียง ไฟฉายส่ายไปที่ประตู เธอเห็นเงาเท้าคนยืนอยู่นอกห้อง ใต้ช่องประตู มีน้ำหยดลงมาทีละหยด
“คุณนพ?” เธอกระซิบ
เครื่องบันทึกเสียงตอบแทนด้วยเสียงของเธอเองอีกครั้ง คราวนี้เบากว่าเดิม “คุณนพตายไปตั้งแต่เย็นแล้ว”
ประตูเคาะหนึ่งครั้ง ไม่ดัง ไม่แรง เหมือนคนด้านนอกไม่ต้องการให้เธอตกใจ เพียงต้องการให้รู้ว่าเขายังรออยู่
มีนาไม่เปิด เธอนั่งหลังชิดผนังจนฟ้าด้านนอกเริ่มซีด เสียงหยดน้ำหยุดไปก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเพียงเล็กน้อย เมื่อแสงเช้าเล็ดผ่านรอยแยกของไม้ เงาเท้าหายไป เหลือเพียงรอยโคลนเปียกสองรอยตรงหน้าประตู และมีใบไม้ชนิดเดียวกับที่เรียงบนพื้นวางทับกันเป็นคำสั้น ๆ ที่เธออ่านออกอย่างประหลาด
กลับ
ตอนรถกระบะของบริษัทวิ่งขึ้นถนนดินคดเคี้ยวเข้ามาในเขตสวนเมื่อบ่ายวาน มีนาเคยคิดว่าคำเตือนของชาวบ้านคงเป็นเรื่องเล่าป้องกันเด็กเข้าไปเล่นในที่ร้าง วังเสมาเป็นสวนพฤกษศาสตร์เอกชนบนภูเขาเหนืออำเภอเล็ก ๆ ใกล้ชายแดน สร้างโดยตระกูลนักสะสมพรรณไม้เมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน เคยเปิดให้คณะนักเรียนกับนักท่องเที่ยวเข้าชมอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนปิดเงียบไปอย่างไร้เหตุผล ป้ายทางเข้าผุกร่อนจนตัวอักษรหายไปครึ่งหนึ่ง เหลือเพียงคำว่า “สวนพฤกษศาสตร์วัง…” และรอยเถาวัลย์คล้ายมือคนเกาะอยู่รอบกรอบเหล็ก
“ที่นี่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์นะครับ” คนขับรถบอกตอนจอดหน้าประตู “ข้างบนมีวิทยุสื่อสารกับเครื่องปั่นไฟ แต่ถ้าฝนลงหนัก ๆ ก็เหมือนอยู่คนละโลก”
มีนาพยักหน้า เธอเป็นนักบันทึกเสียงภาคสนาม รับงานทำคลังเสียงธรรมชาติให้พิพิธภัณฑ์และบริษัทท่องเที่ยว งานนี้ว่าจ้างโดยกลุ่มทุนที่จะปรับปรุงวังเสมาเป็นรีสอร์ตเชิงอนุรักษ์ พวกเขาต้องการ “เสียงแท้ของป่าเก่า” สำหรับจัดนิทรรศการเปิดตัว เธอรับงานเพราะค่าจ้างสูงพอจะปิดหนี้ค่ารักษาของพ่อ และเพราะเธออยากพิสูจน์กับตัวเองว่าความเงียบไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอีกต่อไป
แม่ของมีนาหายไปในถ้ำใกล้บ้านตอนเธออายุเก้าขวบ วันนั้นฝนตกหนัก เธอหลงกับแม่ตรงปากถ้ำ แม่ตะโกนเรียก แต่มีนาที่ซ่อนอยู่หลังหินไม่ตอบเพราะกลัวเสียงฟ้าร้อง พอเธอรวบรวมเสียงได้ แม่ก็ไม่อยู่แล้ว ไม่มีใครพบร่าง ไม่พบรอยเท้า มีเพียงเสียงหยดน้ำในถ้ำที่มีนายังได้ยินในหัวมาเสมอ เธอเติบโตมากับความรู้สึกว่าความเงียบของตัวเองเคยฆ่าคน
ผู้จัดการโครงการชื่อเกื้อ เป็นชายร่างผอมสวมเสื้อกั๊กสนามใหม่เอี่ยม เขายืนรอที่ลานจอดรถพร้อมรอยยิ้มระมัดระวัง “คุณมีนาใช่ไหมครับ ดีใจมากที่คุณมา เราต้องการคนหูดีแบบคุณจริง ๆ”
“สวนใหญ่แค่ไหนคะ” เธอถามขณะยกกล่องอุปกรณ์ลงจากรถ
“บนแผนที่ประมาณหนึ่งร้อยสิบไร่ แต่เดินจริงอาจรู้สึกใหญ่กว่านั้นนิดหน่อย”
“นิดหน่อยแปลว่าอะไรคะ”
เกื้อหัวเราะสั้นเกินไป “ทางมันวนครับ ป้ายเก่าเยอะ เดี๋ยวให้พะยอมนำทาง เขาเป็นคนแถวนี้ รู้ทางดี”
ชายสูงวัยผิวคล้ำยืนอยู่ใต้ต้นไทรตรงลานหน้าสำนักงาน เขาสวมหมวกปีกกว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยที่เหมือนเส้นแผนที่ “รู้เท่าที่สวนยอมให้รู้” เขาพูดโดยไม่ยิ้ม
เกื้อทำหน้าเก้อ “ลุงพะยอมชอบพูดแบบนี้แหละครับ อย่าถือสา”
มีนายกมือไหว้ “หนูขอรบกวนด้วยนะคะ”
พะยอมรับไหว้ช้า ๆ ตาของเขาไม่ได้มองหน้าเธอ แต่มองกล่องเครื่องบันทึกเสียง “ของพวกนี้เก็บเสียงได้หมดไหม”
“เก็บเท่าที่ไมค์รับได้ค่ะ”
“ถ้าเสียงไม่อยากถูกเก็บล่ะ”
มีนาชะงัก เกื้อรีบแทรก “เรามีทีมเล็ก ๆ อยู่ก่อนแล้วครับ ด็อกเตอร์สรัล นักพฤกษศาสตร์ที่ปรึกษา น้องฟ้า ผู้ช่วยวิจัย แล้วก็นพ คนดูแลสถานที่ กำหนดการสามคืน เก็บเสียงตามเรือนเพาะ กลางป่า ริมสระ แล้วก็อาคารจัดแสดงเก่า คุณมีนาต้องการอะไรเพิ่มบอกผมได้”
“ฉันต้องการเดินสำรวจเองก่อนค่ำ” มีนาบอก “ถ้าไม่รู้พื้นที่ เสียงที่ได้จะไม่มีบริบท”
“ได้ครับ แต่ไม่เกินหกโมงนะครับ” เกื้อเหลือบมองพะยอม “ที่นี่มืดเร็ว”
สรัลพบเธอในเรือนกล้วยไม้เก่า เขาเป็นชายวัยสี่สิบปลาย ผมเริ่มหงอกตรงขมับ สวมถุงมือผ้าทั้งที่ไม่ได้จับอะไร เขากำลังยืนจ้องกระถางดินเผาแตก ๆ ซึ่งมีรากสีขาวซีดเลื้อยออกมาเหมือนเส้นเอ็น
“คุณฟังต้นไม้เป็นไหม” เขาถามโดยไม่หันมา
มีนาวางขาตั้งไมโครโฟน “ฉันฟังเสียงที่ต้นไม้ทำกับโลกค่ะ ใบกระทบกัน ลำต้นขยับ น้ำไหลในท่อเล็ก ๆ บางครั้งต้องใช้เครื่องขยาย”
“ดีแล้ว อย่าไปฟังอย่างอื่น”
“ทุกคนที่นี่ชอบเตือนแบบไม่อธิบายเหรอคะ”
สรัลถอดถุงมือข้างหนึ่ง เขามีนิ้วนางสั้นกว่าปกติ เหมือนเคยถูกบางอย่างหนีบขาด แต่แผลเก่าเรียบเกินจะเป็นอุบัติเหตุธรรมดา “ถ้าอธิบายเร็วไป คุณจะคิดว่าเราบ้า ถ้าอธิบายช้าไป คุณอาจไม่มีชื่อเหลือให้เรียกตัวเอง”
มีนาเงียบไป สรัลจึงยิ้มจาง “ขอโทษ ผมอยู่กับพืชแปลก ๆ นานไปหน่อย”
ฟ้า ผู้ช่วยวิจัยวัยยี่สิบต้น ๆ เดินเข้ามาพร้อมสมุดจด เธอดูอ่อนล้าใต้แว่นตากลมแต่พยายามสดใส “พี่มีนาใช่ไหมคะ หนูฟ้าค่ะ ถ้าพี่อยากได้แผนที่ หนูถ่ายสำเนาไว้หลายชุด แต่…มันไม่ค่อยตรง”
“ไม่ตรงยังไง”
ฟ้ากางแผ่นกระดาษบนโต๊ะปลูกไม้ “เรือนเฟิร์นควรอยู่ทางตะวันตก แต่เมื่อเช้าหนูเดินไปเจอหลังโรงเรือนกระบองเพชร สระบัวควรอยู่ติดอาคารสำนักงาน แต่เมื่อวานคุณนพบอกว่าได้ยินกบร้องจากสระข้างกำแพงด้านเหนือ ทั้งที่ตรงนั้นในแผนที่เป็นแปลงสมุนไพร”
นพ คนดูแลสถานที่เข้ามาพอดี เขาเป็นชายวัยสามสิบปลาย ไหล่กว้าง หนวดเครารก ดวงตาแดงเหมือนอดนอน “ผมไม่ได้บอกว่าได้ยินกบ ผมบอกว่าได้ยินคนทำเสียงเหมือนกบ”
ฟ้าหน้าซีด “พี่นพ อย่าพูดตอนนี้สิ”
นพมองมีนา “ถ้าคุณมาเก็บเสียง อย่าอัดเสียงหลังสามทุ่ม”
“เพราะอะไรคะ”
“เพราะมันจะอัดคืน”
เกื้อที่ตามเข้ามาถอนหายใจ “พอเถอะครับ เราจ้างคุณมีนามาทำงาน ไม่ได้จ้างมาฟังเรื่องผี”
คำว่า ผี ทำให้ทุกคนเงียบ พะยอมซึ่งยืนอยู่นอกเรือนกล้วยไม้หันหน้ามาทางพวกเขาช้า ๆ สีหน้าของเขาเหมือนคนได้ยินชื่อญาติที่ตายไปแล้วถูกเรียกเล่น ๆ
“อย่าเรียกอย่างนั้น” พะยอมพูด “ที่นี่ไม่ใช่เรื่องผี”
บ่ายนั้น มีนาเดินสำรวจพร้อมพะยอม เส้นทางหลักปูด้วยหินแผ่นใหญ่ ปกคลุมด้วยมอสสีเข้ม ป้ายชื่อพืชส่วนมากผุพัง แต่บางป้ายกลับใหม่ผิดธรรมชาติ ตัวอักษรสีดำชัดเจนบนแผ่นทองเหลือง มีชื่อไทย ชื่อวิทยาศาสตร์ และช่องเล็ก ๆ ใต้สุดซึ่งควรเป็นปีที่ปลูก ทว่าหลายป้ายมีชื่อคนเขียนไว้แทน เช่น “จำรูญ” “อุไรวรรณ” “เด็กชายภาส” ตัวอักษรไม่เหมือนกัน บางชื่อเหมือนถูกขูดออกแล้วเขียนซ้ำด้วยลายมือสั่น ๆ
“ทำไมป้ายต้นไม้มีชื่อคนคะ” มีนาถาม
พะยอมเดินนำโดยไม่หัน “คนปลูกมั้ง”
“ลุงไม่เชื่อคำตอบนั้นเองด้วยซ้ำ”
เขาหยุดตรงทางแยกที่มีต้นไม้สองข้างโค้งเข้าหากันเป็นซุ้ม “คุณฟังเสียงเอาใช่ไหม งั้นฟังนี่”
เขายกมือขึ้น นิ้วชี้แตะริมฝีปาก ทุกอย่างเงียบสนิท มีนาได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง เสียงสายสะพายกระเป๋าเสียดสีกับเสื้อ และไกลออกไป เหมือนมีเสียงคนพึมพำซ้อนกันใต้ดิน ไม่เป็นคำ เป็นจังหวะขึ้นลงคล้ายคนท่องจำบทสวดที่จำไม่ได้
“ลมเหรอคะ” เธอถาม
“ถ้าบอกว่าลม คุณจะสบายใจไหม”
“ไม่มาก”
“งั้นก็ลม”
พวกเขาเดินต่อไปจนถึงสระน้ำรูปวงรีกลางสวน ผิวน้ำดำและเรียบเกินจริง ไม่มีใบไม้ลอย ไม่มีแมลงแตะผิว มีศาลาไม้เล็ก ๆ ยื่นออกไป กลางศาลามีเก้าอี้โยกตัวหนึ่งหันหน้าเข้าหาน้ำ เก้าอี้หยุดนิ่ง แต่มีนาได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าดเบา ๆ เหมือนมันยังโยกอยู่ในความทรงจำของใครบางคน
“ตรงนี้สวย” เธอบอกพลางตั้งไมค์ “ถ้าได้เสียงเช้ามืดน่าจะดี”
พะยอมส่ายหน้า “สระจำเสียงคนได้ อย่าฝากอะไรไว้”
“ลุงเคยทำงานที่นี่มาก่อนใช่ไหมคะ”
เขามองผิวน้ำ “เคยเป็นเด็กถือกระถาง”
“ตอนสวนยังเปิด?”
“ก่อนเปิด”
“แล้วทำไมถึงปิด”
พะยอมใช้นิ้วโป้งถูด้ามมีดพร้า “บางที่ไม่ได้ถูกสร้างให้คนเข้าไปชม คนรวยบางคนคิดว่าถ้าเอารั้วมาล้อม เขาจะเป็นเจ้าของได้ แต่ของที่อยู่ใต้ดินไม่อ่านโฉนด”
มีนาอยากถามต่อ แต่เสียงวิทยุของพะยอมแตกพร่า เกื้อเรียกให้กลับสำนักงานเพราะเครื่องปั่นไฟมีปัญหา ระหว่างเดินกลับ มีนาสังเกตว่าป้ายทางเข้าที่เพิ่งผ่านมาเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนหันหน้าไปคนละทิศ และชื่อบนป้ายต้นไทรใหญ่เปลี่ยนจาก “Ficus benjamina” เป็น “มีนา” ด้วยลายมือเล็ก ๆ สีซีด
เธอหยุดหายใจ
“ลุง”
พะยอมหันมา มองป้าย แล้วใช้ฝ่ามือปาดตัวอักษร ชื่อเธอเลอะเป็นคราบเขียวเหมือนตะไคร่น้ำ “อย่าอ่านออกเสียง”
“มันเขียนชื่อหนูได้ยังไง”
“มันชิมไปแล้ว”
“ชิมอะไร”
“เสียงคุณ”
มื้อเย็นที่สำนักงานเก่ามีข้าวกระป๋องกับไข่เจียวจากเตาแก๊ส ทุกคนกินอย่างประหยัดคำ ฝนเริ่มตกตอนทุ่มครึ่ง หยดน้ำกระทบหลังคาสังกะสีเป็นจังหวะไม่สม่ำเสมอ มีนานั่งเช็กไฟล์เสียงในแล็ปท็อปขนาดเล็ก เธอเปิดแทร็กจากสระน้ำตอนบ่าย คาดว่าจะได้เสียงฝีเท้าตัวเองกับพะยอม เสียงผ้าใบกระเป๋า เสียงนกป่าไกล ๆ แต่ในหูฟังกลับมีเสียงสนทนาเบา ๆ
เสียงเกื้อพูดว่า “ถ้าเขาเจอเรือนใต้ดิน โครงการจบแน่”
เสียงสรัลตอบ “โครงการควรจบตั้งแต่คุณเห็นป้ายชื่อแรกแล้ว”
เสียงฟ้าสะอื้น “หนูไม่ได้ตั้งใจเอามา หนูคิดว่ามันเป็นเมล็ด”
มีนาถอดหูฟังทันที หัวใจเต้นแรง เธอมองไปรอบห้อง เกื้อนั่งคุยวิทยุอยู่มุมหนึ่ง สรัลล้างจาน ฟ้าก้มเขียนสมุด นพซ่อมหลอดไฟ และพะยอมสูบบุหรี่อยู่ใต้ชายคานอกประตู ไม่มีใครพูดประโยคเหล่านั้นในห้องนี้
เธอกดเล่นอีกครั้ง เสียงหายไป เหลือเพียงฝีเท้ากับน้ำในสระ
“เป็นอะไรคะพี่” ฟ้าถาม
มีนาลังเล “ไฟล์เสียงเพี้ยน บางทีคลื่นรบกวน”
สรัลยืนตัวแข็ง มือยังเปียกน้ำ “ได้ยินคำว่าอะไร”
“ทำไมถามแบบนั้นคะ”
“เพราะถ้ามันพูดเป็นคำ แปลว่ามันเลือกแล้วว่าจะให้คุณรู้อะไร”
เกื้อปิดวิทยุเสียงดัง “พอครับ ทุกคนเครียดเกินไป คุณมีนา ไฟฟ้าอาจไม่นิ่ง อุปกรณ์อัดเสียงไวมาก อย่าเพิ่งตีความ”
นพหัวเราะแห้ง ๆ “พี่เกื้อพูดเหมือนตอนบอกคนงานชุดก่อนว่าแค่หลงป่า”
ห้องเงียบลงทันที
มีนามองเขา “คนงานชุดก่อน?”
เกื้อวางช้อน “สองคนลาออกกลางงานครับ ติดต่อไม่ได้ บ้านนอกก็แบบนี้ รับเงินล่วงหน้าแล้วหาย ไม่เกี่ยวกับสวน”
“โกหกให้เนียนหน่อย” นพพูด “อย่างน้อยก็อย่าทำหน้ากลัวตอนพูด”
เกื้อถลึงตา “นพ”
“ผมเห็นรองเท้าของไอ้ตู่ตั้งอยู่หน้าเรือนเฟิร์น รองเท้าเปียกทั้งที่ไม่มีฝน ผมบอกพี่แล้ว พี่บอกให้เผาทิ้ง”
ฟ้าพึมพำ “หยุดเถอะ…”
มีนารู้สึกว่าฝนบนหลังคาหยุดตกไปชั่วขณะ ทั้งที่มองผ่านหน้าต่างเห็นม่านฝนหนา เสียงในห้องหายไปทีละชั้น เหลือเพียงคำพูดของนพที่ตกค้างเหมือนกลิ่นควัน
พะยอมดับบุหรี่นอกประตู “สามทุ่มแล้ว”
ทุกคนหันไปมองนาฬิกาผนัง เข็มสั้นชี้เลขเก้า เข็มยาวชี้สิบสอง พอดีเกินไป ราวกับมีใครตั้งใจให้เวลามาถึงก่อนเสียงเตือน
“ปิดเครื่องอัด” พะยอมบอก
มีนากำลังจะถามเหตุผล แต่เครื่องบันทึกในกระเป๋าเปิดเอง ไฟสีแดงติดขึ้น เสียงสัญญาณบันทึกดังติ๊ดเบา ๆ เธอกดปิด มันดับหนึ่งวินาทีแล้วติดขึ้นใหม่
เกื้อหน้าซีด “ถอดแบตออก”
มีนาถอดแบตเตอรี่ออกด้วยมือสั่น ไฟสีแดงยังติดอยู่
ฟ้าลุกพรวดจนเก้าอี้ล้ม “หนูบอกแล้วว่ามันตามเสียง หนูบอกแล้ว”
“ฟ้า เงียบ” สรัลกดเสียงต่ำ
เครื่องบันทึกส่งเสียงพูดออกมา เป็นเสียงเด็กผู้หญิงหลายคนซ้อนกัน แต่ไม่ใช่เสียงเด็กหลอกหลอน มันเหมือนเสียงคนแก่เลียนเสียงเด็ก เพราะลมหายใจหนักและคอแหบเกินวัย “เอาชื่อคืนมา”
ไฟในสำนักงานดับ ทุกคนหยุดอยู่ในความมืด ไม่มีใครกรีดร้อง มีเพียงเสียงเก้าอี้ของฟ้าที่ค่อย ๆ หมุนบนพื้นปูน ทั้งที่เธอไม่ได้แตะมัน
พะยอมจุดตะเกียงน้ำมัน แสงสีส้มเผยใบหน้าทุกคนทีละคน ฟ้าร้องไห้เงียบ ๆ นพกำหมัดแน่น เกื้อยืนตัวตรงเหมือนพยายามรักษาศักดิ์ศรีไว้ด้วยกระดูกสันหลัง ส่วนสรัลมองเครื่องบันทึกในมือมีนาเหมือนมองสัตว์ป่าที่หลุดเข้าบ้าน
“อธิบายมา” มีนาพูด เสียงเธอสั่นแต่ไม่หลบ “ไม่ใช่พรุ่งนี้ ไม่ใช่ตอนงานเสร็จ ตอนนี้”
เกื้อบีบขมับ “ผมรู้แค่ว่าที่ดินมีปัญหา มีเรื่องเล่าท้องถิ่น มีพืชบางชนิดที่…ไวต่อเสียง บริษัทอยากใช้เป็นจุดขาย แต่ผมไม่รู้ว่ามันจะขนาดนี้”
“ยังโกหกอยู่” นพพูด
สรัลนั่งลงช้า ๆ “วังเสมาถูกสร้างบนพื้นที่ที่ชาวบ้านเรียกว่าลานฟังดิน ไม่ใช่ป่าศักดิ์สิทธิ์แบบที่คนชอบพูดกัน มันเป็นแอ่งหินใต้ภูเขา มีโพรงลึกมาก ลึกจนเสียงที่ตกลงไปไม่สะท้อนกลับในเวลาเดียวกัน คนสมัยก่อนเชื่อว่าเสียงที่พูดตรงนั้นจะถูกเก็บไว้ในรากไม้ และรากไม้จะจำแทนคนตาย”
มีนารู้สึกเย็นวาบตรงท้ายทอย “จำแทนคนตาย?”
พะยอมพูดต่อแทน “เมื่อก่อนหมู่บ้านบนเขาไม่มีสุสาน ดินบางจุดขุดไม่ได้ หินเยอะ น้ำหลากง่าย เขาเลยมีพิธีฝากชื่อ คนใกล้ตายจะมาที่ลาน พูดชื่อของตัวเองกับสิ่งที่อยากให้ลูกหลานจำ แล้วปลูกต้นเสมาไว้หนึ่งต้น เสียงอยู่กับราก ชื่ออยู่กับใบ คนที่ยังอยู่จะมานั่งฟังเวลาคิดถึง”
“มันควรเป็นพิธีอำลา” สรัลกล่าว “แต่เจ้าของสวนรุ่นแรกเห็นพืชที่โตจากลานนั้นแล้วคิดว่ามันเป็นของหายาก เขาขุด ย้าย เพาะ ขยายพันธุ์ ทำให้รากที่จำชื่อคนตายถูกตัดแยกไปทั่วสวน”
ฟ้าปิดหน้า “แล้วเราก็ทำซ้ำ”
มีนาหันไปหาเธอ “เธอเอาอะไรมา”
ฟ้าสะอื้น “หนูทำวิจัยเรื่องการตอบสนองของพืชต่อเสียง ด็อกเตอร์บอกว่ามีเมล็ดตัวอย่างในเรือนเก็บของ ห้ามแตะ แต่หนู…หนูอยากได้ผลงาน หนูเอาฝักแห้งมาหนึ่งฝัก หนูคิดว่าแค่เมล็ด หนูเปิดในห้องแล็บ เมล็ดมันเล็กเหมือนผง หนูล้างมือแล้ว แต่มันติดใต้เล็บ พอหนูพูดชื่อเพื่อนในโทรศัพท์ ป้ายกระถางก็ขึ้นชื่อเพื่อนคนนั้น”
“เพื่อนเธอเป็นอะไรไหม” มีนาถาม
ฟ้ามองพื้น “เขาโทรมาบอกว่าจู่ ๆ แม่จำชื่อเขาไม่ได้ เขาหัวเราะ บอกว่าแม่แก่แล้ว แต่ตอนเย็นเขาส่งข้อความมาถามหนูว่าเขาชื่ออะไร หนูโทรกลับ ไม่ติดอีกเลย”
เกื้อทุบโต๊ะ “พอ! เรื่องนี้ยังพิสูจน์ไม่ได้ เราไม่มีหลักฐานว่าเกี่ยวกัน”
นพลุกขึ้น “หลักฐานคือคนหายสามคน ไอ้ตู่ พี่แหลม แล้วก็ชื่อเมียผมบนป้ายตรงเรือนเฟิร์น ทั้งที่เขาไม่เคยมาที่นี่”
มีนามองนพ “เมียคุณ?”
นพหายใจแรง “ผมรับงานเฝ้าที่นี่เพราะต้องการเงินไปคลอดลูก เขาโทรมาทุกคืน คืนหนึ่งผมเผลอเปิดลำโพงคุยขณะเดินผ่านแปลงเสมา เขาพูดชื่อเขา พูดชื่อเด็กในท้อง เช้าถัดมาแม่ยายโทรมาถามว่าผมรู้จักผู้หญิงท้องที่นอนอยู่บ้านเขาไหม ทุกคนจำเขาไม่ได้ แม้แต่ชื่อในบัตรประชาชนก็จางเหมือนหมึกโดนน้ำ”
ความเงียบที่ตามมาอัดแน่นจนมีนารู้สึกหูอื้อ เธอคิดถึงแม่ คิดถึงวันที่ไม่ตอบเสียงเรียกในถ้ำ ถ้ามีสิ่งใดจำเสียงแม่ไว้ได้ เธอจะแลกอะไรเพื่อฟังอีกครั้ง เธอไม่อยากยอมรับว่าความคิดนั้นเกิดขึ้นในใจ ทว่ามันเกิดแล้ว และมันทำให้เธอน่ารังเกียจในสายตาตัวเอง
“เราต้องออกจากที่นี่” เธอพูด
พะยอมมองฝน “ถนนขาดตั้งแต่หัวค่ำ เสียงน้ำลงหุบดังมาทางตะวันออก คุณไม่ได้ยินเพราะสวนกดไว้”
เกื้อคว้าวิทยุ “ผมจะเรียกคนข้างล่าง”
วิทยุมีแต่เสียงซ่า แล้วเสียงของเกื้อเองดังตอบกลับมา “ผมจะเรียกคนข้างล่าง” ช้ากว่าเดิมเล็กน้อย เหมือนเสียงกำลังถูกลากผ่านดินเปียก
พวกเขานอนรวมกันในสำนักงาน ไม่มีใครหลับจริง มีนากอดกระเป๋าอุปกรณ์ไว้แน่น ขณะที่ฝนเคาะหลังคาด้วยจังหวะเหมือนนิ้วคน ตอนใกล้รุ่ง เธอได้ยินสรัลกระซิบกับพะยอมข้างหน้าต่าง
“ถ้าลานเปิด เราต้องคืนชื่อที่ถูกเอาไป”
พะยอมตอบ “ไม่ครบก็ไม่ปิด”
“คุณมีนามีเครื่องบันทึก มันอาจช่วยเรียกเสียงกลับมา”
“หรือมันจะเอาเสียงเธอไปเพิ่ม”
มีนาไม่ขยับ เธอไม่แน่ใจว่าควรโกรธหรือกลัว เธอนึกถึงเครื่องบันทึกที่พูดแทนเธอก่อนเธอพูด นึกถึงชื่อบนป้ายต้นไทร เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นอาหารที่ถูกชิมแล้วรอเสิร์ฟ
เช้าตรู่ สำนักงานเต็มไปด้วยกลิ่นดินสด ทั้งที่พื้นเป็นปูน ฟ้าเป็นคนแรกที่เห็นรากไม้เส้นเล็ก ๆ แทงขึ้นมาตามรอยแตกใต้โต๊ะ มันขยับช้า ๆ เหมือนหนวดปลาหมึกสีขาวซีด ปลายรากแตะขาเก้าอี้ของเกื้อ แล้วหยุดราวกับฟังชีพจร
“อย่าเหยียบ” สรัลบอก “ถ้ามันรู้สึกว่าเราหนี มันจะปิดทาง”
นพแค่นหัวเราะ “มันปิดมานานแล้ว ด็อก”
พวกเขาตัดสินใจไปที่เรือนเก็บเมล็ดซึ่งอยู่ใกล้ลานฟังดินตามคำของสรัล เพราะที่นั่นมีสมุดบัญชีพรรณไม้และเครื่องมือที่อาจบอกจำนวนต้นเสมาที่ถูกขยายไปทั่วสวน มีนารู้ว่าการ “ตัดสินใจ” นี้ไม่สะอาดนัก ทุกคนมีเหตุผลซ่อนอยู่ เกื้ออยากหาหลักฐานเพื่อปกป้องตัวเอง สรัลอยากแก้ความผิดที่ปล่อยให้ฟ้าแตะเมล็ด ฟ้าอยากได้ชื่อเพื่อนคืน นพอยากตามชื่อเมียกับลูก พะยอมอยากปิดสิ่งที่เขาเคยช่วยเปิด ส่วนมีนาเอง แม้ปากบอกว่าต้องออกไป แต่ลึกลงไปเธออยากรู้ว่าสวนเก็บเสียงแม่ไว้บ้างไหม
ทางเดินไปเรือนเก็บเมล็ดไม่เหมือนบ่ายวาน หินปูพื้นเพิ่มขึ้นเป็นสามแถวจากเดิมแถวเดียว ต้นไม้สองข้างทางหันใบตามพวกเขา ใบด้านล่างซีดเหมือนฝ่ามือคนป่วย ทุกครั้งที่ใครพูด รากเล็ก ๆ ใต้ดินจะสั่นเป็นระลอก พะยอมจึงสั่งให้พูดเท่าที่จำเป็น
“ถ้าไม่พูด มันก็ฟังความคิดไหม” ฟ้ากระซิบ
สรัลตอบเบา “ยังไม่ถึงขั้นนั้น”
“คำว่า ยัง ทำให้หนูไม่สบายใจเลยค่ะ”
นพเดินนำด้วยไฟฉายกลางวัน “เลิกกระซิบเหมือนมันสุภาพเถอะ มันขโมยเมียผมไป”
พะยอมจับแขนเขา “อย่าเรียกชื่อคนที่อยากเอาคืน”
นพสะบัดออก “ผมไม่เหลืออะไรให้มันเอาแล้ว”
เขาพูดไม่ทันขาดคำ ป้ายทองเหลืองข้างทางส่งเสียงกริ๊ก ตัวอักษรใหม่ค่อย ๆ ผุดขึ้นบนผิวโลหะเหมือนหมึกซึมจากด้านใน มีนาเห็นชื่อ “นพกร” ปรากฏใต้ชื่อพืชชนิดหนึ่ง ใบของมันม้วนเข้าหากันอย่างพึงพอใจ
นพยืนนิ่ง “นั่นชื่อผม”
“อย่าอ่านซ้ำ” พะยอมเตือน
“มันเอาไปต่อหน้าผมเลยเหรอ”
เสียงของนพแผ่วลง เขาหันไปมองมีนา สีหน้าสับสน “คุณ…คุณชื่ออะไรนะ”
ฟ้าร้องไห้ “พี่นพ อย่าเล่น”
“ผมไม่ได้เล่น” เขาจับหน้าตัวเองเหมือนตรวจว่ามีอยู่จริงไหม “ผมรู้ว่าต้องโกรธใคร แต่ผมจำไม่ได้ว่าผมเป็นใคร”
มีนาก้าวเข้าไป “คุณชื่อนพ นพกร คุณเป็นคนดูแลที่นี่ คุณมีภรรยา…”
พะยอมตวาดครั้งแรก “อย่า!”
สายไปแล้ว ใบไม้เหนือหัวสั่นพร้อมกัน ทั้งสวนส่งเสียงซู่ยาวเหมือนคนจำนวนมากสูดลมหายใจเข้าพร้อมกัน ป้ายชื่อรอบทางเริ่มขึ้นตัวอักษรพรึบ มีนาเห็นชื่อภรรยาของนพที่เธอไม่เคยรู้จักผุดขึ้นครึ่งหนึ่งแล้วจางหาย เหมือนสวนพยายามเดาคำจากความทรงจำของเธอ
นพถอยหลัง “อย่าให้มันเอาเขาอีก”
เขาวิ่งออกนอกทาง พุ่งเข้าแปลงเฟิร์นที่ใบสูงท่วมหัว พะยอมกับสรัลตะโกนเรียก แต่เสียงของพวกเขาถูกดูดหายไปทันทีเหมือนพูดใต้น้ำ เฟิร์นปิดตามหลังนพอย่างนุ่มนวล ไม่มีเสียงกิ่งหัก ไม่มีเสียงเท้า ไม่มีเสียงคนล้ม เหลือเพียงไฟฉายของเขากลิ้งกลับมาบนทางเดิน หยุดตรงปลายเท้ามีนา
ฟ้าปิดปากตัวเองจนข้อนิ้วขาว เกื้อพึมพำ “เราไปต่อ เราต้องไปต่อ”
มีนาหันไปหาเขา “คุณยังคิดเรื่องโครงการอยู่ไหม”
“ผมคิดเรื่องรอด”
“รอดแบบทิ้งเขาไว้?”
เกื้อจ้องเธอด้วยตาแดง “คุณคิดว่ากลับเข้าไปแล้วช่วยได้เหรอ คุณเพิ่งทำให้ชื่อเมียเขาเกือบโดนกินซ้ำ เพราะคุณพูดโดยไม่รู้กฎ”
คำพูดนั้นแทงลึกกว่าที่มีนาคาด เธอเก็บไฟฉายนพขึ้นมา ไม่เถียง เพราะเขาพูดถูก ความรีบร้อนช่วยของเธอเกิดจากความกลัว ไม่ใช่ความเข้าใจ เหมือนวันที่เธอไม่ตอบแม่เพราะกลัวเสียงฟ้า วันนี้เธอพูดเพราะกลัวความเงียบของนพ ทั้งสองครั้ง ความกลัวของเธอทำให้คนอื่นหายไปไกลกว่าเดิม
เรือนเก็บเมล็ดเป็นอาคารกระจกมัวตั้งอยู่กึ่งกลางวงต้นเสมา ลำต้นของมันไม่สูงมาก เปลือกเรียบสีเทา ใบเรียวสีเขียวเข้ม ใต้ต้นแต่ละต้นมีป้ายชื่อคนมากกว่าชื่อพืช บางป้ายแน่นจนตัวอักษรซ้อนทับกันเป็นคราบดำ อ่านไม่ออก มีนารู้สึกว่าทุกชื่อบนป้ายนั้นกำลังมองเธอ
ประตูเรือนเก็บเมล็ดล็อกจากด้านใน สรัลใช้กุญแจเก่าที่ห้อยกับคอเปิด มือเขาสั่นจนกุญแจกระทบกันเสียงใส
“คุณมีกุญแจมาตลอด?” เกื้อถาม
สรัลไม่มองหน้า “ผมเคยเป็นทีมวิจัยที่นี่เมื่อสิบห้าปีก่อน”
ฟ้าหยุดร้อง “ด็อกเตอร์บอกว่าเพิ่งมาศึกษาแฟ้มเก่า”
“ผมโกหก”
ในเรือนเก็บเมล็ด อากาศเย็นผิดปกติ ชั้นไม้เรียงรายเต็มไปด้วยขวดแก้ว ฝักแห้ง ซองกระดาษ และป้ายผูกเชือกที่เขียนด้วยหมึกซีด กลางห้องมีโต๊ะโลหะ บนโต๊ะวางกล่องเหล็กปิดสนิท สรัลเปิดมันออก ภายในมีสมุดบัญชีปกผ้า แผ่นทองเหลืองเปล่า และมีดเล็ก ๆ สำหรับกรีดเปลือกไม้
“เจ้าของสวนไม่ได้แค่ขุดต้นเสมา” สรัลพูด “เขาพบว่าเมื่อต้นไม้จำชื่อคน มันจำเสียงอื่นได้ด้วย ความเจ็บป่วย ความรัก ความลับ เสียงสุดท้ายก่อนตาย เขาเริ่มเก็บชื่อคนงาน คนป่วย คนที่ครอบครัวอยากให้จำไว้ แต่เมื่อรากถูกตัดแยก มันหิว มันไม่รอคนตาย มันเริ่มเอาชื่อคนเป็น”
มีนาพลิกสมุดบัญชี หน้ากระดาษไม่ได้เป็นรายชื่อพืช แต่เป็นตาราง “ชื่อที่ฝาก” “เสียงที่รับ” “ต้นที่รองรับ” และ “การคืน” ช่องสุดท้ายว่างเกือบทั้งหมด เธอเห็นลายมือหลายยุค บางหน้ามีหยดน้ำตาลไหม้คล้ายยางไม้
“การคืนคืออะไร” เธอถาม
พะยอมตอบ “ต้องให้เจ้าของชื่อพูดชื่อของตัวเองต่อหน้าต้นแม่ แล้วมีคนอีกคนยืนยันด้วยเสียงที่จำเขาได้จริง ไม่ใช่แค่เรียกตามเอกสาร”
ฟ้าพูดเบา “ถ้าเจ้าของชื่อจำไม่ได้แล้วล่ะ”
พะยอมหลุบตา “ต้องมีคนยอมให้สวนเอาความทรงจำบางส่วนไปแทน เป็นค่าทางกลับ”
เกื้อก้าวถอย “นี่มันบ้า เราไม่มีทางทำพิธีอะไรทั้งนั้น”
สรัลปิดสมุด “ไม่ทำก็อยู่ที่นี่จนชื่อหมด”
“แล้วคุณรู้ได้ยังไง” มีนาถามสรัล “คุณคืนชื่อใครมาก่อนหรือเปล่า”
สรัลยกมือที่นิ้วนางสั้นขึ้น “ของน้องสาวผม เธอเป็นนักศึกษาฝึกงานที่นี่ เธอพูดชื่อเล่นตัวเองในแปลงเสมาเพื่อทดลองการตอบสนองของใบ สามวันต่อมาไม่มีใครในบ้านจำเธอได้ ผมพาเธอมาคืนชื่อ แต่ตอนทำ ผมกลัว ผมลังเล ผมยอมเสียแค่นิ้ว ไม่ยอมเสียความทรงจำที่สวนต้องการ เธอได้ชื่อกลับมาแค่ครึ่งเดียว เธอยังมีชีวิต แต่บางเช้าเธอตื่นมาแล้วถามว่าทำไมทุกคนเรียกเธอด้วยชื่อของคนอื่น”
ฟ้ามองเขาเหมือนเพิ่งรู้ว่าความผิดของตัวเองมีบรรพบุรุษ “แล้วด็อกเตอร์ยังให้หนูมาที่นี่”
“ผมคิดว่าถ้าเก็บข้อมูลมากพอ เราจะควบคุมมันได้”
“ทุกคนที่นี่คิดว่าเอามันอยู่หมดเลยใช่ไหม” มีนาพูด “เจ้าของสวน บริษัท คุณ เกื้อ ฟ้า ฉันเองก็ด้วย เราเข้ามาเอาเสียง เอาต้นไม้ เอาเรื่องเล่า แล้วทำเหมือนมันไม่มีปากจะปฏิเสธ”
ไม่มีใครตอบ เพราะเสียงหนึ่งตอบแทนมาจากใต้โต๊ะโลหะ เป็นเสียงของนพ แต่ราบเรียบไร้อารมณ์ “มีนา”
ทุกคนหันพร้อมกัน รากสีขาวเลื้อยขึ้นจากร่องพื้น พันขาโต๊ะและขอบชั้นวาง มันไม่โจมตี ไม่รัด เพียงแตะทุกอย่างเหมือนคนตาบอดคลำหาใบหน้า
เสียงนพดังอีกครั้ง “ช่วยจำผมที”
มีนากำไฟฉายแน่น น้ำตารื้นโดยไม่รู้ตัว “เขายังอยู่”
พะยอมส่ายหน้า “เสียงอยู่ ไม่ได้แปลว่าคนอยู่ครบ”
เครื่องบันทึกของมีนาในกระเป๋าเปิดขึ้นเอง ไฟแดงสว่าง เธอคว้ามันออกมา คราวนี้มันไม่ได้พูดด้วยเสียงคนอื่น แต่ปล่อยเสียงหยดน้ำในถ้ำดังชัดจนขนบนแขนเธอลุก เสียงฟ้าร้องไกล ๆ เสียงเด็กหญิงหอบหายใจ และเสียงผู้หญิงที่เธอจำได้ลึกกว่าเลือด
“มีนา อยู่ไหนลูก”
เธอเกือบทำเครื่องหลุดมือ โลกทั้งใบหดลงเหลือแค่เสียงนั้น แม่ของเธอ เสียงที่เธอพยายามจำมาตลอดแต่ยิ่งนานยิ่งพร่า กลับชัดจนเจ็บ
“แม่…” เธอหลุดปาก
พะยอมคว้าแขนเธอ “อย่าตอบ”
เสียงแม่ในเครื่องบันทึกสั่น “ถ้าได้ยิน แค่ตอบแม่หน่อย”
มีนาหายใจไม่ออก เธอรู้ว่ามันอาจไม่ใช่แม่ รู้ว่ามันอาจเป็นสวนเลียนเสียงจากบาดแผลในตัวเธอ แต่คำว่า แค่ตอบ เป็นมีดเล่มเดิมที่เสียบอยู่ในอกเธอมาตั้งแต่อายุเก้าขวบ เธอเคยไม่ตอบ และแม่หายไป
“หนูอยู่นี่” เธอกระซิบ
รากทั้งห้องหยุดนิ่ง
สรัลพูดเสียงต่ำ “มันได้ทางเข้าแล้ว”
พื้นเรือนเก็บเมล็ดสั่นเบา ๆ ไม่ใช่แผ่นดินไหว แต่เหมือนอะไรขนาดใหญ่ใต้ดินพลิกตัว ชั้นวางขวดแก้วกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง ฝักแห้งในขวดแตกออก ผงเมล็ดสีดำลอยขึ้นในอากาศเหมือนฝุ่น แต่เคลื่อนไหวเป็นฝูง มีนาไอ ฟ้าดึงผ้าปิดปาก เกื้อผลักทุกคนออกไปทางประตู
นอกเรือนเก็บเมล็ด ท้องฟ้ากลายเป็นสีเทาน้ำนม ทั้งที่ควรเป็นเช้า แสงไม่มีทิศทาง เงาของต้นเสมาทอดไปคนละทางเหมือนเวลาในสวนขัดแย้งกันเอง ทางเดินที่เคยมาไม่มีแล้ว แทนที่ด้วยบันไดหินลงสู่พื้นดิน ระหว่างต้นเสมามีช่องมืดเปิดอยู่ กลิ่นดินเย็นกับกลิ่นน้ำในถ้ำลอยขึ้นมา
พะยอมพึมพำ “ลานฟังดินเปิดแล้ว”
เกื้อถอยหลัง “ไม่ ผมไม่ลงไป”
เสียงวิทยุที่เอวเขาดังขึ้น เป็นเสียงลูกสาววัยรุ่นของเขา “พ่อ เมื่อไหร่กลับ หนูลืมเสียงพ่อแล้ว”
เกื้อหน้าซีดเผือด “ลูกผมไม่ได้รู้เรื่องนี้”
พะยอมมองเขา “คุณเคยคุยกับลูกในสวนไหม”
เกื้อไม่ตอบ สีหน้าบอกทุกอย่าง เขาทำงานที่นี่ โทรกลับบ้านหลายครั้ง พูดชื่อคนที่รักโดยไม่รู้ว่าชื่อนั้นมีรากรออยู่ใต้ดิน
“ลงไป” มีนาพูด เธอไม่แน่ใจว่าพูดกับใครหรือกับตัวเอง “ถ้าต้นแม่อยู่ข้างล่าง เราคืนชื่อได้”
“คุณเพิ่งตอบมันด้วยเสียงแม่คุณ” สรัลพูด “มันจะใช้คุณเป็นทาง”
“งั้นฉันก็ต้องลงไปปิดทางนั้น”
ฟ้าจับแขนเธอ “พี่ไม่ต้องทำคนเดียว”
มีนามองเด็กสาวที่ตาแดงก่ำ “เธออยากได้ชื่อเพื่อนคืนใช่ไหม”
ฟ้าพยักหน้า
“งั้นจำเขาให้ได้ อย่าจำแค่ชื่อ จำตอนที่เขาทำให้เธอโกรธ ตอนที่เขายืมเงินไม่คืน ตอนที่เขาหัวเราะน่าเกลียด จำให้เป็นคน ไม่ใช่คำ”
ฟ้าน้ำตาไหล “เขาชอบแย่งมันฝรั่งทอดชิ้นสุดท้าย แล้วทำหน้าตายเหมือนไม่ใช่เขา”
“ดี เก็บไว้”
พวกเขาลงบันไดหินทีละขั้น พะยอมนำหน้า ตะเกียงในมือเขาส่องผนังดินที่มีรากไม้ฝังแน่นเหมือนเส้นประสาท บางรากมีแผ่นทองเหลืองเล็ก ๆ งอกติดอยู่พร้อมชื่อคน เสียงพึมพำดังจากทุกทิศ ไม่ได้ขู่ แต่ขอร้อง บางเสียงเรียกแม่ บางเสียงท่องชื่อบ้าน บางเสียงหัวเราะครึ่งเดียวแล้วขาดหาย มีนาได้ยินเสียงตัวเองตอนเด็กปะปนอยู่ด้วย “หนูกลัว”
สรัลเดินข้างเธอ “อย่าตามเสียงที่เรียกความผิดของคุณ มันไม่ใช่ผู้พิพากษา มันเป็นสิ่งหิวที่เรียนรู้ว่าความผิดทำให้คนยอมเปิดปาก”
“คุณรู้แล้วยังพลาด”
“ใช่” เขาตอบเรียบ “ความรู้ไม่ได้ทำให้คนกล้านักหรอก”
ปลายบันไดเปิดสู่โพรงกว้างใต้ดิน เพดานสูงจนแสงตะเกียงไปไม่ถึง กลางโพรงมีต้นเสมาขนาดใหญ่เกินต้นไม้ใด ๆ ลำต้นสีเทาขาวบิดเป็นเกลียว รากแผ่ลงไปในแอ่งน้ำดำรอบฐาน ใบจำนวนมหาศาลห้อยลงมาเหมือนลิ้นเล็ก ๆ แต่ละใบมีเส้นสีเงินเป็นตัวอักษร บางใบอ่านได้ บางใบสั่นจนชื่อพร่า รอบโคนต้นมีป้ายทองเหลืองปักแน่นเหมือนเกล็ดปลา
นี่ไม่ใช่ผี มีนาคิด มันเก่าแก่กว่าและไร้หน้ากว่า มันไม่เกลียด ไม่รัก มันจำ และการจำของมันกลายเป็นความหิวเมื่อมนุษย์ตัดรากของมันไปขายความคิดถึง
เสียงแม่ดังจากเหนือหัว “มีนา ตอบแม่อีกที”
มีนายกเครื่องบันทึกขึ้น มือสั่น “ไม่”
เสียงหยุดไปหนึ่งจังหวะ แล้วกลายเป็นเสียงนพ “บอกชื่อผม”
พะยอมชี้ไปยังป้ายกลุ่มหนึ่งที่โคนต้น “คนที่ถูกเอาไปใหม่อยู่ตรงนั้น ถ้าจะคืน ต้องอ่านในใจ หาใบที่ตรงกับเสียง แล้วให้คนที่จำเขายืนยัน”
เกื้อพูดเสียงแตก “แล้วลูกผมล่ะ”
“ถ้ายังไม่ถูกเอามาหมด อาจดึงกลับได้ แต่ต้องมีเสียงคุณจริง ๆ ไม่ใช่เสียงที่กลัวเสียหน้า”
เกื้อเหมือนถูกตบ เขาทรุดนั่งหน้าป้ายหลายแผ่น จับวิทยุแน่น “มะลิ พ่ออยู่นี่ พ่อจำได้ว่าลูกไม่กินหอมแดง พ่อจำได้ว่าลูกโกรธพ่อเพราะพ่อพลาดวันแข่งวาดรูป พ่อจำได้ว่าพ่อโกหกว่าทำงานเพื่ออนาคต ทั้งที่พ่อแค่อยากเป็นคนสำคัญ”
ใบไม้เหนือเขาสั่น ชื่อหนึ่งบนป้ายค่อย ๆ จางลง เสียงเด็กหญิงในวิทยุสะอื้น “พ่อ?”
เกื้อร้องไห้โดยไม่ปิดหน้าเป็นครั้งแรก “ใช่ พ่อเอง พ่อขอโทษ”
ฟ้าคุกเข่าข้างป้ายอีกแผ่น เธอไม่อ่านออกเสียงชื่อเพื่อน แต่พูดเรื่องเล็ก ๆ อย่างที่มีนาบอก “แกชอบใส่ถุงเท้าคนละสีแล้วบอกว่าเป็นแฟชั่น แกกลัวตุ๊กแกแต่ทำเป็นไม่กลัว แกบอกว่าถ้าหนูได้ทุนวิจัยต้องเลี้ยงชาบู แกยังไม่ได้กินเลย กลับไปด่าหนูก่อนสิ”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังจากใต้ดิน ไม่หลอน แต่เหนื่อยล้า ป้ายตรงหน้าเธอแตกเป็นรอยบาง ๆ เหมือนเปลือกไข่
สรัลยืนหน้าป้ายที่มีชื่อครึ่งหนึ่งของน้องสาว เขาพูดช้ามาก “พี่จำวันที่เธอตัดผมเองจนแหว่งแล้วโทษแมว จำว่าพี่อิจฉาเธอเพราะเธอกล้ากว่าพี่ จำว่าพี่ปล่อยให้เธอเข้ามาที่นี่เพราะอยากให้ผลงานของพี่สำเร็จ พี่ขอโทษที่ยอมเสียนิ้วง่ายกว่าเสียความจริง”
เขาวางฝ่ามือบนราก รากแทงเข้าผิวเขาอย่างนุ่มนวล สีหน้าสรัลบิดเบี้ยวแต่เขาไม่ดึงมือออก “เอาความทรงจำที่ผมซ่อนไว้ไป คืนชื่อเธอให้ครบ”
มีนาเห็นแสงสีเงินไหลจากขมับของสรัลลงตามแขนเข้าสู่ราก เขาสะอื้นเพียงครั้งเดียว ใบหนึ่งเหนือหัวเปล่งแสงแล้วร่วงลงบนฝ่ามือเขา กลายเป็นแผ่นทองเหลืองว่างเปล่า สรัลยิ้มทั้งน้ำตา แต่สายตาเขาว่างลงบางส่วน เหมือนห้องที่มีเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสำคัญถูกยกออก
เสียงนพยังวนอยู่รอบโพรง “ช่วยจำผมที”
มีนาคุกเข่าหน้ากลุ่มป้ายที่มีตัวอักษร “นพกร” สั่น ๆ เธอจำเขาได้ไม่มาก เขาอดนอน เขาหยาบคาย เขารักเมียจนความโกรธเป็นเปลือกป้องกันความกลัว เขาเตือนเธอเรื่องเครื่องบันทึก เขาพูดว่าไม่มีอะไรเหลือให้สวนเอา แล้วสวนก็พิสูจน์ว่าเขาคิดผิด
“คุณชื่อนพกร” เธอพูด แต่พะยอมจับไหล่เธอแน่น
“ไม่ใช่แค่ชื่อ”
มีนาหลับตา “คุณชื่อนพกร คุณชอบทำเหมือนไม่กลัวเพื่อให้คนอื่นกลัวแทน คุณซ่อมหลอดไฟก่อนกินข้าวเพราะไม่อยากให้ฟ้านั่งมืด คุณเกลียดเกื้อแต่ยังฟังคำสั่งเพราะต้องการเงินไปหาลูก คุณรักคนที่สวนพยายามลบออกจากโลก คุณยังโกรธอยู่ได้ แปลว่ายังเป็นคุณ”
เสียงหายไป รากตรงป้ายคลายออกบางส่วน แล้วเสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังเบามากจากแอ่งน้ำ “นพ กลับบ้าน”
นพตอบจากที่ไหนสักแห่ง “ผมจำทางไม่ได้”
พะยอมยื่นมีดเล็กให้มีนา “ต้องมีคนจ่ายทางกลับของเขา”
“จ่ายด้วยอะไร”
“ความทรงจำที่คุณไม่ยอมปล่อย”
มีนารู้ทันทีว่าสวนต้องการอะไร ไม่ใช่ความทรงจำใด ๆ แต่เป็นเสียงแม่ในถ้ำ ความผิดที่เธอเก็บไว้เป็นแกนกลางของชีวิต หากปล่อยไป เธออาจไม่จำเสียงแม่ได้อีกชัดเจน อาจไม่รู้สึกผิดแบบเดิม อาจไม่เหลือข้ออ้างที่ใช้ทรมานตัวเองเพื่อพิสูจน์ว่ายังรักแม่
เสียงแม่ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่เว้าวอน แต่เหนื่อย “มีนา แม่หนาว”
เธอร้องไห้เงียบ ๆ “นี่ไม่ใช่แม่”
เสียงตอบ “แล้วถ้าใช่ล่ะ”
คำถามนั้นโหดร้ายกว่าการปรากฏตัวใด ๆ มีนาหันไปเห็นฟ้ากอดป้ายเปล่า เกื้อนั่งถือวิทยุที่มีเสียงลูกสาวหายใจสะอื้น สรัลยืนเซแต่ยิ้มอย่างคนสูญเสียบางอย่างเพื่อให้คนอื่นครบขึ้น พะยอมมองเธอโดยไม่เร่ง เขาเข้าใจราคานี้ดีเกินไป
“ตอนหนูเด็ก หนูคิดว่าถ้าตอบทัน แม่จะกลับมา” มีนาพูดกับความมืด “หนูเลยใช้ทั้งชีวิตฟังทุกอย่าง เผื่อจะมีเสียงแม่หลุดมาให้แก้ตัว แต่การฟังของหนูไม่ใช่ความรักอย่างเดียว มันเป็นคุก”
เครื่องบันทึกในมือเธออุ่นขึ้นเหมือนมีชีพจร
“แม่ ถ้าแม่อยู่ตรงไหนจริง ๆ หนูขอโทษที่ไม่ตอบวันนั้น” เธอกลั้นสะอื้น “แต่หนูจะไม่ตอบสิ่งที่ใช้เสียงแม่มาขังหนูอีก”
เธอกดปุ่มบันทึกค้างไว้ แล้วพูดชื่อตัวเองชัด ๆ “ฉันชื่อมีนา ฉันจำได้ว่าฉันกลัว ฉันจำได้ว่าฉันเงียบ ฉันจำได้ว่าฉันยังมีชีวิต และฉันยอมคืนความทรงจำเสียงสุดท้ายของแม่ เพื่อให้คนที่ยังถูกเรียกกลับได้กลับ”
เธอใช้มีดกรีดปลายนิ้ว เลือดหยดเดียวแตะราก ไม่มากพอเป็นภาพสยอง เป็นเพียงสีแดงเล็ก ๆ บนความขาวซีด รากสัมผัสนิ้วเธออย่างเย็นชา แล้วความทรงจำก็ถูกดึงออก ไม่ใช่ความเจ็บปวดแบบบาดแผล แต่เป็นความเจ็บปวดแบบประตูปิดลงช้า ๆ ในบ้านที่เธอเคยอยู่
เสียงแม่ในหัวเริ่มไกล เสียงเรียกชื่อเธอพร่า เสียงฝนในวันนั้นแตกเป็นเม็ดเล็ก ๆ เธอพยายามไม่คว้ามันกลับ ภาพปากถ้ำยังอยู่ ภาพมือแม่ยังอยู่ แต่เสียงหายไปทีละชั้น จนเหลือเพียงความรู้ว่าครั้งหนึ่งเธอเคยถูกเรียกด้วยความรัก
ต้นเสมาแม่สั่นสะท้าน ใบจำนวนหนึ่งร่วงลงเหมือนฝนสีเงิน ป้ายชื่อรอบโคนต้นจางหายเป็นหย่อม ๆ เสียงนพดังขึ้นชัดเจน “ผม…นพกร” แล้วมีเสียงเด็กร้องไห้แรกเกิดแทรกเบา ๆ ก่อนเสียงผู้หญิงหัวเราะทั้งน้ำตา
พื้นโพรงสั่นแรงขึ้น รากที่ปิดบันไดคลายตัว พะยอมตะโกน “ขึ้นไป!”
พวกเขาวิ่งขึ้นบันไดในแสงที่สั่นไหว มีนาเกือบล้มหลายครั้ง ฟ้าดึงแขนเธอ เกื้อประคองสรัล พะยอมปิดท้าย เสียงพึมพำใต้ดินไม่ใช่การไล่ล่า แต่มันล้นออกมาเหมือนคนจำนวนมากตื่นพร้อมกันและไม่รู้ว่าจะพูดอะไรเมื่อได้รับชื่อคืน
เมื่อพวกเขาโผล่ขึ้นมาระหว่างต้นเสมา ฝนหยุดแล้ว แสงเช้าจริง ๆ ส่องผ่านใบไม้ นกตัวหนึ่งร้องจากไกลมาก เสียงเล็กธรรมดานั้นทำให้ฟ้าทรุดลงร้องไห้ เกื้อหัวเราะปนสะอื้น สรัลนั่งพิงต้นไม้ มองมือของตัวเองเหมือนไม่แน่ใจว่าสูญเสียอะไรไป แต่รับรู้ว่าสิ่งที่ได้คืนมีค่าพอ
นพนอนอยู่ข้างทางเดินหน้าแปลงเฟิร์น หายใจเบา ๆ เสื้อผ้าเปียกโคลน เมื่อฟ้าวิ่งไปหา เขาลืมตาและพูดเสียงแหบ “ผมชื่ออะไร”
มีนาคุกเข่าข้างเขา แต่ไม่รีบตอบ เธอจำคำเตือนของพะยอมได้ เธอจับมือเขาแทน “คุณซ่อมหลอดไฟห่วยมาก หลอดยังติด ๆ ดับ ๆ อยู่เลย”
นพกะพริบตา แล้วหัวเราะเสียงแห้ง “นพกร”
ป้ายทองเหลืองที่มีชื่อเขาใต้ต้นไม้ข้างทางแตกเป็นสองเสี่ยง ตัวอักษรหายไปเหลือแต่ผิวโลหะเปล่า
ถนนลงเขาเปิดเมื่อสาย น้ำป่าพัดสะพานไม้บางส่วนเสียหาย แต่ยังพอให้รถข้ามได้ ทีมกู้ภัยจากอำเภอมาถึงเพราะเกื้อส่งสัญญาณวิทยุได้ในที่สุด ไม่มีใครเชื่อเรื่องต้นไม้จำชื่อ พวกเขาเชื่อว่าเป็นแก๊สจากดิน ความเครียด น้ำป่า หรือสารหลอนประสาทจากพืชบางชนิด เกื้อไม่ได้เถียง เขากอดวิทยุไว้เหมือนลูกสาวอยู่ในนั้น สรัลขอให้เผาฝักแห้งทั้งหมดและปิดพื้นที่รอบลานฟังดินถาวร พะยอมยืนดูเจ้าหน้าที่ติดเทปกั้นด้วยสีหน้าเหมือนคนรู้ว่าเทปพลาสติกไม่เคยหยุดรากไม้ได้
มีนาเก็บเครื่องบันทึกเสียงใส่กระเป๋า เธอไม่ได้เปิดฟังไฟล์สุดท้าย ระหว่างรอรถ เธอเดินไปที่สระน้ำวงรี เก้าอี้โยกยังตั้งอยู่บนศาลา ผิวน้ำมีใบเสมาลอยอยู่ใบหนึ่ง เธอหยิบขึ้นมา บนใบไม่มีชื่อ มีเพียงเส้นสีเงินเป็นรูปคลื่นเสียงสั้น ๆ ที่เธอไม่อาจอ่าน
พะยอมเดินมาหยุดข้างเธอ “เสียอะไรไป”
มีนาฟังความทรงจำของตัวเอง เธอยังจำหน้าแม่ได้ จำกลิ่นสบู่ที่แม่ใช้ จำมืออุ่นบนหน้าผากเวลาป่วย แต่เสียงเรียกในถ้ำกลายเป็นช่องว่างนุ่ม ๆ ไม่มีคมมีดซ่อนอยู่
“เสียงค่ะ” เธอตอบ “แต่ไม่ใช่ทั้งหมด”
“กลัวไหม”
“กลัว”
“ดี คนไม่กลัวชอบเอาของจากป่าไปง่าย ๆ”
มีนามองสระ “ลุงเคยจ่ายอะไรให้มัน”
พะยอมเงียบอยู่นาน “ชื่อเมียผม”
เธอหันไปหาเขา
“ผมพาเขามาฝากเสียงตอนเขาป่วย คิดว่าจะได้ฟังเวลาคิดถึง เจ้าของสวนเห็นพิธีเพราะผม ผมเป็นคนบอกทางให้เขาเข้าลาน” เขายิ้มเศร้ามาก “สวนเอาชื่อเขาไปจริง แต่ผมเป็นคนเปิดประตูให้คนอื่นเอาเปรียบมันอีกที บางหนี้ใช้ทั้งชีวิตก็ไม่หมด”
“ลุงจำชื่อเขาได้ไหม”
พะยอมมองผิวน้ำ “บางวันจำได้ บางวันจำได้แค่ว่ารัก”
รถกระบะแล่นออกจากวังเสมาตอนบ่าย ประตูเหล็กปิดตามหลังด้วยเสียงครางยาว มีนานั่งท้ายรถกับฟ้า สรัล และนพ ลมบนถนนเขามีกลิ่นใบไม้สด ฟ้าได้รับข้อความจากเพื่อนเพียงประโยคเดียวว่า “แกติดชาบูฉัน” เธอร้องไห้อีกครั้งแต่คราวนี้ยิ้มด้วย นพยืมโทรศัพท์เจ้าหน้าที่โทรกลับบ้าน เขาพูดน้อยมาก ส่วนใหญ่ฟัง เขาพยักหน้าแม้อีกฝ่ายมองไม่เห็น และเมื่อได้ยินเสียงเด็กร้อง เขาหันหน้าหนีทุกคน
เกื้อนั่งหน้ารถ เขาโทรหาลูกสาวและพูดว่า “พ่อจะกลับบ้านก่อนคุยเรื่องงาน” ประโยคธรรมดานั้นฟังเหมือนคำสาบานยากเย็น
มีนามองเครื่องบันทึกในตัก เธอควรโยนมันทิ้ง แต่เธอรู้ว่าการทำลายของไม่เท่ากับการเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น เธอถอดแบตเตอรี่ออก วางแยกไว้ แล้วใช้ผ้าพันเครื่องแน่น เธอบอกตัวเองว่าจะไม่เปิดไฟล์สุดท้ายจนกว่าจะพร้อม หรืออาจไม่เปิดเลย
คืนนั้นในโรงแรมเล็ก ๆ ใต้อำเภอ มีนาอาบน้ำนานมาก ดินใต้เล็บหลุดออกเป็นเส้นสีดำบาง ๆ เธอนั่งบนเตียง โทรหาพ่อ เสียงสัญญาณดังสามครั้งก่อนพ่อรับ
“มีนา งานเป็นไงลูก”
เธอหลับตา ฟังเสียงพ่อที่แก่ลงแต่ยังอยู่ “ยากค่ะพ่อ”
“ได้เงินไหม”
เธอหัวเราะเบา ๆ “พ่อถามเหมือนเดิมเลย”
“ก็คนเป็นพ่อ ต้องถามเรื่องกินก่อนเรื่องผี”
มีนาชะงัก “พ่อพูดเรื่องผีทำไม”
“ไม่รู้สิ เสียงลูกเหมือนไปเจออะไรมา”
เธอเงียบไป ความเงียบคราวนี้ไม่ใช่ถ้ำ ไม่ใช่คุก มันเป็นพื้นที่ที่เธอเลือกว่าจะวางคำไหนลงไป
“พ่อ” เธอพูด “วันแม่หาย พ่อเคยโกรธหนูไหม”
ปลายสายเงียบนานจนเธอได้ยินพัดลมเก่าของบ้านหมุนเอี๊ยด ๆ
“เคย” พ่อตอบตรง ๆ “โกรธทุกอย่าง โกรธฝน โกรธภูเขา โกรธตัวเอง โกรธลูกด้วยนิดหนึ่ง แล้วก็เกลียดตัวเองที่โกรธเด็กเก้าขวบ”
น้ำตาไหลลงแก้มมีนา “หนูขอโทษ”
“พ่อก็ขอโทษที่ปล่อยให้ลูกขอโทษอยู่คนเดียวตั้งนาน”
เธอร้องไห้โดยไม่ปิดเสียง ไม่กลัวว่าความสะอื้นจะเรียกสิ่งใดมา พ่ออยู่ในสาย ฟังเธอเหมือนที่เธอเคยอยากให้โลกฟังแม่
เมื่อวางสาย ห้องเงียบลงอย่างอ่อนโยน มีนาปิดไฟ ล้มตัวนอน ความมืดในโรงแรมเป็นความมืดธรรมดา มีเสียงรถผ่านไกล ๆ เสียงหมาเห่า เสียงท่อแอร์หยดน้ำ เธอกำลังจะหลับเมื่อได้ยินเสียงติ๊ดเบา ๆ จากกระเป๋า
เธอลืมตา
เครื่องบันทึกที่ไม่มีแบตเตอรี่เปิดไฟแดงใต้ผ้าที่พันไว้ แสงเล็ก ๆ กะพริบเหมือนเมล็ดในดิน มีนาไม่ขยับ ความกลัวกลับมา แต่ไม่เหมือนเดิม มันไม่ได้ยึดคอเธอจนพูดไม่ได้ เธอค่อย ๆ ลุก เปิดกระเป๋า หยิบเครื่องออกมา วางบนโต๊ะ
เสียงหนึ่งดังจากลำโพง เบามากจนต้องตั้งใจฟัง ไม่ใช่เสียงแม่ ไม่ใช่เสียงนพ ไม่ใช่เสียงเด็กหรือคนตาย เป็นเสียงใบไม้เสียดสีกันในลมจริง ๆ เสียงนกเช้า เสียงน้ำหยดจากชายคา แล้วมีเสียงของมีนาเองจากไฟล์สุดท้ายพูดชัดเจน
“ฉันชื่อมีนา”
เครื่องเงียบไป ไฟแดงดับ
เธอนั่งมองมันจนฟ้าสาง ไม่รู้ว่าสวนคืนเสียงให้เธอ หรือเพียงย้ำเตือนว่ามันยังจำได้ แต่คราวนี้เธอไม่ตอบทันที เธอปล่อยให้ความเงียบอยู่ในห้องโดยไม่กลายเป็นคุก ปล่อยให้ตัวเองหายใจ และเมื่อแสงแรกแตะขอบหน้าต่าง เธอพูดชื่อตัวเองอีกครั้ง ไม่ใช่เพื่อให้สิ่งใดได้ยิน แต่เพื่อให้เธอจำได้ว่าเสียงของเธอเป็นของเธอเอง
ไกลออกไปบนภูเขา ในสวนพฤกษศาสตร์ที่ประตูถูกล็อกและเทปกั้นปลิวขาด ใบเสมาต้นหนึ่งคลี่ออกอย่างเชื่องช้า บนป้ายทองเหลืองว่างเปล่าข้างลำต้น มีหยดน้ำค้างไหลเป็นเส้นคล้ายตัวอักษร แต่ยังไม่กลายเป็นชื่อ ลมเช้าพัดผ่านสวนเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และทุกต้นไม้เงียบ เหมือนกำลังฟังว่าโลกภายนอกจะเรียกใครต่อไป