ภูผาแห่งความลับ
สายลมหนาวปะทะใบหน้า โอมยืนอยู่ข้างถนนดินแดงไร้แสงไฟ กลิ่นชื้นของไอหมอกฟุ้งรอบกาย เขามองไปยังบ้านไม้ชั้นเดียวหลังเก่าซึ่งห่างออกไปราวสามร้อยเมตร แสงไฟจากในบ้านกระพริบวูบวาบเมื่อถูกสายลมพัดแรง มือซ้ายกำโทรศัพท์แน่น นิ้วลูบหน้าจอลาง ๆ ยังไม่กล้าโทรหามารดา ท้องฟ้าขมุกขมัวคล้ายจะร้องไห้ แต่เสียงร้องจริง ๆ กลับอยู่ในอกเขาเอง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ก้าวยาวหนัก ๆ พาเขาเข้าใกล้บ้านทุกที ประตูไม้แง้ม เปิดช้า ๆ ส่งเสียงร้องเอี๊ยดแหลม แม่ซึ่งเดินออกมาต้อนรับ มีริ้วรอยลึกฝังบนใบหน้า ดวงตาแดงช้ำเหมือนผ่านคืนไร้การหลับ โอมสูดลมหายใจ “แม่…ผมกลับมาแล้วครับ” แม่มองหน้าลูกชายด้วยสายตานิ่งงัน ก่อนจะโผกอดกันแน่น เหมือนกลัวว่าโอมจะหลุดลอยหายไปอีก “ขอบใจที่กลับมา ลูก…เราต้องหาน้องของลูกให้เจอ”
เสียงของแม่สะท้อนในหัวโอม น้องสาวของเขา เพ็ญ วัย 18 หายตัวไปตั้งแต่คืนก่อน ไม่มีร่องรอย ไม่มีคำบอกลา หลังจากคดีการหายตัวของเด็กหญิงในหมู่บ้านเมื่อ 40 ปีก่อนเคยเป็นข่าวลือ เงามืดของตำนานภูผา กลับมาเยือนอีกครั้ง
โอมเดินสำรวจบ้าน ทุกรายละเอียดคุ้นเคย กลับกลายเป็นแปลกแยกภาพความอุ่นเมื่อสิบปีก่อนไม่หลงเหลือ เพ็ญเคยนั่งวาดรูปตรงนี้ เขาเคยหลบแม่ตรงช่องประตู ฉากจัง ๆ ผุดขึ้นมาชวนเจ็บแสบ เขาควรจะดูแลน้องดีกว่านี้ “ผมผิดเอง…” เขาพึมพำ เห็นแม่ร้องไห้เบา ๆ อยู่ข้างเตาไฟ
หลังอาหารเย็นเงียบสงัด โอมได้ยินเสียงแตกวูบเบา ๆ จากห้องน้อง เขารีบเปิดเข้าไป ภายในมีภาพวาดจำนวนมาก กระดาษกระจัดกระจาย ตรงกลางเป็นภาพภูเขาวาดซ้อน ๆ ทับ ๆ ซ้ำซาก มีประโยคสั้น ๆ ในลายมือเพ็ญว่า “คืนก่อนฝันว่าใครเรียกฉันกลางป่า”
เขาเอาโทรศัพท์ขึ้นถ่ายไว้ หัวใจเริ่มสั่นกลัว พรุ่งนี้เขาตัดสินใจปีนเข้าป่าขึ้นภูผา แม้กลัวความสูงจับใจแต่ต้องข้ามขีดจำกัดนั้นเพื่อหาน้องสาว
ค่ำคืนนั้นสายฝนโหมกระหน่ำอย่างฉับพลัน โอมนั่งจ้องหน้าต่าง ไฟดับทั้งหมู่บ้าน วิ้งแสงฟ้าผ่าฉายภาพเงาหญิงสาวยืนจ้องเข้ามา โอมหายใจสะดุด รีบวิ่งออกไปหน้าบ้านแต่ไม่พบใคร เบื้องหลังมีเพียงรอยเท้าเล็ก ๆ จาง ๆ ในแอ่งโคลน
เช้าตรู่ เขาออกเดินทางสู่ทางขึ้นเขา มีเพียงเป้ใบเก่า ข้าวสาร ผลไม้แห้ง กับแรงใจที่พยายามไม่แตกสลาย เพื่อนบ้านสองสามคนมองอย่างเวทนา “ตามหาเพ็ญใช่ไหมโอม…ถ้าเจออะไรก็กลับมานะ เปลี่ยวมากตรงหน้าผานั้น” ผู้เฒ่าวิชัยพูดช้า ๆ แล้วเดินจากไป โอมกลืนน้ำลาย หัวใจตีกลองทุกก้าว
สองข้างทางป่าแน่นทึบ เสียงนก เสียงใบไม้เสียดกันลมเป็นระลอก ๆ แสงอาทิตย์ลอดลงมาเป็นลำ คิดถึงอดีต เขาจำได้ว่าสมัยเด็กครั้งสุดท้ายที่เดินป่านี้ เขาเกือบพลัดตกลงเหวเพราะลองดี โทษตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากไม่ย้ายเมืองวันนั้น วันนี้จะเกิดเรื่องหรือเปล่า?
เดินเข้าเขตโขดหินสูง โอมสะดุดสายไฟเก่าที่ยื่นออกมาจากพื้นดิน ป้ายเหล็กร่วงลงมาเป็นสนิมมีอักษรตัวเลือนรางว่า “เขตหวงห้าม” เขาก้มลงดูรอยเท้า พบเฉพาะรอยรองเท้าเล็ก ดินเปรอะใหม่ ๆ โอมใจเต้นถี่และได้ยินเสียงฟู่ ๆ จากพุ่มไม้
เสียงกระซิบสะท้อน “อย่าเข้าไป…” โอมชะงักงัน มองโดยรอบก็ไร้ผู้คน มือเย็นเฉียบ รีบควักมีดพกออกมากำแน่น เดินต่ออย่างระวังผ่านซอกหิน เงามืดเคลื่อนไหวอยู่ลิบ ๆ ดวงตาเขาจับจ้องไปที่กระเป๋าน้อยผ้าขาว ตกอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่
เมื่อหยิบขึ้นมาดู พบสมุดวาดภาพของเพ็ญ ข้างในเต็มไปด้วยภาพภูเขาซ้ำ ๆ และเงาคนยืนเดี่ยวกลางป่า “แล้วเธออยู่ไหน” โอมพึมพำ เหงื่อเย็นแตกเปียกหลัง กลิ่นไม้เน่าคลุ้งในอากาศ ทุกฉากปรากฏการณ์ธรรมชาติรอบตัวเริ่มผิดปกติ นกหยุดร้อง ลมขาดช่วง
พลันเสียงแตกแกรกดังขึ้นจากพงหญ้า ใบไม้เปิดออก เผยจันทร์ สาวรุ่นร่างอวบวัยเดียวกับโอม เธอถือมีดพร้า “มาทำไม นายคิดว่าเดินเข้าป่าลึกแล้วจะเจออะไร?” เธอพูดด้วยน้ำเสียงระแวงแต่แฝงความเห็นอกเห็นใจ โอมพูดติดขัด “ฉันตามหาน้องสาว เธอเห็นอะไรผิดปกติไหม?”
จันทร์นิ่ง มองหน้าโอม อ่านแววตาเขา ก่อนจะเดินนำไปโดยไม่พูดต่อ โอมลังเลแต่ตามติดไปด้วย เส้นทางเริ่มลึกขึ้นเรื่อย ๆ เงามืดตามโขดหินสูง “นายอย่าไว้ใจเสียงที่ได้ยินในป่า บางทีมันไม่ใช่คน” จันทร์พูดเบา ๆ แล้วเดินต่อ พวกเขาเริ่มแลกเป้าหมายกันด้วยสายตา มากกว่าคำพูด
ตลอดทาง โอมเล่าถึงความหวาดกลัวในอดีต ตัวเองหนีปัญหา ไม่อยากกลับบ้าน ไม่กล้าสู้หน้าแม่และน้อง แต่จันทร์บอกว่า “บางคนซ่อนความกลัวไว้ลึกกว่าคนอื่น นายไม่ใช่คนแรกล่ะ” เสียงเธอนุ่ม ทว่าเหมือนตอกย้ำใจดำ
เมื่อถึงเชิงหน้าผา ลมแรงจนต้องก้มหน้าฝ่าลม โอมหันไปเห็นช่อดอกไม้แปลกตาและภาพเขียนสัญลักษณ์โบราณบนหิน “เพ็ญขีดรึเปล่าเนี่ย?” จันทร์ก้มดู “ไม่ใช่…อันนี้เก่ากว่ามาก เรื่องเล่าว่าที่นี่มีคนหายเมื่อสี่สิบปีก่อน…แล้วไม่มีใครเจอกลับมา…” เธอเว้นช่วง มองลึกเข้าไปในเหวเบื้องล่าง
ทันใดนั้น เสียงหวีดร้องแหลมก้องป่า โอมกับจันทร์หันขวับ เสียงนั้นเหมือนเพ็ญ โอมวิ่งนำตามเสียง กระโดดข้ามรากไม้ขนาดใหญ่ พุ่มไม้ฉีกขาด เสื้อเปื้อนดิน ฝ่าฝนที่เริ่มโปรยลงมา ก่อนจะเห็นร่างหญิงสาวในชุดขาวสั่นเทาอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่
เธอหันหน้ามาช้า ๆ แววตาเต็มไปด้วยความกลัวและสับสน “โอ๊…โอมหรือ?” เสียงสั่นเครือ โอมวิ่งไปกอดน้อง น้ำตาไหลพราก “เป็นอะไร ใครทำอะไรเพ็ญ?” เพ็ญพูดตะกุกตะกัก “มีใครบางคน…ในป่า…เขาเรียกชื่อฉัน เขาบอกให้ฉันอยู่ที่นี่” เงาของป่าเข้าครอบคลุม
จู่ ๆ ลมหอบใหญ่พลิกกระดาษในสมุดวาดในมือเพ็ญ มีภาพผู้หญิงผมยาวยืนที่หน้าผา โอมขนลุก “นี่เธอฝันเห็นหรือเจอจริง?” เพ็ญหลบสายตา “เหมือนจริงมาก…รู้สึกเหมือนแม่” โอมอึ้ง เฉพาะเขาและแม่เท่านั้นที่รู้เรื่องหญิงสาวในตำนานภูผา
เสียงพายุคำรามจนต้องหาที่หลบใต้กิ่งไม้ ความหวาดหวั่นเกาะหัวใจ โอมตัดสินใจ “เราต้องรีบกลับบ้าน พรุ่งนี้ค่อยไปถามแม่ว่าเรื่องจริงมันคืออะไร!” พวกเขาฝ่าพายุลงจากภูเขาด้วยกัน ทั้งเปียกปอนทั้งหวาดกลัว
ขณะเดินกลับ โอมสังเกตว่ารอยเท้าน้องสาวถูกทับด้วยรอยเท้าคู่ใหญ่กว่า รู้สึกถึงสายตาเฝ้ามองจากป่า แต่ไม่มีใครพูดอะไร ทุกคนเร่งเท้ากลับถึงบ้าน
คืนนั้น ในความมืด โอมฝันว่าตัวเองยืนอยู่หน้าผา เพ็ญกรีดร้องอยู่ข้าง ๆ แต่รอบตัวเต็มไปด้วยผู้หญิงชุดขาว ผมยาวปกหน้า เสียงหนึ่งกระซิบ “อย่ากลับไปภูผา…” เขาสะดุ้งตื่น ใจเต้นแรง หยาดเหงื่อชุ่มร่าง
รุ่งเช้า โอมถามแม่ตรง ๆ ถึงตำนานผู้หญิงชุดขาว แม่อ้ำอึ้งก่อนตอบ “เมื่อก่อนแม่เคยเป็นเด็กที่พลัดตกเขา…มีใครบางคนช่วยแม่ไว้ นานมาแล้ว หมู่บ้านเรามีคนหายหลายคน…แต่มีคนบอกว่าคืนวันฝนตก จะมีเงาดำเดินวนบนเขา เหมือนคอยพาคนออกนอกเส้นทาง”
โอมหน้าซีด หัวใจเหมือนถูกบีบ เพ็ญกอดแขนพี่แน่น ชั่วขณะหนึ่งในดวงตาแม่ปรากฏความกลัวแปลกประหลาด “แล้ว…แล้วเรายังจะอยู่ที่นี่ไหมแม่” เพ็ญถามเสียงเบา แม่หันมากอดลูกทั้งสองคนแน่น “ไม่มีใครหนีอดีตได้…แต่เราต้องกล้าสู้มันถึงจะอยู่ได้”
บ่ายวันนั้น โอมพาเพ็ญกับจันทร์ขึ้นภูผาอีกครั้ง เพื่อลองค้นหาหลักฐานใหม่ ๆ พวกเขาพบโพรงหินลึกจุดเดียวกับที่แม่เคยเกือบตก แสงเย็นลอดเข้ามา ภายในพบเครื่องรางแกะสลัก รูปผู้หญิงท้อง พวกเขาสลับกันมองอย่างตกใจ “แม่…เคยพูดถึงตรงนี้ไหม?” จันทร์ถาม
ภายใต้แรงกดดัน โอมเริ่มเครียด เสียงหัวใจเต้นโครม มีขนาดของเท้าผู้หญิงสลักลาง ๆ บนหิน เขารู้ว่าต้องตัดสินใจว่าจะเปิดเผยความจริงหรือปล่อยตำนานนี้ดำรงอยู่
จู่ ๆ มีเสียงหญิงชราตะโกนจากป่า “อย่ายุ่งกับภูเขานี้ มันไม่ลืม” โอมตะโกนกลับว่า “แต่ผมหาน้อง ผมต้องรู้ความจริง!” เสียงเงียบหายไป ทิ้งความรู้สึกกดดัน สองมือเย็นเฉียบ
ค่ำคืนนั้น แม่เรียกลูกทั้งสองคนมานั่งหน้าเตาไฟ เธอเล่าเรื่องผู้หญิงในตำนานว่าเป็นหญิงท้องที่รอสามีหายไปในสงคราม เธอดูแลผีเด็ก ๆ ที่พลัดหลงบนภูเขา แม่ร้องไห้ “แม่เองก็กลัว กลัวว่าจะสูญเสียพวกลูกเหมือนเธอ…แต่เราต้องอยู่ด้วยกัน ต่างคนต่างมีอดีตที่ต้องให้อภัย” เพ็ญกอดแม่ “หนูขอโทษที่หนีออกไป หนูแค่อยากรู้ว่าเรื่องจริงหรือเปล่า…”
เช้าสุดท้าย ก่อนที่พายุลูกใหม่จะมา โอมเดินขึ้นยอดเขากับน้องและจันทร์อีกครั้ง พร้อมเครื่องรางติดตัว เมื่อถึงหน้าผา เขาตะโกนบอกว่า “เราให้อภัยเรื่องในอดีต ไม่ต้องจองเวร ขอให้ครอบครัวได้กลับมาอยู่พร้อมหน้า” ลมหยุดกะทันหัน อากาศเย็นสงบผิดปกติ ใบไม้ร่วงพราวลงจากต้น ไฟประหลาดวาบขึ้นเหนือผาหิน จากนั้นทุกอย่างนิ่งสงบ
พวกเขากลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย โอมตัดสินใจจะอยู่ที่บ้าน เลิกหนีอดีต ช่วยแม่สร้างเรี่ยวแรงใหม่ ๆ เพ็ญหวนทำงานศิลปะอย่างกล้าแสดงออก จันทร์มาเยี่ยมบ่อย ๆ กลายเป็นเพื่อนสนิท โอมเริ่มมองว่าชีวิตที่เคยกลัวภูผา กลับเป็นที่ที่ช่วยให้เขากล้าเผชิญหน้ากับใจตัวเองครั้งแรก
หนึ่งเดือนผ่านไป แสงแดดยามเช้าส่องลอดหน้าต่าง โอมยืนมองภูผาอย่างสงบใจ พร้อมรอยยิ้มจากความเข้าใจใหม่ เขากอดแม่กับเพ็ญแน่น อดีตยังอยู่ที่เดิม แต่เขาเปลี่ยนไปแล้วตลอดกาล