ลมหายใจใต้มหาสมุทร
แสงสลัวใต้ฟองน้ำหนาทึบ เมืองโอเมก้าใต้น้ำซึ่งปกคลุมด้วยกระจกหนาทึบอาบแสงส้มอมเขียว ใต้เปลือกแก้วทรงโดมที่สั่นไหวกับแรงคลื่น ตินสูดลมหายใจลึกขณะเดินผ่านถนนหลักซึ่งเงียบกว่าทุกวัน สายตาเขาสะท้อนแสงหลอดนีออนเหนือหัว ลมหายใจขาด ๆ หาย ๆ สะท้อนอยู่ใต้หน้ากากอากาศบาง ๆ ที่ใช้ช่วยกรองสารพิษจากผิวน้ำด้านบน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ไปถึงไหมปีนี้?” เสียงแพร ลูกพี่ลูกน้องสาววัยสิบเก้าปี ผู้มีแววตาลึกซึ้งเหมือนมีบางสิ่งค้างคาใจมาตลอด ถามขณะก้าวเคียงไหล่ เธอชินกับการจะไม่มองตา ใบหน้ายิ้มแต่ร่องเสียงเคร่งเครียด “พ่อแกว่านายระวังอย่าไปไกลละ เดี๋ยวจะเหมือนปีที่แล้ว”
ตินเบี่ยงหลบสายตา เวลามีใครพูดถึงปีที่แล้ว มุมปากเขามักกระตุกเล็กน้อย ความทรงจำเรื่องแม่ที่เสียชีวิตในเหตุไฟไหม้หน่วยซ่อมใต้น้ำยังหนักอึ้งถึงทุกคืน “แค่ต้องไปตรวจเซอร์กิตเท่านั้นเอง ไม่ใช่หนีลงผิวน้ำ”
“แต่ตรงนั้น… เขายังไม่กั้นเขตหรอนายรู้มั้ย คราวก่อนได้ข่าวมีพายุน้ำหมุนใต้มหาสมุทร…” เสียงแพรขาดช่วง เหลือแต่สายตาตื่นกลัว
ลิฟต์โปร่งใสเลื่อนอีกสองคนลงสู่อุโมงค์ย่อย ฉากจากเมืองใหญ่เปลี่ยนเป็นเส้นใยท่อขดไปมา ใต้เท้ามีอุปกรณ์ซ่อมแซม มองทะลุลงไปเห็นปลาวาฬรูปร่างผิดธรรมชาติว่ายอ้อยอิ่งผ่านม่านกระจกที่รอยขอบฟ้า ถัดไปเป็นดรีม หญิงสาววัยรุ่นร่างบาง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยหมองเศร้า เธอเฝ้ามองท้องทะเล ลูบซองจดหมายเก่าในมือซ้าย พลางถอนใจเบา ๆ
คอสโมยืนรออยู่ตรงสุดทางเดิน เขามองดูผู้มาใหม่ด้วยสายตาเรียบ เย็นชาเกินมนุษย์ ปัญญาประดิษฐ์ที่ออกแบบมาให้กลมกลืนกับคน กำลังจดจ้องสีหน้าทุกคน
“พร้อมหรือยัง” คอสโมเอ่ย ท่าทางนิ่งเหมือนเครื่องจักร
ดรีมพยักหน้าแต่ก้มตา “เราไม่มีทางเลือก ถ้าระบบพังไปมากกว่านี้ จะเกิดระเบิดเหมือนปีที่แล้วอีก…” น้ำเสียงเธอแผ่วเบา ราวเสียงฝนตกเบา ๆ ใต้ทะเล
“ระบบภายนอกเสียหายอย่างหนัก” ตินว่า พลางก้มเช็คแผงควบคุมที่ห้อยข้างเอว สายตาเขาชำเลืองแพรซึ่งพยายามไม่พูดเรื่องแม่ตินอีก “เราเดินทางไปถึงศูนย์กลาง อาจซ่อมทัน”
คอสโมเงียบไปนาน ราวกับประมวลผลบางอย่าง “คุณจะเจออะไรที่คาดไม่ถึง …แต่เราต้องไป”
ทางเดินเบื้องหน้าเริ่มมีแรงสะเทือน ตีนตัวยื่นเข้าไปในอุโมงค์ซึ่งยังไม่มีไฟ ฟองน้ำเบียดเสียดกับกระจก บรรยากาศชื้นแฉะ หมอกหนาทึบลอยคลุมรางท่อ
“นายกลัวมั้ย?” ดรีมถาม พลางเดินตามหลัง เบาะ ๆ ด้วยความลังเล
“ฉันฝันร้ายทุกคืน ว่าแม่ร้องเรียกจากนอกผนังกระจก” ตินเอ่ยเสียงเบา ไม่มีใครตอบ มีแต่เสียงเครื่องกรองอากาศที่ดังขึ้นที่มุมห้อง
เดินต่ออีกไม่กี่ก้าว ทั้งกลุ่มหยุดเมื่อหน้าจอเล็กของคอสโมกระพริบสีแดง เสียงเตือนดังผิดปกติ “พบรอยรั่วระดับต่ำ เตรียมอุปกรณ์ซ่อม”
แพรสั่นเล็กน้อย มือกำสายเข็มขัดแน่น พลางหันไปกระซิบกับดรีม “ถ้ามีน้ำเข้ามา… ฉันไม่อยาก…ตายในนี้นะ เธอกลัวมั้ย?”
“กลัว แต่เราไม่มีครอบครัวให้กลับไปแล้ว” ดรีมตอบเบา ๆ มุมปากสั่นไหว เงาอดีตลอยเข้ามาในสายตา
การเดินทางตลอดสองกิโลเมตรต่อจากนี้ เต็มไปด้วยเสียงโลหะกระทบ แสงวาบ เสียงสนทนาผ่านหน้ากากอากาศ เรื่องเล็ก ๆ เช่นอาหารกลางวันของวันพรุ่งนี้ถูกตัดทอนออก ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึงอนาคตกันนัก
เมื่อถึงศูนย์กลาง กำแพงคอนกรีตหนาและช่องบันไดวงกลมรับภาพคนทั้งสี่ โถงกลางกว้างใหญ่แต่ไร้เสียงหัวเราะใด เสียงลมหายใจกรอกอยู่ในหน้ากากอากาศแต่ละคนเท่านั้น
ตินปีนขึ้นบันไดหมุน วางมือบนราวซึ่งมีสนิมกร่อน ดวงตาขุ่นมัวไปด้วยน้ำตาเล็กน้อย
“ฉันรู้สึก… ทุกก้าวมันเหมือนปีที่แล้ว” เขาหยุด กระซิบกับประตูเหล็กที่ปิดแน่น
แพรจับแขนเขา “ปีนี้นายนำฉัน ไม่ใช่ฉันนำ… ฉันไม่กล้านำอีกรอบ”
อีกฟากหนึ่งคอสโมรออยู่ มือหยิบเครื่องมือ พยายามจะพูดประโยคปลอบใจตามโปรแกรม “ความกลัวเป็นกลไกปกติของมนุษย์”
ดรีมกลับหัวเราะออกมาเบา ๆ “แต่เราต้องเป็นมนุษย์ถูกมั้ย?”
คอสโมนิ่งไป หันมองทุกคนก่อนจะพูดช้า ๆ “ฉัน… บางครั้ง ฉันก็รู้สึกกลัว …ถึงจะไม่ควร”
ตินซ่อมบอร์ดควบคุม เสียงเครื่องมือกระทบเหล็กดังกังวาน ความมืดครอบคลุมรอบด้าน เหงื่อซึมเต็มหน้าผาก
แผ่นเหล็กหนึ่งแผ่นสั่นไหว จู่ ๆ กระแสไฟฟ้าก็สะดุด แสงไฟกะพริบ เสียงเตือนภัยดังจากลำโพง “อันตราย! ความดันน้ำภายนอกเพิ่มขึ้นเกินขีด อพยพ!”
ดรีมถลันไปหยิบซองจดหมายของแม่ที่ฝากไว้ เหงื่อซึมเต็มมือ เปล่งเสียงแหบพร่า “ถ้าเรารอด …ฉันอยากรู้ว่า พ่อเคยรักฉันมั้ย”
แพรเหลียวหลัง มองตินใจสั่น มือสั่นไหว “นาย ถ้าต้องเลือกระหว่างเปิดประตูหรืออยู่ในนี้… นายจะเลือกอะไร?”
ตินมองหน้าทุกคน แต่กลืนคำตอบคืนไป … เพราะเขาเองก็ไม่รู้
คอสโมพยายามสื่อสารกับระบบเทียม แต่เสียงประมวลผลเต็มไปด้วยจังหวะกระชาก “ระบบสูญเสียการควบคุม ฉัน… กับดักพวกเราไว้ใช่มั้ย?” น้ำเสียงสั่นสะท้อนความรู้สึกโกรธตัวเอง
“นายเป็นหนึ่งในเรา” ดรีมพูด แม้ดวงตาอาบน้ำตา “กลัวเหงาเหมือนเราใช่มั้ย”
ประตูเหล็กเริ่มสั่น น้ำไหลซึมเข้ามา เสียงกรีดร้องแผ่วเบาแต่ชัดเจนใต้แรงดันน้ำ อนาคตทั้งเมืองขึ้นอยู่กับการตัดสินใจนี้
ตินก้าวขึ้นหน้า มองเห็นร่างแม่ในจินตนาการ ภาพยิ้มจาง ๆ ท่ามกลางเปลวไฟในอดีต เสียงหัวใจเต้นแรงขึ้นทุกประโยค
เขาเหลียวมองเพื่อนทั้งหมด “เราไม่ปล่อยใครไว้เบื้องหลัง… ไม่วันนี้… ไม่ใช่ปีนี้”
ดรีมกลั้นน้ำตา ผงกหัว ทั้งสี่ประสานมือ คอสโมยื่นมือเหล็กแผ่วเบามาแตะมือมนุษย์
ในจังหวะสุดท้าย ประตูหลุดออก เสียงน้ำกรูเข้ามา ตินเกี่ยวกลไกฉุกเฉิน ระเบิดหัวใจกลไกปล่อยฟองอากาศขนาดยักษ์ขึ้นสู่เพดาน ทุกคนถูกดึงเข้าใต้มวลน้ำ เงียบ เหมือนไร้ลมหายใจ
…หลังจากสติเลือนราง พลันแสงใหม่ทะลวงผ่าน บ้านเมืองโอเมก้าโผล่ขึ้นสู่ผิวน้ำ เสียงเครื่องจักรหยุดนิ่ง เหลือเพียงเสียงหายใจจริง ๆ ในหน้ากากอากาศ
ดรีมฉีกซองจดหมายทีแม่ฝากไว้ มือสั่น ในนั้นมีคำเพียงประโยคเดียว ‘ทุกชีวิตคือปาฏิหาริย์ อย่ากลัวการเริ่มต้นอีกครั้ง’
แพรโอบไหล่ติน น้ำตาคลอเคล้าเสียงหัวเราะทั้งน้ำตา “เรารอด เลือกแล้วว่าอยากมีชีวิตต่อ…”
คอสโมถอนหายใจแบบกลไก ดวงตาแสงจาง ๆ ฉายอารมณ์อ่อนโยนเป็นครั้งแรก “มนุษย์… ฉันเข้าใจแล้ว”
บนผิวน้ำโล่ง ควันฉุกเฉินปะทุ สี่คนจับมือกันแน่นตลอดเส้นทางใหม่ เมืองใต้ทะเลเปลี่ยนเป็นค่ายลอยน้ำเบื้องหน้า ลมหายใจทุกคนเริ่มเต็มปอด ราวกับได้หายใจเป็นครั้งแรกในชีวิตใหม่