สวนที่ไม่ยอมเรียกชื่อ
เสียงแรกที่รินบันทึกได้ในสวนพฤกษศาสตร์บ้านเมฆไม่ใช่เสียงแมลงกลางคืน ไม่ใช่เสียงใบไม้เสียดกัน หรือเสียงน้ำหยดจากชายคาเรือนเพาะชำเก่า แต่มันเป็นเสียงคนกระซิบอยู่ใกล้ไมโครโฟนมากเสียจนลมหายใจแตกเป็นเม็ดเล็ก ๆ ในหูฟัง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“อย่าเรียกชื่อฉัน”
รินยกมือออกจากปุ่มบันทึกทันที ไฟสีแดงบนเครื่องอัดเสียงดับลงเหมือนตาที่ถูกปิด เธอยืนอยู่บนทางเดินไม้ซึ่งชื้นจนรองเท้าจมลงนิด ๆ รอบตัวเป็นความมืดของสวนที่ถูกทิ้งร้างเก้าปี ไฟทางมีเพียงบางดวงที่ติด ๆ ดับ ๆ เปล่งแสงเหลืองเหมือนเปลือกไข่เก่า ส่วนเรือนกระจกข้างหน้าเป็นเงาดำใหญ่ที่มีหยดน้ำเกาะเต็มกระจกแตก
“พี่ริน ได้อะไรบ้างไหม” เสียงนนท์ดังมาจากปลายทางเดิน เขาถือไฟฉายคาดหัว แสงส่ายไปโดนป้ายชื่อพืชซึ่งตัวอักษรหลุดลอกจนอ่านไม่ออก
รินถอดหูฟังออกช้า ๆ “เมื่อกี้นายพูดอะไรหรือเปล่า”
“ผมยังไม่ได้อ้าปากเลยพี่” นนท์ยิ้มเก้อ ๆ แล้วหยุดเมื่อเห็นหน้าของเธอ “มีอะไรเหรอ”
“ไม่มี” รินโกหกอย่างรวดเร็วตามความเคยชิน “คงเป็นคลื่นรบกวน”
นนท์มองเครื่องอัดเสียงในมือเธอ “บนนี้ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์นะพี่ คลื่นอะไรจะรบกวน”
รินไม่ตอบ เธอกดเล่นไฟล์นั้นอีกครั้ง เสียงซ่าเบา ๆ ของความชื้นไหลผ่านหูฟัง เสียงจิ้งหรีดไกล ๆ คล้ายตะปูขูดฝาไม้ แล้วเสียงกระซิบก็กลับมา คราวนี้ชัดกว่าเดิม
“อย่าเรียกชื่อฉัน ริน”
ชื่อของเธอถูกเอ่ยด้วยน้ำเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งที่รินใช้เวลาสิบเจ็ดปีพยายามลืม
เธอดึงหูฟังออกแรงจนสายเกือบขาด นนท์สะดุ้ง “พี่ริน?”
“แบตจะหมด” เธอปิดเครื่อง อากาศบนภูเขาเย็นจนปลายนิ้วชา แต่เหงื่อซึมตรงท้ายทอย “กลับอาคารก่อนเถอะ”
นนท์พยักหน้า ถึงจะอยากถามต่อก็ไม่กล้า เด็กหนุ่มอายุยี่สิบสองมาฝึกงานกับคณะสำรวจพืชเพื่อเก็บข้อมูลก่อนสวนพฤกษศาสตร์บ้านเมฆจะเปิดรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง เขาเป็นคนพูดมากในเวลากลางวัน แต่กลางคืนในสวนนี้ทำให้เสียงคนหดสั้นลงเอง เหมือนทุกประโยคต้องขออนุญาตจากต้นไม้ก่อน
ทางเดินกลับอาคารรับรองเลียบสระบัวเก่า น้ำในสระมืดนิ่ง ไม่สะท้อนไฟฉาย มีเพียงก้านบัวแห้งแทงขึ้นมาเหมือนนิ้วมือที่หยุดขยับไปนานแล้ว รินเดินนำ เธอรู้สึกถึงความว่างด้านหลัง มากกว่ารู้สึกถึงนนท์ที่ตามมา เธอหันกลับไปสองครั้ง ครั้งแรกเห็นเด็กหนุ่มอยู่ห่างไม่ถึงสามเมตร ครั้งที่สองเห็นเพียงแสงไฟฉายของเขาแกว่งต่ำลงใกล้พื้น
“นนท์” เธอเรียก
แสงไฟหยุด
“ครับ”
“เดินใกล้ ๆ หน่อย”
เขารีบก้าวมาข้างเธอ “พี่ได้ยินอะไรจริง ๆ ใช่ไหม”
“นายเคยมาที่นี่มาก่อนไหม” รินถามแทนคำตอบ
นนท์เงียบอยู่ครู่หนึ่ง “ไม่เคยครับ แต่พ่อผมเคยทำงานที่นี่ ตอนสวนยังไม่ปิด”
“ทำไมไม่บอก”
“ก็…ไม่มีใครถาม” เขาหัวเราะแห้ง ๆ “ผมมาฝึกงานเพราะอยากรู้ว่าพ่อหายไปไหน ผมบอกอาจารย์คีตาแล้ว แต่อาจารย์บอกให้ทำงานก่อน อย่าเอาเรื่องส่วนตัวมาปน”
รินหยุดเดินใต้ซุ้มเถาวัลย์ ซุ้มนี้ปกคลุมทางเดินเหมือนปากถ้ำ เธอเห็นป้ายโลหะเล็ก ๆ ตอกอยู่ข้างเสา เขียนว่า ทางไปเรือนกระจก ๓ แต่ลูกศรชี้ไปทางพุ่มไม้ทึบซึ่งไม่มีทางเดิน
“พ่อนายชื่ออะไร”
นนท์อ้าปาก แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไป ราวกับคำตอบที่ง่ายที่สุดหล่นหายระหว่างลิ้นกับฟัน “ชื่อ…เดี๋ยวนะ”
เขาหัวเราะอีกครั้ง แต่เสียงนั้นบางกว่าเดิม “แปลกว่ะ ผมนึกไม่ออก”
รินไม่ชอบความเงียบที่ตามมา มันไม่ใช่ความเงียบธรรมดา แต่เป็นความเงียบที่เหมือนมีคนเอาผ้าหนา ๆ มาคลุมสวนทั้งสวน เสียงจิ้งหรีดหายไป เสียงน้ำหยดหายไป แม้แต่เสียงหายใจของนนท์ก็เบาลงจนเธอต้องมองหน้าเขาเพื่อแน่ใจว่าเขายังอยู่
จากพุ่มไม้ทึบด้านซ้าย มีเสียงป้ายโลหะกระทบกันเบา ๆ แกร่ง…แกร่ง…แกร่ง เหมือนใครเดินผ่านแถวป้ายชื่อพืชแล้วใช้เล็บเกี่ยวไปทีละแผ่น
นนท์กระซิบ “ลมใช่ไหมพี่”
รินไม่ได้ตอบ เพราะลมบนภูเขาพัดจากอีกทาง
อาคารรับรองของสวนเป็นตึกไม้สองชั้น สีเขียวซีดลอกเป็นแผ่น มีระเบียงยาวหันหน้าเข้าหาหุบเขา ด้านในยังมีกลิ่นน้ำยาถูพื้นใหม่ปนกลิ่นราเก่า ทีมงานเปิดใช้เฉพาะชั้นล่าง ห้องประชุมถูกดัดแปลงเป็นห้องทำงานชั่วคราว มีโต๊ะยาว แผนที่สวน แล็ปท็อปสามเครื่อง และกล่องตัวอย่างพืชเรียงซ้อนกัน
อาจารย์คีตานั่งอยู่ใต้หลอดไฟขาว สวมเสื้อกันหนาวสีดำ ผมสั้นตัดตรง เธอกำลังตรวจรายชื่อพรรณไม้ในสมุดภาคสนาม ใบหน้าคมและเหนื่อยล้าแบบคนที่นอนน้อยด้วยความสมัครใจ
“กลับช้า” คีตาพูดโดยไม่เงยหน้า “ทางฝั่งเรือนกล้วยไม้มีเสียงกบป่าไหม”
รินวางเครื่องอัดเสียงลง “มีเสียงอย่างอื่น”
คีตาเงยหน้าครั้งนี้ “อย่างอื่นคืออะไร”
นนท์รีบพูด “พี่รินได้ยินเสียงคนครับ แล้วผม…ผมนึกชื่อพ่อไม่ออก”
คีตาถอนหายใจ “นนท์ เธอเหนื่อย เดินในที่มืด ความทรงจำมันสะดุดได้”
“แต่พ่อผมทั้งคน”
“ฉันไม่ได้บอกว่าพ่อเธอไม่สำคัญ ฉันบอกว่าอย่าตื่นตูม” คีตาหันมาหาริน “ไฟล์อยู่ไหน”
รินนิ่งไป เธอไม่อยากให้ใครได้ยินเสียงนั้น ไม่อยากให้ชื่อที่ถูกกระซิบด้วยเสียงของคนตายไปแล้วในบ้านของเธอหลุดออกมาสู่ห้องนี้
“ฉันลบไปแล้ว”
นนท์หันขวับ “พี่ลบทำไม”
คีตาขมวดคิ้ว “คุณทำงานบันทึกเสียง แต่ลบหลักฐานเพราะตกใจ?”
“มันเสีย ใช้ไม่ได้” รินพูดเรียบ ๆ
คีตามองเธอนานพอให้การโกหกมีรูปร่างขึ้นกลางโต๊ะ “พรุ่งนี้เช้าคุณไปกับฉันที่เรือนกระจกสอง เราต้องการเสียงสภาพแวดล้อมก่อนตัดสินใจติดตั้งระบบไฟใหม่ ส่วนคืนนี้พักได้”
“อาจารย์” นนท์ยังไม่ยอม “เรื่องพ่อผม—”
“เรามาที่นี่เพื่อทำบัญชีสิ่งมีชีวิต ไม่ใช่ทำพิธีเรียกความทรงจำ” คีตาปิดสมุดดังปับ “ถ้าใครรู้สึกไม่ไหว รถลงเขาออกวันศุกร์ ตอนนี้ยังไม่มีใครลงได้ ถนนดินทรุดจากฝนเมื่อวาน จำได้ไหม”
ประโยคสุดท้ายทำให้ห้องเงียบ ทุกคนรู้ว่าพวกเขาติดอยู่บนสวนอย่างน้อยสามคืน รถกระบะของสวนจอดอยู่ใต้โรงจอด แต่ทางลงเขาช่วงกิโลเมตรที่แปดพัง คนขับชื่อสมพรเดินไปสำรวจตั้งแต่เย็นและบอกว่าต้องรอเครื่องจักรจากอำเภอ
ลุงแฉล้ม ภารโรงและคนดูแลเก่าของสวน นั่งสูบบุหรี่อยู่ตรงบันไดนอกอาคาร เขาไม่ได้เข้าประชุม แต่รินเห็นเงาแกผ่านช่องหน้าต่างตลอดเวลา แกเป็นชายวัยหกสิบปลาย ตัวผอม ผิวกร้าน นัยน์ตาขุ่นเหมือนน้ำในโอ่งที่ตั้งไว้นาน เมื่อรินออกไปสูดอากาศ แกดับบุหรี่กับกระป๋องนมข้นแล้วพูดเบา ๆ โดยไม่มองหน้า
“กลางคืนอย่าเรียกชื่อกันดังนัก”
รินชะงัก “ทำไมคะ”
ลุงแฉล้มพ่นควันสุดท้ายออกทางจมูก “ชื่อคนมันหอมกว่าดอกไม้”
“ลุงหมายถึงอะไร”
“หมายถึงถ้าจะเรียก ก็เรียกให้ครบ อย่าเรียกเล่น อย่าเรียกย่อ อย่าเรียกคนที่ไม่อยู่”
รินรู้สึกเหมือนมีนิ้วเย็นแตะกระดูกสันหลัง “ที่นี่เคยมีคนหายใช่ไหม”
ลุงแฉล้มเงียบจนเสียงหลอดไฟในอาคารดังหึ่ง ๆ
“คุณนนท์บอกว่าพ่อเขาเคยทำงานที่นี่” รินพูด “ลุงรู้จักไหม”
“คนทำงานที่นี่เยอะ”
“แล้วคนหายล่ะคะ”
แกหันมองเธอเป็นครั้งแรก แววตาไม่ได้ดูแก่ แต่ดูลึกเหมือนบ่อที่ไม่มีใครตักน้ำแล้ว “คนจะหายได้ ต้องมีคนจำว่าเขาเคยอยู่ก่อน”
รินกลับเข้าห้องพักโดยมีประโยคนั้นติดอยู่ในหู ห้องของเธออยู่สุดระเบียงชั้นล่าง เตียงไม้เดี่ยว ผ้าห่มสีเทา หน้าต่างบานเกล็ดปิดไม่สนิท เธอเสียบเครื่องอัดเสียงเข้าคอมพิวเตอร์เพื่อเช็กไฟล์ แม้บอกคีตาว่าลบไปแล้ว แต่ไฟล์ยังอยู่ในถังขยะ เธอจ้องชื่อไฟล์ซึ่งตั้งอัตโนมัติเป็นวันที่และเวลา ปลายนิ้วค้างเหนือทัชแพด
เธอควรลบมันจริง ๆ
เธอเคยลบเสียงมาก่อน เสียงร้องไห้ของลูกค้าในสารคดี เสียงสารภาพที่ทำให้โปรเจกต์เสียหาย เสียงแม่เรียกชื่อพี่สาวผิด ๆ ในคืนที่หมอวินิจฉัยว่าแม่เริ่มหลงลืม รินเป็นคนเก่งเรื่องทำให้โลกฟังสะอาดขึ้น เธอตัดเสียงไม่พึงประสงค์ออกจากชีวิตได้เหมือนตัดเสียงลมจากไมค์
แต่เสียงในสวนไม่ยอมเป็นเพียงไฟล์เสียง
เมื่อเธอกดเล่น เสียงกระซิบไม่พูดประโยคเดิมอีก มันเงียบอยู่นานจนรินคิดว่าไฟล์เสียจริง แล้วเสียงผู้หญิงคนนั้นก็หัวเราะเบา ๆ หัวเราะแบบกลั้นไว้เพราะกลัวผู้ใหญ่ดุ รินจำได้ทันที เป็นเสียงดาว พี่สาวที่หายไปตอนรินอายุสิบสอง ดาวอายุสิบเจ็ด ชอบร้องเพลงในครัว ชอบผูกเชือกรองเท้าให้รินแม้รินทำเองเป็นแล้ว และหายไปจากบ้านในคืนฝนตก โดยทิ้งเพียงเสื้อกันฝนสีเหลืองไว้ที่ป้ายรถเมล์หน้าหมู่บ้าน
ตำรวจบอกว่าเด็กสาวหนีตามผู้ชาย แม่ไม่เชื่อ พ่อไม่พูดถึงอีก รินเลือกอยู่ฝ่ายพ่อเพราะความเงียบง่ายกว่าความหวัง เธอไม่ได้เอ่ยชื่อดาวมานานจนมันเหมือนคำต้องห้ามในบ้าน
ในไฟล์เสียง ดาวกระซิบว่า “รินอย่าให้เขาเขียนป้ายให้เรา”
หน้าจอคอมพิวเตอร์กะพริบ ไฟในห้องดับลงหนึ่งวินาที แล้วติดขึ้นใหม่ บนโต๊ะข้างเครื่องอัดเสียงมีป้ายโลหะเล็ก ๆ วางอยู่ ป้ายแบบเดียวกับป้ายชื่อต้นไม้ในสวน ผิวมันเปียกเหมือนเพิ่งถูกดึงขึ้นจากดิน
ตัวอักษรถูกสลักด้วยมืออย่างประณีต
รินลดา สุขเกษม
ตัวอย่างมีชีวิต
เก็บจากเรือนกระจก ๐
รินถอยจนหลังชนผนัง เธออยากร้องเรียกใครสักคน แต่คำเตือนของลุงแฉล้มกดอยู่บนลิ้นเหมือนก้อนหิน เธอหยิบป้ายด้วยกระดาษทิชชู ป้ายเย็นจนเจ็บนิ้ว เมื่อพลิกดูด้านหลัง มีรอยขีดสั้น ๆ สิบเจ็ดรอย
เธอนอนไม่หลับจนฟ้าซีด แสงเช้าทำให้สวนดูเหมือนสถานที่ราชการเก่าที่แค่ขาดงบประมาณ ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่หายใจใต้รากไม้ หมอกคลุมแปลงเฟิร์นและบ่อเลี้ยงสาหร่าย อาคารวิจัยสามหลังเรียงอยู่บนเนินเหมือนกล่องเปล่า ทุกอย่างดูจริงพอให้เหตุการณ์เมื่อคืนกลายเป็นเรื่องน่าอาย
คีตารออยู่หน้าเรือนกระจกสอง เธอถือกุญแจพวงใหญ่และแท็บเล็ต “คุณตาซีด”
“นอนไม่ค่อยได้”
“ถ้าเรื่องเสียงเมื่อคืน ฉันขอโทษที่พูดแรง แต่ฉันต้องคุมทีม”
รินมองเธอ “คุณไม่เชื่อว่าในสวนนี้มีอะไรผิดปกติ?”
คีตาไขประตูเหล็ก สนิมครูดกันเสียงแหลม “ฉันเชื่อว่าที่นี่มีประวัติไม่สะอาด ฉันเชื่อว่าคนกลบเรื่องเพื่อของบเปิดใหม่ ฉันเชื่อว่าความชื้นทำให้เสียงเดินทางประหลาด แต่ฉันไม่เชื่อว่าความกลัวของเราควรมีอำนาจมากกว่าหลักฐาน”
“แล้วถ้าหลักฐานกลัวเราล่ะ” รินถาม
คีตาหันมา มุมปากขยับเหมือนจะยิ้มแต่ไม่สำเร็จ “นั่นเป็นประโยคที่คนทำสารคดีชอบมาก”
เรือนกระจกสองเคยเป็นพื้นที่จัดแสดงพืชกินแมลง แผ่นกระจกหลายบานแตกและถูกปิดด้วยพลาสติกขุ่น แสงเช้าผ่านลงมาเป็นแถบ ๆ เหมือนน้ำสกปรก ภายในมีโต๊ะปลูกยาวเรียงเป็นแถว กระถางจำนวนมากแห้งตาย แต่บางกระถางยังเขียวสดเกินเหตุ ใบเรียวยาวสีเขียวเข้มมีเส้นกลางใบขาวซีดคล้ายกระดูก
รินตั้งไมโครโฟนกลางเรือนกระจก คีตาเดินตรวจป้ายชื่อทีละแถว เธอจดบางอย่างลงแท็บเล็ตอย่างรวดเร็ว
“ป้ายหายเยอะกว่าที่คิด” คีตาพึมพำ
“หายหรือถูกลบ”
“ต่างกันยังไง”
รินชี้ไปที่ป้ายหนึ่ง ป้ายโลหะยังอยู่ แต่ชื่อสกุลและชนิดถูกขูดจนเป็นพื้นเรียบ เหลือเพียงคำว่า เก็บจากบ้านแม่ลบ
คีตาหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย “คุณไปได้ยินชื่อนั้นจากไหน”
“ฉันยังไม่ได้พูดอะไร”
คีตาปิดแท็บเล็ต “บ้านแม่ลบเป็นชื่อพื้นที่เก่า ก่อนสวนสร้าง เขาบอกว่าเป็นหมู่บ้านชาวไร่เล็ก ๆ ย้ายออกไปหมดแล้ว ไม่มีเอกสารมากนัก”
“ทำไมคุณดูเหมือนรู้มากกว่าเอกสาร”
“เพราะฉันเคยทำวิทยานิพนธ์เรื่องพืชเฉพาะถิ่นบนภูเขานี้” คีตาเดินไปอีกแถว “และเพราะอาจารย์ที่ปรึกษาของฉันเคยห้ามไม่ให้มาที่นี่”
“แต่คุณก็มา”
คีตาหยุดตรงกระถางที่มีดอกตูมสีขาวปิดแน่น “ถ้าสวนเปิดใหม่ ฉันได้ทุนวิจัยห้าปี ได้ห้องแล็บ ได้สิทธิ์ดูแลพืชที่ไม่มีใครศึกษา คุณคิดว่าคนอย่างฉันมีทางเลือกเยอะเหรอ”
น้ำเสียงนั้นไม่ใช่ความโลภล้วน ๆ มีความเหนื่อยของคนที่ต่อสู้กับประตูปิดมานานเกินไป รินเข้าใจดี เธอเองรับงานนี้เพราะเงินค่ารักษาแม่และเพราะอยากหนีเสียงโทรศัพท์จากบ้านที่ดังทุกคืนพร้อมประโยคเดิมของแม่ว่า “ดาวกลับหรือยัง”
นนท์วิ่งเข้ามาในเรือนกระจก หน้าเสีย “อาจารย์ครับ ลุงแฉล้มไม่ยอมให้ผมเข้าโรงเก็บป้าย”
คีตาขมวดคิ้ว “โรงเก็บป้าย?”
“ผมเจอด้านหลังโรงเพาะ มีป้ายชื่อคนเต็มไปหมด ไม่ใช่ป้ายต้นไม้ ป้ายคน”
รินรู้สึกถึงป้ายในกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ตหนักขึ้นทันที
คีตาเดินเร็วออกจากเรือนกระจก นนท์ตามติด รินเก็บไมค์อย่างลนลาน เสียงบันทึกยังเปิดอยู่ เธอกำลังจะกดหยุดเมื่อหูฟังที่คล้องคอส่งเสียงเบา ๆ
เสียงใบไม้จำนวนมากกระซิบพร้อมกัน ไม่เป็นคำในตอนแรก แล้วค่อย ๆ ชัดขึ้นเป็นชื่อคน ชื่อหนึ่งทับอีกชื่อหนึ่ง ชื่อผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก คนแก่ ชื่อที่ถูกเอ่ยเร็วและแผ่วเหมือนกลัวหมดเวลา ในบรรดาเสียงเหล่านั้นมีเสียงหนึ่งพยายามดันตัวขึ้นมา
“ริน…อย่าให้เขาเปิดศูนย์”
โรงเก็บป้ายอยู่หลังโรงเพาะชำเก่า ประตูไม้ถูกล็อกด้วยโซ่ ลุงแฉล้มยืนขวางอยู่ มือจับกุญแจแน่น นนท์หน้าแดงด้วยความโกรธ ส่วนคีตาพยายามพูดอย่างเป็นเหตุผล
“ลุงคะ เราต้องตรวจของทุกอย่างในพื้นที่ ถ้ามีเอกสารหรือป้ายเก่าก็ต้องทำบัญชี”
“บัญชีทำไว้แล้ว” ลุงแฉล้มพูด
“ใครทำ”
“คนที่ไม่ควรมีชื่อ”
นนท์ตะคอก “ลุงรู้จักพ่อผมใช่ไหม บอกชื่อพ่อผมมา ผมจำไม่ได้ ลุงบอกมาแค่นี้”
ลุงแฉล้มมองเด็กหนุ่มด้วยความสงสารจนรินเจ็บแทน “ถ้าลุงบอก แล้วเอ็งจำได้ มันจะได้ยิน”
“อะไรมันจะได้ยิน”
“สวน”
คีตาหมดความอดทน “พอค่ะ ลุงแฉล้ม ถ้าลุงไม่เปิด ฉันจะแจ้งมูลนิธิว่าเจ้าหน้าที่ขัดขวางงานสำรวจ”
ลุงแฉล้มยิ้มเศร้า “มูลนิธิมันตั้งสวนนี้ขึ้นมาเอง คุณคิดว่ามันไม่รู้หรือ”
รินล้วงป้ายชื่อของตัวเองออกมา “ลุงเคยเห็นป้ายแบบนี้ไหม”
ความเงียบตกลงมาอย่างรวดเร็ว ลุงแฉล้มหน้าซีดจนรอยย่นลึกขึ้น คีตากับนนท์มองป้ายในมือริน ไม่มีใครพูดอยู่หลายวินาที
คีตาเอ่ยช้า ๆ “คุณได้มาจากไหน”
“มันอยู่ในห้องฉันเมื่อคืน”
นนท์ถอยหนึ่งก้าว “ตัวอย่างมีชีวิตหมายความว่าอะไร”
ลุงแฉล้มยื่นมือสั่น ๆ มารับป้าย แต่ไม่แตะ “มันเริ่มเขียนชื่อคุณแล้ว คุณไปทำอะไรมา”
“ฉันแค่บันทึกเสียง”
“เสียงเป็นรากอย่างหนึ่ง” ลุงพูด “มันเลื้อยไปถึงที่ที่เราฝังของไว้”
คีตากระชากกุญแจจากมือแกในจังหวะที่ทุกคนมองป้าย ลุงแฉล้มร้อง “อย่า!” แต่ช้าไปแล้ว โซ่หลุด ประตูโรงเก็บป้ายเปิดออก กลิ่นโลหะชื้นและดินเก่าพุ่งออกมาเหมือนลมหายใจที่ถูกกลั้นไว้นาน
ข้างในไม่มีหน้าต่าง แสงไฟฉายเผยให้เห็นชั้นไม้เต็มผนัง บนชั้นมีป้ายโลหะนับพันเรียงตามขนาด บางป้ายเป็นชื่อพืช บางป้ายเป็นชื่อคน บางป้ายว่างเปล่าแต่มีรอยนิ้วจับจนมันวาว ป้ายจำนวนหนึ่งห้อยจากเพดานด้วยเชือกฝ้าย เวลามีลมลอดเข้ามา มันกระทบกันเป็นเสียงแกร่งเบา ๆ เสียงเดียวกับที่รินได้ยินเมื่อคืน
นนท์เดินเข้าไปเหมือนคนเมา เขาหยิบป้ายหนึ่งขึ้นมา อ่านแล้วคิ้วขมวด “นี่ชื่อแม่ผม”
คีตาแย่งไปดู “อาจเป็นผู้บริจาค อาจเป็นพนักงานเก่า”
“แม่ผมไม่เคยมาที่นี่”
รินส่องไฟไปด้านในสุด ผนังตรงนั้นมีแผนที่สวนเก่าติดอยู่ แต่แผนที่ถูกแก้ด้วยหมึกสีดำหลายชั้น เส้นทางบางเส้นถูกขีดทับ บางอาคารถูกลบ เหลือเพียงช่องว่างรูปวงกลมกลางสวน ไม่มีชื่อ ไม่มีหมายเลข ทว่ามีรอยกดของตัวอักษรจาง ๆ รินขยับไฟเฉียงจนอ่านได้
เรือนกระจก ๐
คีตาหายใจแรง “มันมีจริง”
รินหันไป “คุณรู้?”
คีตาไม่ตอบ เธอเดินไปที่ลิ้นชักเหล็กใต้แผนที่ ดึงออกทีละชั้น มีแฟ้มเก่า สมุดบันทึกการปลูก เมล็ดแห้งในซองกระดาษ และม้วนเทปคาสเซ็ตติดฉลากว่า เสียงเปิดดอก รอบที่ ๑๒
“อย่าเอาออกมา” ลุงแฉล้มยืนที่ประตู ไม่กล้าเข้าข้างใน “ของที่อยู่ในนี้ต้องให้มันลืมไปเอง”
คีตากำม้วนเทป “การลืมไม่ได้ทำให้เรื่องหายค่ะลุง มันแค่ทำให้คนผิดสบาย”
“บางเรื่องคนผิดไม่ใช่คน”
รินมองป้ายชื่อเรียงราย แล้วเห็นป้ายหนึ่งอยู่บนชั้นระดับสายตา ตัวอักษรทำให้โลกทั้งใบแคบลงเหลือแผ่นโลหะเล็ก ๆ
ดารารัตน์ สุขเกษม
ผู้ช่วยภาคสนามชั่วคราว
เก็บจากเรือนกระจก ๐
รินลืมหายใจ เธอแตะป้ายเหมือนแตะแก้มคนที่หลับอยู่ “ดาว”
ทันทีที่ชื่อนั้นออกจากปาก ป้ายทั้งหมดในโรงเก็บสั่นพร้อมกัน เสียงโลหะกระทบโลหะดังขึ้นรอบตัว ไม่ดังมาก แต่ถี่จนเหมือนฝนตกในห้องปิด ไฟฉายของนนท์ดับ ไฟของคีตากะพริบ ลุงแฉล้มร้องให้ทุกคนออกมา
จากชั้นในสุด เสียงผู้หญิงหลายคนกระซิบตอบรับชื่อดาว บางเสียงเหมือนดีใจ บางเสียงเหมือนเจ็บปวด รินได้ยินเสียงพี่สาวชัดเจนที่สุด
“อย่าเรียกฉันถ้าไม่พาออกไป”
พื้นโรงเก็บป้ายยุบลงนิดหนึ่ง ฝุ่นดินร่วงจากเพดาน นนท์คว้าข้อมือริน “พี่ ออก!”
พวกเขาวิ่งออกมากลางแสงเช้า ประตูโรงเก็บป้ายปิดเองช้า ๆ ไม่กระแทก ไม่มีความรุนแรง มีเพียงเสียงไม้เสียดวงกบยาวนานเหมือนคนถอนหายใจ ลุงแฉล้มนั่งลงกับพื้น เอามือปิดหน้า
คีตายังกำม้วนเทปไว้แน่น “คืนนี้เราจะฟังเทป”
“ไม่” ลุงแฉล้มเงยหน้า “ถ้าฟัง มันจะรู้ว่าพวกคุณอยากจำ”
รินพูดเสียงต่ำ “ฉันอยากจำ”
ลุงมองเธอ “จำแล้วต้องจ่าย คุณพร้อมหรือ”
ไม่มีใครตอบได้
ตลอดบ่าย สวนเปลี่ยนไปทีละน้อยอย่างไม่ให้จับได้ถนัด ทางเดินที่คุ้นตายาวขึ้น ป้ายบอกทางหันคนละทิศกับเมื่อเช้า แปลงพืชสมุนไพรที่คีตายืนยันว่าอยู่ติดโรงอาหารกลับไปโผล่หลังอาคารวิจัย นนท์พบว่าสมุดบันทึกของเขามีหน้าว่างแทรกอยู่กลางเล่ม ทุกหน้าว่างมีรอยกดเหมือนเคยเขียนชื่อใครบางคนซ้ำ ๆ แล้วถูกยางลบถูจนกระดาษบาง
ตอนเย็น สมพรคนขับรถกลับจากทางลงเขาพร้อมข่าวร้าย ดินถล่มเพิ่ม ถนนถูกตัดขาดทั้งสองฝั่ง วิทยุสื่อสารจับสัญญาณไม่ได้ โทรศัพท์ดาวเทียมของคีตาเปิดไม่ติดทั้งที่ชาร์จเต็ม
“อยู่กันเงียบ ๆ คืนเดียว” สมพรพูดขณะตักข้าวในโรงอาหาร “พรุ่งนี้หมอกจาง ผมเดินลงไปเอง”
ลุงแฉล้มส่ายหน้า “อย่าเดินตอนสวนยังหิว”
สมพรหัวเราะ “ลุงพูดเหมือนต้นไม้กินคนได้”
“ต้นไม้ไม่กินคน” ลุงตอบ “มันกินสิ่งที่ทำให้คนยังเป็นคน”
ไม่มีใครหัวเราะต่อ
คืนนั้นพวกเขารวมตัวในห้องประชุม มีตะเกียงแบตเตอรี่สองดวง แสงส้มทำให้ผนังไม้ดูเหมือนเนื้อของอะไรบางอย่างที่ยังอุ่น คีตาวางม้วนเทปบนโต๊ะ เครื่องเล่นเทปเก่าถูกพบในตู้เอกสารของอาคารรับรอง มันยังใช้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ลุงแฉล้มยืนกอดอกอยู่ริมประตู “ถ้าจะฟัง อย่าเรียกชื่อตัวเองในห้องนี้ อย่าขานรับเสียงในเทป ไม่ว่ามันพูดเหมือนใคร”
นนท์ถาม “ถ้ามันพูดชื่อพ่อผมล่ะ”
“ยิ่งห้ามขาน”
คีตากดปุ่มเล่น เทปหมุน เสียงซ่าเก่าดังขึ้น ตามด้วยเสียงหายใจของผู้ชายคนหนึ่ง เขาพูดใกล้ไมค์ น้ำเสียงเป็นทางการแต่สั่นเล็กน้อย
“บันทึกการทดลองเปิดดอก ต้นไม่รับชื่อ รอบที่สิบสอง วันที่…”
วันที่ในเทปกลายเป็นเสียงยืดยาวฟังไม่ออก เหมือนถูกดึงผ่านน้ำ
เสียงผู้ชายอีกคนแทรก “อย่าพูดวันที่ มันจำทางกลับได้จากวันที่”
เสียงแรกเงียบไป แล้วพูดต่อ “ผู้ร่วมสังเกตการณ์สิบสี่คน ผู้ช่วยภาคสนามจากบ้านแม่ลบหกคน อาสาสมัครจากมหาวิทยาลัยสามคน เจ้าหน้าที่สวนห้าคน ทุกคนได้รับป้ายประจำตัว ห้ามถอดป้ายจนกว่าดอกจะปิด”
รินกำขอบโต๊ะเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งเล็ก ๆ ในเทป ตามด้วยเสียงคนจำนวนหนึ่งเดินบนพื้นกรวด
คีตากระซิบ “ต้นไม่รับชื่อ…”
ลุงแฉล้มพูด “เขาเรียกมันว่าไม้รับเงาในหมู่บ้าน แต่พวกนักวิจัยไม่ชอบชื่อชาวบ้าน เขาเลยตั้งใหม่ ตั้งชื่อให้สิ่งที่ไม่อยากมีชื่อ”
เทปยังเล่นต่อ เสียงผู้หญิงวัยรุ่นคนหนึ่งดังขึ้นไกล ๆ “หนูต้องยืนตรงไหนคะ”
รินตัวแข็ง เสียงนั้นเด็กกว่าความทรงจำ แต่เป็นดาวแน่นอน
เสียงผู้ชายตอบ “ตรงป้ายของเธอ ดารารัตน์ อย่าก้าวออกนอกวง”
รินปิดปากตัวเอง ไม่ให้ชื่อพี่สาวหลุดออกมาอีก
เทปมีเสียงสวดไม่ใช่ภาษาบาลี ไม่ใช่ภาษาที่รินรู้จัก เป็นเสียงคนอ่านรายชื่อพืชสลับกับชื่อคน จังหวะเนิบและแห้งแล้งเหมือนการตรวจนับสินค้า เสียงลมในเทปดังขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่ทุกคนในห้องประชุมรู้ว่าการทดลองนั้นทำในเรือนกระจกปิด
แล้วเสียงดอกไม้เปิดก็ดังขึ้น
มันไม่เหมือนกลีบดอกคลี่ มันเหมือนกระดาษจำนวนมหาศาลถูกพลิกพร้อมกัน จากนั้นเสียงทั้งหมดในเทปหายไปหนึ่งช่วง เงียบสนิทจนคนในห้องประชุมเผลอกลั้นหายใจ
เสียงดาวกระซิบใกล้ไมค์ “ชื่อหนูอยู่ไหน”
ผู้ชายคนแรกตอบตื่น ๆ “ทุกคนอยู่ในตำแหน่ง อย่าขยับ”
เสียงผู้หญิงอีกคนร้อง “ป้ายฉันว่าง ป้ายฉันว่างแล้ว”
เสียงผู้ชายคนที่สองพูดเร็ว “อย่าเรียกกัน ห้ามเรียกกัน มันกำลังเลือก”
เสียงในเทปแตกพร่า มีเสียงป้ายโลหะกระทบพื้น เสียงคนหายใจหอบ เสียงรองเท้าวิ่งบนกรวด แต่ไม่มีเสียงกรีดร้อง มีเพียงเสียงคนหลายคนถามซ้ำ ๆ ด้วยความงุนงงและหวาดกลัว
“ฉันชื่ออะไร”
“เมื่อกี้ใครยืนข้างฉัน”
“ทำไมป้ายว่าง”
“แม่ฉันเรียกฉันว่ายังไง”
เครื่องเล่นเทปหยุดเอง เทปยังไม่หมด แต่ปุ่มเล่นเด้งขึ้น ตะเกียงทั้งสองดวงหรี่ลง นนท์น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว
“พ่อผมอยู่ในนั้นใช่ไหม”
คีตาเสียงแหบ “เอกสารบอกว่าอุบัติเหตุไฟฟ้าลัดวงจร มีผู้เสียชีวิตศูนย์คน สวนปิดเพราะงบประมาณ”
รินหันไปหาเธอ “คุณเห็นเอกสารอะไรอีก”
คีตานั่งนิ่ง มือวางบนเทป “อาจารย์ที่ปรึกษาของฉันเคยเป็นนักวิจัยที่นี่ เขาเก็บสมุดเล่มหนึ่งไว้ ฉันอ่านก่อนเขาเผา มันเขียนว่าต้นไม่รับชื่อช่วยรักษาความหลากหลายของพืชบนภูเขาได้ ถ้าให้มัน ‘กินชื่อ’ ของสิ่งมีชีวิตที่รบกวนสมดุล พื้นที่จะลืมการบุกรุก ลืมการตัดถนน ลืมหมู่บ้านที่ถูกย้าย ลืมคนที่คัดค้าน”
สมพรสบถเบา ๆ “บ้าไปแล้ว”
“เขาเชื่อว่าถ้าลบชื่อคนออกจากระบบนิเวศ คนคนนั้นจะไม่ทิ้งรอยไว้” คีตาพูดต่อ “ไม่มีบันทึก ไม่มีความทรงจำชัดเจน ไม่มีใครตามหาได้ถูกทาง”
นนท์กำหมัด “แล้วคุณยังอยากเปิดสวน”
คีตาหลบตา “ฉันคิดว่ามันเป็นคำเปรียบเทียบ เป็นความเชื่อชาวบ้านปนความผิดของนักวิจัย ฉันคิดว่าถ้าพิสูจน์ได้ ฉันจะเปิดโปง…”
“หรือเอาเครดิต” รินพูด
คีตาไม่ปฏิเสธทันที ความเงียบของเธอคือคำตอบส่วนหนึ่ง
“ใช่” คีตาพูดในที่สุด “ฉันอยากเป็นคนเจอสิ่งที่คนอื่นกลัว ฉันเบื่อการเป็นนักพฤกษศาสตร์ที่ต้องขออนุญาตผู้ชายแก่ ๆ เพื่อแตะเมล็ดพันธุ์ ฉันอยากชนะอะไรสักอย่าง”
ลุงแฉล้มมองออกไปนอกหน้าต่าง “ไม่มีใครชนะสวนนี้ได้หรอก คุณทำได้แค่ไม่แพ้มากเกินไป”
เสียงเคาะดังขึ้นจากใต้พื้นห้องประชุม ทุกคนหยุดพูด เคาะสามครั้ง เว้นช่วง เคาะอีกสามครั้ง ไม่ดัง ไม่รีบร้อน เหมือนคนมีมารยาทขอเข้าห้องจากใต้ดิน
สมพรลุกพรวด “อะไรอีกวะ”
ลุงแฉล้มกระซิบ “อย่าตอบ”
เสียงเคาะย้ายจากใต้โต๊ะไปใต้ผนังด้านซ้าย แล้วค่อย ๆ เคลื่อนตามแนวพื้นไปยังประตู รินได้ยินเสียงกระซิบจากเครื่องอัดเสียงที่วางปิดอยู่บนโต๊ะ ไฟหน้าจอสว่างขึ้นเอง แถบบันทึกวิ่ง ทั้งที่เธอไม่ได้กด
เสียงดาวดังออกจากลำโพงเล็ก ๆ “ริน เปิดให้หน่อย หนาว”
รินยืนขึ้นครึ่งตัว นนท์คว้าแขนเธอ “พี่ อย่า”
“นั่นเสียงพี่ฉัน”
“ลุงบอกอย่าตอบ”
เครื่องอัดเสียงพูดอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงแม่ของริน อ่อนแรงและสับสนเหมือนตอนโทรมาตีสอง “ริน ดาวกลับหรือยังลูก แม่จำหน้าเขาไม่ค่อยได้แล้ว”
น้ำตาของรินไหลทันที ความผิดที่เธอเก็บไว้แน่นตลอดหลายปีเปิดออก เธอเคยโกรธแม่ที่ไม่ยอมลืมดาว โกรธดาวที่หายไปแล้วทิ้งเธอไว้กับบ้านที่เต็มไปด้วยคำถาม โกรธตัวเองที่จำเสียงหัวเราะของพี่สาวได้น้อยลงทุกปี
คีตาพูดเบา ๆ “มันใช้เสียงที่คุณให้มัน”
รินมองเครื่องอัดเสียงของตัวเอง อาชีพของเธอคือเก็บเสียงคนอื่น แล้วตัดสินว่าเสียงไหนควรอยู่ เสียงไหนควรถูกลบ ที่นี่เหมือนลงโทษเธอด้วยสิ่งเดียวกัน
เสียงเคาะหยุด ประตูห้องประชุมแง้มออกทั้งที่ล็อกจากด้านใน ลมเย็นไหลเข้ามา กลิ่นดอกไม้หอมหวานผิดเวลา หวานจนขมที่โคนลิ้น
นอกอาคาร หมอกหนาปกคลุมสวน แต่กลางหมอกมีแสงสีขาวนวลอยู่ไกล ๆ จากทิศที่แผนที่ระบุว่าเป็นช่องว่าง เรือนกระจกที่ไม่ควรมีอยู่กำลังเปิดไฟเอง
สมพรพูดเสียงสั่น “ผมไม่อยู่แล้ว ผมจะลงเขา”
ลุงแฉล้มคว้าไหล่เขา “อย่าออกไปคนเดียว”
“อยู่ก็รอตายสิลุง” สมพรสะบัดหลุด “ผมไม่อยากจำอะไรทั้งนั้น ผมไม่เกี่ยว”
เขาวิ่งออกจากอาคารไปในหมอก ทุกคนได้ยินเสียงเท้าเขาบนบันไดไม้ เสียงกรวดบนทางเดิน แล้วเงียบ ไม่มีเสียงร้อง ไม่มีเสียงล้ม มีเพียงเสียงป้ายโลหะที่ไหนสักแห่งขยับเบา ๆ หนึ่งครั้ง
นนท์จะวิ่งตาม แต่ลุงแฉล้มขวางไว้ “ถ้าเขายังจำชื่อตัวเองได้ เขาจะกลับมาเอง”
“แล้วถ้าไม่กลับ?”
ลุงไม่ตอบ
รินหยิบป้ายชื่อดาวจากกระเป๋า เธอเอามาจากโรงเก็บป้ายโดยไม่บอกใคร ป้ายอุ่นขึ้นในมือราวกับมีชีพจร “ฉันจะไปเรือนกระจกศูนย์”
คีตาหันมา “ตอนนี้?”
“พี่ฉันอยู่ที่นั่น หรือสิ่งที่เหลือจากพี่ฉันอยู่ที่นั่น”
ลุงแฉล้มพูด “ถ้าจะไป ต้องรู้กฎ”
“บอกมา”
“เรือนกระจกศูนย์ไม่ได้อยู่ในสวน มันอยู่ในสิ่งที่สวนลืมไม่ได้ ทางจะเปิดเมื่อมีคนถือชื่อที่ถูกเก็บไว้ ห้ามเดินออกนอกกรวดขาว ห้ามอ่านป้ายที่ไม่มีเจ้าของอยู่ตรงหน้า ห้ามให้ใครเรียกชื่อคุณครบสามครั้งโดยที่คุณไม่เห็นหน้าเขา และถ้าเจอดอกเปิด อย่าบอกชื่อคนที่คุณรักเพื่อแลกทางกลับ”
นนท์กลืนน้ำลาย “ทำไม”
“เพราะมันไม่กินชื่อที่ถูกโยนให้ มันตามกลิ่นไปถึงคนคนนั้น”
รินคิดถึงแม่ที่บ้าน จำชื่อดาวไม่ได้ชัดแต่ยังรอ รินพูด “ฉันจะไม่ให้มัน”
คีตาหยิบไฟฉายกับสมุดบันทึก “ฉันไปด้วย”
นนท์เช็ดหน้า “ผมด้วย ผมต้องรู้ชื่อพ่อ”
ลุงแฉล้มมองทั้งสามคน “ความอยากรู้เป็นประตูที่เปิดง่ายที่สุด”
“ลุงจะไปไหม” รินถาม
แกมองออกไปในหมอกนานมาก “ลุงเฝ้าประตูนี้มานานจนลืมว่าตัวเองยืนฝั่งไหนแล้ว ไปสิ บางทีถึงเวลาคืนป้าย”
พวกเขาเดินออกจากอาคารรับรองเป็นแถว ไม่มีใครเรียกชื่อกัน ทางเดินไม้หน้าตึกเปียกด้วยน้ำค้าง แต่หมอกไม่ได้ชื้น มันแห้งและเย็นเหมือนผ้าปูเตียงในห้องคนป่วย แสงจากเรือนกระจกศูนย์อยู่ไกลเท่าเดิมไม่ว่าพวกเขาเดินไปกี่นาที สวนรอบตัวจัดตัวเองใหม่อย่างเงียบ ๆ แปลงเฟิร์นเลื่อนเข้ามาใกล้ ทางแยกที่ไม่เคยมีเปิดออก ป้ายบอกทางหันตามหลังพวกเขาเหมือนคอของสัตว์
นนท์กระซิบ “พี่…ผมเรียกพี่ว่าอะไรดีถ้าห้ามเรียกชื่อ”
รินตอบ “ไม่ต้องเรียก ถ้าฉันยังอยู่ ฉันจะหันเอง”
คีตาพูด “จับชายเสื้อกันไว้”
“เหมือนเด็กอนุบาลเลยอาจารย์” นนท์พยายามล้อ แต่เสียงสั่น
“เด็กอนุบาลรอดเพราะทำตามครู” คีตาตอบ
พวกเขาผ่านสระบัวเก่า น้ำในสระไม่มืดแล้ว แต่ขาวขุ่นเหมือนน้ำนม ใต้ผิวน้ำมีป้ายโลหะจำนวนมากนอนเรียงกัน รินเห็นชื่อบางชื่อแวบผ่านตามแสงไฟฉาย ชื่อสมพรอยู่บนป้ายหนึ่ง ตัวอักษรยังเปียกใหม่ ด้านข้างมีคำว่า ผู้ผ่านทาง
นนท์เห็นด้วย เขาทำท่าจะพูด แต่คีตาจับปากเขาไว้เบา ๆ “อย่าอ่านออกเสียง”
เสียงฝีเท้าอีกคู่ดังตามหลัง รินไม่หัน เธอนึกถึงกฎ ไม่ให้ใครเรียกชื่อครบสามครั้งโดยไม่เห็นหน้า เสียงนั้นเดินตามจังหวะเดียวกับเธอเป๊ะ ๆ เมื่อเธอหยุด มันหยุด เมื่อเธอก้าว มันก้าว
จากด้านหลัง เสียงดาวกระซิบ “ริน”
เธอกัดริมฝีปาก
“ริน”
ลุงแฉล้มพึมพำ “อย่าหันจนกว่าจะเห็นหน้า”
“รินลดา”
คีตายกไฟฉายส่องไปด้านหน้าแทน ด้านหน้ามีกระจกบานหนึ่งตั้งอยู่กลางทาง ไม่ใช่กระจกเงา แต่เป็นผนังกระจกของเรือนกระจกที่โผล่ขึ้นมาในหมอก บนกระจกสะท้อนเงาด้านหลังของพวกเขาจาง ๆ รินเห็นว่ามีคนเดินตามจริง ๆ รูปร่างผอมสูง สวมเสื้อกันฝนสีเหลืองเก่าที่เธอจำได้จากคืนที่ดาวหายไป แต่ใบหน้าถูกปิดด้วยป้ายโลหะว่างเปล่า
รินหันกลับทันทีเพราะตอนนี้เธอเห็นหน้าแล้ว หรือเห็นสิ่งที่ควรเป็นหน้า
เงานั้นหยุดห่างออกไปไม่กี่ก้าว มันไม่ได้พุ่งเข้ามา ไม่แสยะยิ้ม ไม่มีเลือด ไม่มีบาดแผล มีเพียงความผิดธรรมดาที่หนักกว่าอะไรทั้งหมด เสื้อกันฝนเปียกฝนที่ไม่มีในหมอก มือสองข้างจับป้ายว่างตรงใบหน้าไว้แน่นเหมือนกลัวหลุด
รินพูดเสียงแตก “ดาว ถ้านั่นคือพี่ วางป้ายลง”
เงาสั่นศีรษะ
ลุงแฉล้มกระซิบ “เขาไม่มีหน้าให้วางลงแล้ว มีแต่ชื่อที่ยังไม่ถูกคืน”
รินยกป้ายดารารัตน์ขึ้น “ฉันเอามาให้”
เงาเสื้อเหลืองถอยหลังหนึ่งก้าว หมอกรอบตัวมันขยับเหมือนรากไม้ใต้น้ำ เสียงดาวดังจากทุกทิศ “อย่าให้มันรู้ว่าเธอรักฉัน”
พื้นใต้เท้ากลายเป็นกรวดขาวโดยไม่รู้ตัว เส้นทางทอดตรงไปยังเรือนกระจกศูนย์ซึ่งปรากฏเต็มตัวข้างหน้า มันใหญ่กว่าเรือนอื่น กระจกทุกบานใสสะอาดเกินจริง ภายในมีแสงสีขาวนวลจากดอกไม้ขนาดใหญ่กลางเรือน ดอกนั้นสูงเกือบเท่าคน กลีบซ้อนเป็นชั้นบางเหมือนกระดาษสา เส้นใยสีเงินห้อยจากเกสรลงมาถึงพื้น แต่ละเส้นผูกกับป้ายโลหะเล็ก ๆ ที่ไหวช้า ๆ โดยไม่มีลม
ประตูเรือนกระจกเปิดอยู่
คีตาหยุดหายใจ “มันสวยมาก”
ลุงแฉล้มพูด “ของบางอย่างสวยเพราะมันรู้ว่าเราจะให้อภัยง่ายขึ้น”
ภายในเรือนกระจกศูนย์ไม่มีกลิ่นดิน มีแต่กลิ่นกระดาษเก่าและน้ำฝน พื้นเป็นกรวดขาวตามกฎ สองข้างทางมีป้ายชื่อคนปักแทนต้นไม้ บางป้ายมีรูปทรงเงาคนนั่งอยู่ข้าง ๆ แต่เมื่อไฟฉายส่องไป เงาก็กลายเป็นพุ่มไม้เตี้ย ๆ ทันที
นนท์เดินช้าลง เขาจ้องป้ายหนึ่งแล้วน้ำตาคลอ “ผมว่าผมจำได้แล้ว”
คีตาดึงแขนเขา “อย่าอ่าน”
“แต่นั่นชื่อพ่อผม”
“ถ้าอ่านออกเสียง มันจะรู้ว่าเธอต้องการอะไร”
นนท์กัดฟันจนกรามขึ้นสัน เขาคุกเข่าลงหน้าป้ายโดยไม่ก้าวออกนอกกรวด ใช้นิ้วแตะตัวอักษรแทนการพูด รินเห็นริมฝีปากเขาขยับเงียบ ๆ น้ำตาหยดลงบนป้าย โลหะดูดน้ำตาเข้าไปอย่างรวดเร็ว ตัวอักษรบนป้ายสว่างวาบหนึ่งครั้ง แล้วเสียงผู้ชายอบอุ่นดังจากดอกไม้กลางเรือน
“นนท์ อย่ามองหาในที่ที่เขาบอกให้ลืม”
นนท์สะอื้น แต่ไม่ขานรับ เขาเอามือปิดปากตัวเอง คีตาลูบหลังเขาอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เหมือนคนไม่ถนัดปลอบใคร
ลุงแฉล้มเดินนำไปถึงฐานดอกไม้ ที่นั่นมีแท่นหินเตี้ย ๆ และสมุดบัญชีเล่มใหญ่เปิดอยู่ หน้ากระดาษทำจากวัสดุคล้ายเปลือกไม้ รายชื่อคนเรียงเป็นแถว บางชื่อจาง บางชื่อเข้ม บางชื่อมีรอยขีดฆ่า รินเห็นชื่อดาวอยู่กลางหน้า และเห็นชื่อของตนเองกำลังค่อย ๆ ปรากฏใต้ชื่อพี่สาว หมึกสีเทาซึมขึ้นมาจากเนื้อกระดาษทีละตัว
คีตาหน้าซีด “มันกำลังลงทะเบียนคุณ”
รินหยิบป้ายชื่อของตัวเองออกมา ตัวอักษรบนป้ายเปลี่ยนไปแล้ว จาก ตัวอย่างมีชีวิต เป็น กำลังหยั่งราก
เสียงจากดอกไม้ดังขึ้น ไม่ใช่เสียงเดียว แต่เป็นเสียงทุกคนที่รินเคยตัดออกจากไฟล์ ทุกคำร้องไห้ ทุกความเงียบที่เธอลบเพื่อให้งานเรียบร้อย เสียงเหล่านั้นรวมกันเป็นประโยคอ่อนโยนจนน่ากลัว
“ให้ชื่อหนึ่งชื่อ แล้วกลับบ้าน”
รินหลับตา เธอเห็นแม่อยู่ในบ้านเล็ก ๆ นั่งข้างโทรศัพท์ รอข่าวของลูกสาวคนโตจนความทรงจำผุกร่อน เห็นตัวเองกดตัดเสียงแม่ออกจากข้อความเสียงเพราะฟังแล้วทนไม่ได้ เห็นดาวผูกเชือกรองเท้าให้และพูดว่า “ถ้าวันไหนรินหาย พี่จะเรียกจนกว่าจะเจอ”
คีตาพูดเร็ว “มันต้องการชื่อคนที่คุณรักที่สุด อย่าให้”
ดอกไม้คลี่กลีบออกอีกชั้น แสงขาวสว่างขึ้น ป้ายทั้งหมดในเรือนกระจกเริ่มสั่น เสียงกระซิบรายชื่อดังเหมือนฝน รินรู้สึกว่าชื่อแม่ลอยขึ้นมาถึงปลายลิ้น ง่ายมาก แค่พูด แค่แลก เธอจะได้กลับไปหาแม่จริง ๆ หรืออย่างน้อยกลับไปมีชีวิตกับความผิดเดิม
นนท์จับมือเธอ “พี่ อย่า”
คีตามองสมุดบัญชี แล้วมองดอกไม้ “ถ้าเราทำลายสมุด?”
ลุงแฉล้มหัวเราะเบา ๆ อย่างหมดแรง “สมุดเป็นแค่ปาก รากอยู่ใต้สวนทั้งสวน”
“แล้วคืนชื่อทำยังไง” รินถาม
ลุงแฉล้มล้วงถุงผ้าเก่าออกจากอกเสื้อ ในนั้นมีป้ายจำนวนหนึ่ง “เอาชื่อกลับไปให้คนเป็นจำ แต่ต้องมีคนอยู่แทนช่องว่าง ประตูถึงจะปิด”
คีตาหันไปมองแก “ลุงรู้ตั้งแต่แรกว่าจะทำอะไร”
“ลุงเคยเป็นคนอ่านชื่อในคืนทดลอง” แฉล้มพูด ดวงตาแกเปียกแต่ไม่หลบ “ลุงไม่ได้เป็นนักวิจัย ลุงเป็นคนบ้านแม่ลบ เขาจ้างให้ช่วยพูดชื่อพืชภาษาถิ่น ลุงอ่านชื่อคนตามที่เขาสั่ง เพราะคิดว่าเป็นพิธีเปิดสวนธรรมดา พอคนเริ่มลืม ลุงก็กลัว ลุงเฝ้าที่นี่เพราะคิดว่าสักวันจะคืนได้ แต่ยิ่งเฝ้า ยิ่งขี้ขลาด”
นนท์เสียงแข็ง “พ่อผมอยู่ในถุงนั้นไหม”
ลุงแฉล้มส่งป้ายหนึ่งให้เขาโดยไม่พูด นนท์รับด้วยสองมือ คราวนี้เขาไม่ร้องไห้ เพียงหายใจลึกเหมือนชื่อของพ่อกลับเข้าไปเติมช่องว่างในอก
คีตายื่นมือ “เอาป้ายมา เราจะขนออกให้หมด”
“ขนออกไม่หมด” ลุงพูด “ชื่อเป็นพัน แต่ประตูเปิดให้คนถือได้เท่าที่ใจยังรับไหว”
รินมองป้ายดาวในมือตัวเอง “ถ้าฉันคืนชื่อดาว พี่ฉันจะกลับไหม”
ลุงแฉล้มส่ายหน้าอย่างช้า ๆ “คนที่ถูกเก็บนานขนาดนั้นไม่กลับเป็นคนเดิม แต่ชื่อจะกลับไปอยู่ในปากคนที่รักเขา ความจริงจะมีที่ยืน”
ดอกไม้กระซิบด้วยเสียงแม่ “รินลูก แม่เหนื่อยแล้ว ให้แม่ลืมเถอะ”
รินสะอื้น “แม่ไม่ได้พูดแบบนั้น”
เสียงแม่ตอบทันที “แม่พูดสิ ลูกแค่ตัดทิ้ง”
ประโยคนั้นแทงลึก เพราะอาจจริง แม่อาจเคยขอพักจากความหวัง แต่รินเลือกจำเฉพาะส่วนที่ทำให้ตัวเองดูเป็นคนเลวพอเหมาะ ไม่ต้องรับผิดชอบมากกว่านั้น
รินก้าวไปหน้าแท่นหิน กรวดขาวยุบใต้เท้าเหมือนหิมะ “ฉันไม่มีชื่อจะให้แก”
ดอกไม้หยุดไหว
“ฉันมีชื่อจะคืน” เธอวางป้ายดารารัตน์ลงบนสมุดบัญชีตรงชื่อดาว “ดารารัตน์ สุขเกษม พี่สาวของฉัน ชอบร้องเพลงในครัว เกลียดผักชี ชอบเสื้อกันฝนสีเหลือง ไม่ได้หนีตามใคร ไม่ได้หายเพราะอยากหาย ถูกพามาที่นี่ และถูกลบออกจากโลกเพราะผู้ใหญ่กลัวเสียหน้า”
คีตากระซิบ “ริน…”
รินพูดต่อ เสียงสั่นแต่ไม่หยุด “ฉันเคยช่วยลบพี่ด้วยการไม่พูดชื่อพี่ ฉันขอโทษ ฉันเรียกพี่ช้าไป แต่ฉันเรียกแล้ว”
ป้ายบนสมุดร้อนจนเกิดไอขาว เงาเสื้อกันฝนสีเหลืองปรากฏข้างดอกไม้ คราวนี้ป้ายว่างบนใบหน้าร้าวเป็นเส้นเล็ก ๆ รินไม่เห็นใบหน้าชัด เห็นเพียงมุมปากที่เหมือนกำลังยิ้มเศร้า
นนท์ก้าวขึ้นมา วางป้ายพ่อของเขาโดยไม่อ่านออกเสียงในตอนแรก แล้วเขาตัดสินใจพูด ชื่อของพ่อออกจากปากเขาขรุขระเหมือนประตูเก่าที่เปิดอีกครั้ง เขาพูดถึงมือหยาบที่เคยซ่อมจักรยานให้ พูดถึงเพลงลูกทุ่งที่พ่อร้องเพี้ยน พูดถึงวันสุดท้ายที่แม่บอกว่าพ่อคงทิ้งครอบครัว ทั้งที่ลึก ๆ เธอไม่เคยเชื่อ
คีตายืนตัวแข็งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหยิบป้ายจากถุงลุงแฉล้มหลายแผ่น “ฉันไม่รู้จักคนพวกนี้”
ลุงตอบ “รู้เท่าที่ป้ายบอกก็ยังดีกว่าไม่มีใครพูด”
คีตาวางป้ายทีละแผ่น อ่านชื่อเต็ม เสียงเธอในตอนแรกเป็นเสียงนักวิชาการ แต่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเสียงคนขอโทษ เธอยอมรับว่าเธอมาที่นี่เพื่อความสำเร็จ ยอมรับว่าเห็นสัญญาณอันตรายแต่เลือกผลักไปข้างหน้า ยอมรับชื่อคนแปลกหน้าในฐานะคน ไม่ใช่ตัวอย่าง ไม่ใช่ข้อมูล
ดอกไม้เริ่มหุบกลีบ แต่ไม่ได้ยอมแพ้ เส้นใยสีเงินพุ่งลงมาเกี่ยวข้อมือริน เย็นและเบาเหมือนเส้นผมเปียก รินเห็นชื่อของตัวเองบนสมุดเข้มขึ้นอีกครั้ง ข้างใต้มีช่องว่างรอชื่อแลกเปลี่ยน
เสียงดาวตะโกนจากทุกทิศ “อย่าปล่อยให้มันเขียนเธอ”
ลุงแฉล้มเดินเข้ามาใกล้แท่น “เอาชื่อลุงไป”
รินหันขวับ “ไม่”
แกยิ้มเหนื่อย “ชื่อแฉล้มอยู่ที่นี่มานานกว่าข้างนอกแล้ว ไม่มีใครรอเรียกแล้ว”
“นั่นไม่ใช่เหตุผลให้ลุงหาย”
“มันเป็นเหตุผลให้คนอื่นออกไป”
คีตาพูด “ต้องมีทางอื่น”
ลุงแฉล้มส่ายหน้า “ทางอื่นคือสิ่งที่คนมีเวลาชอบพูด”
แกหยิบป้ายเก่าที่ซ่อนไว้ในอกเสื้อ ป้ายไม่ใช่ชื่อแฉล้ม แต่เป็นชื่อเต็มยาวกว่านั้น ชื่อที่รินไม่ทันอ่าน แกวางลงบนช่องว่างในสมุดบัญชี เส้นใยสีเงินปล่อยข้อมือรินทันที แล้วเลื้อยไปพันรอบแขนของแกอย่างอ่อนโยนเกินไป
“ลุง!” นนท์ร้อง
“อย่าเรียกชื่อ” แกเตือนด้วยเสียงดุแบบคนเฝ้าสวนครั้งสุดท้าย “พาชื่อออกไป พูดให้คนฟัง อย่าให้มูลนิธิมันเปิดที่นี่อีก”
ดอกไม้หุบกลีบอย่างรวดเร็ว แสงขาวดับลงทีละชั้น เรือนกระจกสั่น เสียงป้ายโลหะกระทบกันดังจากใต้พื้น เหมือนฝนตกกลับด้าน คีตาคว้าถุงป้าย นนท์ลากรินออกจากแท่น เงาเสื้อกันฝนสีเหลืองยืนข้างทาง ก้มหน้าเล็กน้อย รินอยากเข้าไปกอด แต่ลุงแฉล้มเคยบอกแล้วว่าบางสิ่งไม่มีตัวให้กอด มีแต่ชื่อให้คืน
“ดาว” รินพูด
เงานั้นเงยหน้าขึ้น ป้ายที่ปิดใบหน้าแตกเป็นฝุ่นแสง รินเห็นใบหน้าพี่สาวเพียงเสี้ยววินาที ไม่ใช่ใบหน้าสยอง ไม่ใช่ใบหน้าศพ แต่เป็นใบหน้าของเด็กสาวอายุสิบเจ็ดที่ไม่ได้โตไปกับโลก ดวงตาเต็มไปด้วยสิ่งที่พูดไม่ทัน
“กลับไปหาแม่” ดาวพูด
เรือนกระจกมืดสนิท
พวกเขาวิ่งตามกรวดขาวออกมา หมอกแตกเป็นริ้ว ทางเดินกลับไม่เหมือนเดิม แต่ป้ายในถุงของคีตาเปล่งเสียงเบา ๆ ทุกครั้งที่เลี้ยวผิด เหมือนมีคนกระแอมเตือน พวกเขาพบอาคารรับรองเมื่อฟ้าเริ่มซีด นกตัวแรกยังไม่ร้อง สวนทั้งสวนเงียบอย่างหมดแรง
สมพรนั่งอยู่บนบันไดหน้าอาคาร เสื้อเปียกน้ำค้าง ตาเหม่อ เขามองพวกเขาแล้วถาม “ผมมาที่นี่ทำไม”
คีตานั่งลงข้างเขา “คุณขับรถพาเราขึ้นมา คุณชื่อสมพร”
สมพรขมวดคิ้ว น้ำตาคลอโดยไม่มีความทรงจำรองรับ “สมพรเหรอ ชื่อนี้คุ้นดี”
รินไม่รู้ว่าคืนชื่อให้เขาได้ไหม ป้ายของเขายังอยู่ในสระ หรืออาจถูกสวนกลืนไปแล้ว แต่คีตาพูดชื่อเขาซ้ำอย่างใจเย็น บอกสิ่งที่เขาทำ บอกว่าเขาหัวเราะเสียงดังตอนกินข้าว บอกว่าเขาบ่นเรื่องถนนพัง สมพรฟังเหมือนคนเรียนรู้ตัวเองจากปากคนอื่น
เมื่อแดดแรกตกลงบนสวน ป้ายชื่อต้นไม้หลายป้ายกลับมีตัวอักษร บางชื่อไม่ใช่ภาษาละติน แต่เป็นชื่อพื้นบ้านที่ไม่มีในบัญชีราชการ แปลงพืชจัดตัวใหม่ ไม่สวย ไม่เป็นระเบียบ แต่ดูเหมือนหายใจสะดวกขึ้น โรงเก็บป้ายยังอยู่ ประตูเปิดค้าง ภายในชั้นไม้จำนวนมากว่างเปล่า เหลือป้ายอีกนับไม่ถ้วนที่พวกเขาแบกออกมาไม่ไหว
ถนนลงเขาเปิดในช่วงบ่ายโดยไม่มีเครื่องจักรมาเคลียร์ ดินที่ถล่มเหมือนย้ายตัวเองออกไป คีตาไม่พูดถึงการเปิดสวนอีก เธอใช้โทรศัพท์ดาวเทียมที่กลับมาใช้งานได้ โทรหามูลนิธิด้วยน้ำเสียงที่รินไม่เคยได้ยินจากเธอมาก่อน เป็นน้ำเสียงของคนที่ยอมเสียทุกอย่างเพื่อให้ประโยคหนึ่งถูกบันทึก
“ต้องปิดพื้นที่ถาวรค่ะ และฉันจะส่งรายชื่อผู้สูญหายทั้งหมดที่เราพบ ไม่ค่ะ ไม่ใช่อุบัติเหตุ ไม่ใช่ความเข้าใจผิด ถ้าคุณไม่รับเรื่อง ฉันจะพูดกับทุกสำนักที่ยอมฟัง”
นนท์นั่งกอดป้ายพ่ออยู่ท้ายรถกระบะ เขาไม่ได้ดูโล่งใจ แต่ดูมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น น้ำหนักของความจริงที่ต้องถือกลับบ้าน รินนั่งข้างเขา ในกระเป๋าเสื้อมีป้ายดาว เธอรู้ว่าแม่อาจจำไม่ได้ทันที แม่อาจร้องไห้จนเหนื่อย อาจถามซ้ำ ๆ ว่าดาวอยู่ไหน แต่ครั้งนี้รินจะไม่ตัดเสียงทิ้ง
ก่อนรถออก รินมองกลับไปที่สวน ลุงแฉล้มไม่ยืนอยู่ตรงบันได ไม่สูบบุหรี่ใต้ชายคา ไม่มีใครโบกมือลา แต่ที่ข้างประตูอาคารรับรอง มีป้ายโลหะแผ่นหนึ่งปักอยู่ในกระถางว่าง ตัวอักษรบนป้ายยังใหม่
ผู้เฝ้าประตู
ไม่มีชื่อ
รินลงจากรถ เดินไปหน้ากระถาง คีตาไม่ได้ห้าม นนท์มองตามเงียบ ๆ รินนึกถึงกฎเรื่องการเรียกชื่อ แต่บางกฎถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ความกลัวดูเหมือนความระมัดระวัง เธอก้มลง ใช้นิ้วแตะป้าย แล้วพูดเบา ๆ
“ลุงแฉล้ม ถ้าชื่อนี้ยังเหลืออยู่ตรงไหน หนูจะจำไว้”
ลมพัดผ่านระเบียงไม้ กลิ่นบุหรี่จาง ๆ ลอยมาเพียงครู่เดียว แล้วหายไป
รถกระบะเคลื่อนลงเขาอย่างช้า ๆ สวนบ้านเมฆถอยห่างในกระจกหลัง หมอกปิดยอดไม้ทีละชั้น รินเปิดเครื่องอัดเสียง กดบันทึก เธอไม่รู้ว่าจะใช้ไฟล์นี้ทำอะไร ไม่รู้ใครจะเชื่อ แต่เธอพูดชื่อดาวเต็ม ๆ ลงไป พูดชื่อพ่อของนนท์ พูดชื่อที่คีตาอ่านจากป้ายเท่าที่จำได้ พูดชื่อสมพรซ้ำเมื่อเขาหันมาถามอีกครั้งว่าตัวเองชื่ออะไร
เมื่อถึงชื่อสุดท้าย เสียงในเครื่องอัดเบาลงเอง ทั้งที่แบตเตอรี่เต็ม รินได้ยินเสียงกระดาษพลิกอยู่ไกลมาก ตามด้วยเสียงผู้หญิงคนหนึ่งฮัมเพลงในครัว เพลงที่ไม่มีใครร้องในบ้านเธอมาสิบเจ็ดปี
นนท์ถาม “พี่ได้ยินไหม”
รินพยักหน้า น้ำตาไหลแต่ไม่ปิดเครื่อง “ได้ยิน”
คีตาซึ่งนั่งข้างคนขับพูดโดยไม่หันมา “บันทึกไว้ให้หมด”
รินมองถนนที่คดลงจากภูเขา มองชื่อบนป้ายในตัก และรู้สึกเป็นครั้งแรกว่าความทรงจำไม่ใช่ห้องที่ต้องเก็บให้เรียบร้อย มันเป็นป่าที่ต้องยอมให้รกร้างบ้าง ต้องยอมให้ชื่อที่เจ็บปวดงอกขึ้นมาในที่ที่เราเดินผ่านทุกวัน
หลายสัปดาห์ต่อมา บ้านของรินมีเสียงใหม่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่เสียงผี ไม่ใช่เสียงคำสาป แต่เป็นเสียงแม่ออกเสียงชื่อดารารัตน์ช้า ๆ ทีละพยางค์เหมือนเรียนอ่านอีกครั้ง บางวันแม่จำไม่ได้ บางวันจำได้แล้วร้องไห้ บางวันหัวเราะเพราะนึกถึงเด็กสาวเสื้อกันฝนเหลืองที่ขโมยมะม่วงดิบจากบ้านข้าง ๆ รินอัดเสียงแม่ทุกครั้ง ไม่เพื่อตัดต่อ ไม่เพื่อขายงาน แต่เพื่อให้ชื่อมีที่อยู่
คีตาถูกพักงานจากมูลนิธิ เธอส่งสำเนารายชื่อให้ครอบครัวผู้สูญหายทีละบ้าน บางบ้านปิดประตูใส่ บางบ้านเชิญเธอเข้าไปนั่งเงียบ ๆ นนท์พาแม่ขึ้นไปไหว้ที่เชิงเขา แต่ไม่ก้าวเข้าสวน พวกเขาเรียกชื่อพ่อพร้อมกันสามครั้งกลางแดด และลมบนหญ้าข้างทางพัดเหมือนมีคนถอนหายใจโล่งอก
สวนพฤกษศาสตร์บ้านเมฆถูกประกาศปิดไม่มีกำหนด ประตูใหญ่คล้องโซ่ใหม่ ป้ายโครงการเปิดสวนถูกถอดออก แต่คนงานที่ไปปิดประตูเล่าว่าบางคืนยังเห็นไฟสีขาวนวลลึกเข้าไปในหมอก และได้ยินเสียงป้ายโลหะกระทบกันเบา ๆ เหมือนมีใครจัดเรียงชื่อที่เหลืออยู่
รินไม่กลับไปอีก เธอบอกตัวเองเช่นนั้นทุกครั้งที่ฝนตกและเครื่องอัดเสียงบนโต๊ะเปิดเองโดยไม่มีใครแตะ ไฟสีแดงติดขึ้นในความมืด บันทึกความเงียบของห้อง ความหายใจของแม่ที่หลับอยู่ และเสียงกระซิบไกล ๆ จากสวนที่ไม่ควรมีอยู่
บางครั้งเสียงนั้นเป็นดาว ฮัมเพลงเบา ๆ อย่างสงบ
บางครั้งเป็นลุงแฉล้ม ไอแห้ง ๆ ก่อนดับบุหรี่
แต่คืนหนึ่ง เมื่อรินตื่นมาตีสามเพราะได้ยินเสียงป้ายโลหะกระทบกันใต้เตียง เครื่องอัดเสียงเล่นไฟล์ใหม่ที่เธอไม่เคยบันทึก เสียงในไฟล์ไม่ใช่เสียงคนตาย ไม่ใช่เสียงคนรัก ไม่ใช่เสียงของใครที่เธอจำได้
มันเป็นเสียงของเธอเอง พูดอย่างอ่อนโยนจากที่ไกลมาก
“ถ้าวันหนึ่งไม่มีใครเรียกชื่อเรา อย่าปล่อยให้สวนตั้งให้ใหม่”
รินนั่งอยู่ในความมืดนานจนฟ้าเริ่มสว่าง เธอไม่ได้ลบไฟล์นั้น เธอเปิดสมุดเล่มใหม่ เขียนชื่อของตัวเองลงหน้าแรกด้วยลายมือหนักแน่น แล้วใต้ชื่อนั้น เธอเขียนชื่อดาว ชื่อแม่ ชื่อลุงแฉล้ม ชื่อพ่อของนนท์ ชื่อสมพร ชื่อแปลกหน้าที่จำได้ไม่ครบ และเว้นที่ว่างไว้สำหรับชื่อที่ยังติดอยู่ในสวน
เพราะบางสถานที่ไม่ได้หลอกหลอนเราด้วยผี แต่มันรอให้เราเหนื่อยพอจะหยุดเรียกหากัน แล้วค่อยยื่นป้ายว่างเปล่าให้ พร้อมความเงียบที่ดูเหมือนการให้อภัย