คืนนั้นที่สตูดิโอศิลปะ
เสียงรถเร่งเครื่องบนถนนใหญ่ถูกกรองให้เบาลงเมื่อเข้ามาถึงซอยเล็กริมคลองกลางกรุง แสงไฟเหลืองจากเสาไฟกะพริบอยู่เหนือสตูดิโอศิลปะขนาดสองชั้นเก่าแก่ ป้ายไม้สีลอกที่อ่านว่า “พิลาสศิลป์” สะท้อนแสงบางเฉียบ กระทั่งเวลาเกือบสามทุ่ม เด็กหนุ่มหญิงห้าคนทยอยเดินเข้าสตูดิโอทีละคน บางคนหอบแคนวาส บางคนมีเพียงกล่องสีเปรอะเปื้อน หญิงสาวผมสั้นชื่ออาย เดินมาก่อนใคร เธอวางสมุดสเก็ตช์ลงบนโต๊ะไม้แล้วนั่งนิ่ง กวาดตามองรอบห้องที่คุ้นเคยแต่ชวนให้รู้สึกแปลกไปคืนนี้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ทำไมวันนี้ดูเงียบแปลก ๆ” เสียงของลม เด็กหนุ่มเงียบขรึม ขยับเก้าอี้มาใกล้ “ใครเห็นฟ้าไหม? เธอนัดว่าจะมาก่อน เจอใครตอนเดินเข้ามาบ้าง?”
นิ้วของอายกระตุกเล็กน้อย เธอส่ายหน้า ชายตามองประตู “ไม่เห็นเลย…ปกติฟ้าไม่เคยมาสาย” เธอพูดเบา ๆ แล้วกลับไปวาดต่อ เหงื่อซึมตรงขมับ
ปอย เพื่อนสนิทของฟ้า หญิงสาวลุคสดใสแต่เสียงจะแผ่วเมื่อกล่าวถึงฟ้า หน้าเธอกังวล มือกุมกล่องสีแน่น “เมื่อคืนฟ้าทักแชตมา บอกว่ามีอะไรจะเล่า…ฟ้าดูเครียด แต่เช้าแล้วก็ยังเงียบ เพิ่งปิดเสียงโทรศัพท์ไปเอง”
“ตอนนี้ในกลุ่มก็ไม่มีใครตอบ เหมือนทุกคนรอให้ฟ้ามา” วี เด็กหนุ่มกะโปโลอีกคนเอ่ยขึ้น เสียงหัวเราะของเขาคืนนี้หายไป เหลือแต่รอยยิ้มหวิว ๆ “งานคืนนี้ต้องส่งแล้ว ฟ้ายังขาดชิ้นที่เหลืออยู่เลย”
ทุกคนต่างจมอยู่ในความนิ่งเงียบริมแสงไฟ มองดูนาฬิกาตรงผนัง หมุนเข็มต่อไปช้า ๆ ความตึงเครียดแทรกทุกอณูอากาศ ก่อนจะมีเสียงแกร็กที่ประตู หนึ่งในเพื่อน เดช หนุ่มมาดเซอร์ เจ้าบทบาท เจ้าของสตูดิโอ เดินเข้ามาพร้อมถือโทรศัพท์ โยนลงบนโต๊ะ “ข่าวใหม่…มีคนเห็นฟ้าเดินแยกออกไปทางท่าน้ำแต่ไม่มีใครรู้ว่าขึ้นเรือลำไหนหรือเปล่า ผมลองโทรหา พ่อฟ้าไม่รับ สงสัยจะผิดเวลา”
ลมเดินไปหยุดหน้าอาย เอ่ยเสียงเบา “เมื่อคืนฟ้าทำอะไรรึเปล่า ดูเธอซึม ๆ ตั้งสองวันแล้ว?” แววตาสงสัย อายเม้มปากแน่น ก่อนจะก้มลงวาดเส้นแรง ๆ จนกระดาษฉีกขาด เธอสบตาลมชั่ววูบ ความรู้ผิดปะปนความกลัว “ฉัน…เผลอพูดแรงไปกับฟ้า วันก่อน ฉันขอโทษแล้วแต่ดูเธอไม่เหมือนเดิมเลย”
ปอยชะงัก มองหน้าอายจ้องเขม็ง “แล้วเรื่องที่ฟ้าทักแชตเมื่อคืน เกี่ยวกับอายหรือเปล่า?” เสียงเธอแผ่วเกินจริง ทุกคนจับจ้อง
อายไม่ตอบ เธอนั่งนิ่ง เหงื่อซึม มือสั่นโต๊ะ เดชนั่งลงกับพื้น เริ่มค้นกล่องหาของ ชวนเปลี่ยนบรรยากาศ “คืนนี้ยังไงก็ต้องส่งงาน ไม่เสร็จอาจารย์ตัดเราแน่ พวกเราใจเย็นก่อนดีไหม?”
วีเสริม บทสนทนาเริ่มเฉไปเรื่องรูปปั้นที่ฟ้ากำลังปั้นเป็นชิ้นหลักของกลุ่ม ทุกอย่างหยุดชั่วขณะ ทุกคนลุกมาช่วยหางานของฟ้าในมุมเก็บของ เงียบฟังเสียงรองเท้าขูดพื้น ตู้เก็บอุปกรณ์ไม้เก่า ๆ ถูกเปิดก็เจอกล่องสีที่ข้างในมีจดหมายลายมือฟ้า “ถึงเพื่อนทุกคน…ถ้าพบจดหมายฉันแปลว่าฉันต้องการหายไปเอง อย่าโทษตัวเอง ฟ้า”
ไม่มีเสียง ไม่มีใครกล้าพูดต่อ ปอยทรุดลงกับพื้น น้ำตาไหลแบบกลั้นไม่อยู่ ส่วนอายกัดริมฝีปากจนเป็นเลือด ก่อนเอื้อมหยิบจดหมายออกมา มือสั่นเทา แสงไฟสลัวทับลงบนตัวเธอและตัวหนังสือ
“ไปตามหาฟ้าเถอะ” ลมหันขวับไปพูดเสียงแน่น ตอนนี้เขาดูคล้ายคนหมดแรงแต่เต็มไปด้วยสิ่งที่อยากพูด “เราต้องรู้ให้ได้ ฟ้าหายไปเพราะอะไร”
วีหายใจแรง มองหน้าลม “ฟ้าต้องมีเหตุผลอะไรแน่ ถ้ายังอยู่แถวนี้…ลองไปที่ท่าน้ำจริง ๆ เถอะ เผื่อได้เบาะแสอื่น” ปอยวิ่งเข้าไปคว้ามือวี ดวงตานิ่งลึกกว่าเดิม “ขอฉันไปด้วย”
กลุ่มรีบออกนอกสตูดิโอ เสียงเดินตึง ๆ ในตรอกแคบ ภาพแสงไฟกับสะท้อนจากผิวน้ำ เริ่มแบ่งทีมตามหาโดยมุ่งหน้าไปที่ท่าน้ำใต้สะพาน อายเดินห่างออกไปคนเดียว ลมหยุดเดินตาม เงียบชั่วขณะ “อาย เมื่อคืน…ฟ้าบอกอะไรมั้ย?”
อายหยุดเดิน ก้มหน้าต่ำ สะอึก “ฟ้าเคยบอกว่ากลัวจะกลายเป็นคนที่ไร้ค่าในสายตาทุกคน…แต่ฉันก็ยังพูดให้เธอเสียใจอีก ปอยไม่รู้ แต่ฉันรู้ดีที่สุด…”
ลมถอนหายใจ ก่อนพูดเบา ๆ “ทุกคนทำพลาดกันทั้งนั้น ไม่ใช่แค่ฟ้า” สายตาทั้งคู่พร่าไปเพราะแสงไฟ ปอยกับวีเจอตำรวจข้างท่าน้ำที่กำลังคุมคนเมา มองสำรวจรอบ ๆ “ขอโทษค่ะ เห็นผู้หญิงผมยาวสูงประมาณนี้เดินผ่านไหมคะ” ตำรวจส่ายหน้า สายตาฉงนใจ กลุ่มเดินแยกสำรวจตามถนนแคบ ๆ ทีละซอก อายพยายามโทรเข้าเครื่องฟ้าอีกครั้ง ได้แต่เสียงสัญญาณว่างเปล่า เธอกลืนก้อนน้ำตาแทบไม่ลง
ในสตูดิโอ เดชตรวจสอบกล้องวงจรปิดอย่างกระวนกระวาย เหงื่อผุดขึ้นตามไรผม ภาพในจอมืดสลัว เห็นแต่เงาหญิงสาวเดินวนไปวนมาอยู่หน้าทางเข้า “เหมือนเป็นฟ้า…แต่ไม่แน่ใจ เพราะแสงมันสะท้อนหน้าไม่ได้ชัดนัก”
สี่คนเดินวนหากันในตรอกจนเกือบเที่ยงคืน อาการเหนื่อยล้าปรากฏในทุกสัมผัส มือที่จับโทรศัพท์นิ่งอยู่ข้างตัว จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ของเดชก็ดังขึ้น ทุกคนชะงักไป เบอร์ฟ้า โทรเข้ามา
เดชลังเลเล็กน้อยก่อนกดรับ เสียงหายใจเบา ๆ ดังมาจากปลายสาย “ขอโทษนะทุกคน…ขอเวลาอยู่เงียบ ๆ ได้ไหม อย่าตามหาเลย ฉันโอเค”
ทุกคนสงบลง เงียบงันไร้ถ้อยคำ ลมหลุบตา มือปอยสั่นเบา ๆ วีเดินกลับสตูดิโอทันทีโดยไม่พูดอะไร อายซุกหน้าลงกับฝ่ามือ ริมน้ำตานองแต่ไม่หลั่งไหลออกมา
เช้าตรู่ของวันใหม่ ทุกคนกลับมารวมกันที่สตูดิโอ เดชนั่งหน้าจอคอมฯ เขียนรายงานกลุ่ม ปอยฝืนยิ้มแล้วเช็ดรอยน้ำตา วีตะลึงกับความว่างเปล่าในหัวใจ อายวาดรูปต่อด้วยมือสั่น แต่มีบางอย่างในสายตาที่แตกต่าง เสียงของลมแผ่วเบา “ฟ้าเลือกแล้ว เราคงทำได้แค่รอฟ้า”
เมื่อฟ้ายังไม่กลับมา ทุกคนต้องใช้ชีวิตต่อไป ทิ้งรอยแผลในใจไว้กับศิลปะ งานชิ้นสุดท้ายของกลุ่มเป็นภาพคนกลุ่มเล็กในแสงเงาราตรี ไม่สมบูรณ์แต่เต็มไปด้วยความจริงใจ เดชกล่าวเบา ๆ ระหว่างแขวนภาพบนผนัง “บางที…ศิลปะคือร่องรอยของคนที่คิดถึง”
ภาพสุดท้ายบนผนังคือภาพกลุ่มเพื่อนนั่งเงียบ ๆ อยู่ในแสงไฟสลัว ทุกสายตาจ้องไปข้างหน้าอย่างไม่แน่ใจในอนาคต แต่เต็มไปด้วยความหวังจาง ๆ ว่าสักวันฟ้าจะกลับมา หรืออย่างน้อย เรื่องราวนี้จะฟูมฟักความกล้าและการให้อภัยที่พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อน