สิ่งมีชีวิตกลางอากาศยามค่ำคืน
เสียงหวีดหวิวของลมกลางดึกกรีดผ่านซอกอาคารเก่าสีเงินบนเกาะลอยฟ้า ซัดเสาเหล็กโยกไหวแผ่วเบา ริวาสมานั่งวาดรูปอยู่ข้างหน้าต่าง ผ้าพันคอขาดวิ่นโอบรอบลำคอ เงาสีดำทอดตัวยาวจางๆ บนพื้นไม้ เสียงลมหายใจหนาวเหน็บก้องอยู่ในห้องที่ไร้เจ้าของร่วม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!บนโต๊ะไม้เก่า ใบหน้าของลานา ลูกสาววัยสิบหกถูกวาดซ้ำอย่างคลุมเครือ ดวงตาคู่นั้นในภาพเต็มไปด้วยความกลัว แต่ใบหน้าจริงๆ ของลานากลับนิ่งเฉย เธอเดินไปเดินมาในห้องครัวข้างๆ จิ้มหน้าจอโทรศัพท์แทนที่จะมองพ่อตรงๆ เงาของเธอส่องผ่านกระจกบานกระทบแสงไฟนีออนของเมืองลอย ลานาหยุดชะงัก ละสายตาจากโทรศัพท์เมื่อเสียงกระจกสั่นคลอน ลมกระโชกแรงพัดเข้ามา เสียงบางอย่าง ราวกับปีกขนาดยักษ์สะบัดบนท้องฟ้า ลานาหรี่ตา ชำเลืองไปนอกหน้าต่าง
“เป็นอะไร?” ริวาถามเสียงเบา ผิวปากราวตั้งใจสื่อสารท่ามกลางความเงียบ ความห่วงใยซ่อนอยู่หลังถ้อยคำสั้น ลานาหรี่ตายิ้มเจื่อน “เปล่า” เธอกระซิบพลางวางแก้วน้ำดังกริ๊ก ริวาพยายามอ่านความคิดลูกสาวแต่ก็ล้มเหลวตามเคย
เสียงบี๊บจากโทรศัพท์ขัดการสนทนา อีกปลายสายเป็นเพื่อนเก่าของริวา – อดีตศิลปินร่วมรุ่นที่ตอนนี้ทำงานเป็นเวรยามเกาะ “เมื่อกี้มีคนเห็นเงาดำเหนือซากโรงไฟฟ้า เมืองกำลังจะปิดไฟชั้นล่างในคืนนี้” เสียงจากปลายสายเต็มไปด้วยความระแวง ลานาเบิกตากว้าง มองพ่อ ลมหายใจของทั้งคู่ขาดเป็นห้วง
“เราต้องทำอะไรไหม?” ลานาถาม พยายามเปล่งเสียงให้มั่นคงแม้เสียงในใจสั่นเครือ ริวาคิดช้าๆ มองหากุญแจ สำรวจเส้นทางหนีไฟในความมืด “คืนนี้อยู่บ้าน อย่าออกไปไหน” เสียงเขาสั่ง กลบความวิตกกังวลในดวงตา
ทันใดนั้น ปัง! กระจกหน้าต่างสั่นสะเทือนเหมือนถูกแรงอัดบางอย่างจากภายนอก ลานาหันมองภาพบนผนัง – ภาพวาดปีกสีดำโบยบิน ริวามองลูกสาว รู้สึกความเยือกเย็นเกาะกุมหัวใจ
ภายนอก เมืองลอยสะท้อนแสงไฟพราวกับสนามดวงดาว รถยนต์ไฟฟ้าลอยวนใต้หอคอยระฆัง โรงเรียนประจำแหวกหมอก เด็กกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันซบหน้าต่างกระซิบเรื่องราวเงาดำ ลานายืนหลังม่าน เฝ้ามองความสงสัยในสายตาคนรอบข้าง
“ฉันไม่กลัวหรอก” เธอพูดในที่สุด เสียงแข็งกร้าวแต่ดวงตามีแววปริวิตกน้อยๆ
“ไม่ต้องโกหกก็ได้นะ” ริวกระซิบเบาๆ นานแล้วที่เขาไม่ได้คุยกับลานาด้วยความจริงจัง โลกและความกลัวแทรกกลางพ่อกับลูกอยู่เสมอ
เมื่อความเงียบตกลงพื้น ริวาค่อยๆ เดินเข้าใกล้ลูกสาว “เมื่อวาน เพื่อนครุ่นคิดว่าปีกสีดำคือรางร้าย” เขาพยายามหยั่งเสียง “หรือแค่สิ่งมีชีวิตใหม่ที่เรายังไม่รู้จักกันแน่?” น้ำเสียงเขาอ่อนลงช้าๆ
สายตาลานาเต็มไปด้วยคำถาม แต่เงียบ เธอก้มหน้า ซุกมือไว้ใต้แขนคล้ายปกป้องบางอย่าง ริวานั่งลงตรงข้าม มองภาพวาดที่ยังไม่สมบูรณ์ เห็นเงาของปีกในดวงตาลานา “บางครั้งการกลัวสิ่งที่มองไม่เห็น…ก็ปกติ” เขากระซิบ
คืนนั้น เมฆหนาปกคลุมเกาะอย่างห้วงน้ำดำสนิท ขณะเสียงขูดขีดจากหน้าต่างดังขึ้นอีกครั้ง ริวาเดินไปล็อกหน้าต่างลอบมองออกไป เงาดำคล้ายปีกลอยล่องผ่านฟ้า ชั่วขณะสายตาวาบสบกับดวงตาเรืองแสงคู่หนึ่งกลางความมืด
ตลอดคืน ลานาห่มผ้าขึ้นเตียง นอนหลับตาแต่ร่างกายตึงเครียด ฮัมเพลงกลบเสียงลม – ทำนองเดียวกับแม่ของเธอร้องเมื่อนานมาแล้ว ฝันถึงภาพบางอย่าง – ร่องรอยสีดำพาดผ่านท้องฟ้า เด็กหญิงวิ่งตามเงานั้น เสียงหัวเราะและเสียงหวีดผสมปนเปกัน
ยามเช้า เมืองทั้งเมืองถูกข่าวลือกลืนกิน ศูนย์ประชุมเกาะคึกคัก คนแห่กันถกเรื่องปีกสีดำ สื่อท้องถิ่นถ่ายทอดเรื่องราว ชายชราเล่าว่าเห็นเมฆแหวกเป็นรูปมงกุฎ หญิงสาวตะโกนร้องว่าเธอได้ยินเสียงปีกกลางคืน ริวากับลานาแลกเปลี่ยนสายตากันขณะนั่งท่ามกลางฝูงชน
“กลัวหรือเปล่า” ลานากระซิบเสียงขรึม
“กลัว…แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องยอมแพ้” ริวาตอบ เสียงเขาสั่นน้อยๆ ลานาลอบสังเกตพ่อ นิ่งคิด – มันคือครั้งแรกที่ได้เห็นความเปราะบางของชายคนหนึ่งที่เธอคิดว่าแข็งแกร่งตลอดมา
ข่าวลือแพร่กระจาย เงาดำเริ่มถูกขนานนามว่า “ผู้พิทักษ์หรือปีศาจ” เด็กบางคนท้าทายออกไปเคาะประตูซากโรงไฟฟ้า ลานามองไกลๆ น้ำเสียงในกลุ่มเพื่อนหลากหลาย บ้างหัวเราะ บ้างสั่นกลัว รูเบ็น เด็กชายขี้สงสัยเอ่ยชวนลานาออกไปล่าความลับ เธอสั่นหัวแต่สายตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
กลางวันแสกๆ เมฆหนาดึงแสงอาทิตย์ให้รางเลือน ลานากลับบ้านเร็ว พบรอยขูดบนขอบหน้าต่าง เธอนั่งจ้องนาน ปลายนิ้วไล้บนรอย ลมหายใจขาดห้วง คำถามวนในหัว – จะบอกพ่อดีไหม? แต่อะไรบางอย่างทำให้เธอเลือกเงียบ
ค่ำวันต่อมา ริวาหยิบภาพวาดใบเดิมมาขีดทับ เขาพยายามละเลงสีอย่างเครียดขึง แปรงสะบัดภาพปีกให้จางหาย แต่ไม่มีอะไรลบได้ ใบหน้าเขาเหนื่อยอ่อน สองมือสั่นบางๆ นี่คือคืนครบรอบวันที่นางิล แม่ของลานาหายไปจากเกาะโดยไร้ร่องรอย ริวาก้มมองกรอบรูปครู่หนึ่ง แววตาหม่นหมองปกปิดความรู้สึกไว้ภายใน
“พ่อ…ทำไมถึงกลัวปีก” ลานาถามขึ้นขณะที่เงียบอยู่นาน เธอนั่งชิดขาที่มุมห้อง สายตาพิงประตู
“เพราะมันเตือนให้คิดถึงคืนที่แม่จากไป” ริวาเอ่ยเสียงขม “ฉันกลัวว่าจะเสียคนที่รักไปอีก” เขาเงยหน้าขึ้น พยายามยิ้มพลางหลบสายตาลานา
เสียงระเบิดแรงเบาๆ ดังขึ้นฝั่งใต้ของเกาะ ไฟดับเป็นวงกว้าง เสียงโหวกเหวกดังไล่ถนน ผู้คนแตกตื่น ตำรวจบินผ่านหน้าต่างรถลอย ริวาคว้าลานามาใกล้ แสงไฟวูบวาบเฉียดผ่านใบหน้าพ่อและลูก ใจของทั้งคู่เต้นแรง
“เราต้องออกไปไหม?” ลานากระซิบ เสียงสั่นกว่าทุกครั้ง
ริวาเงียบไปอึดใจ “เราต้องรู้ความจริง ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะต้องปกป้องกันและกัน” เขามองเธออย่างจริงจัง ก่อนตัดสินใจหยิบเสื้อคลุมและมือของลานากุมแน่นทั้งสองเริ่มออกเดินกลางหมอกสู่ฝั่งใต้เกาะ
เส้นทางผ่านอาคารร้างเต็มไปด้วยเสียงกระซิบ ด้วยแสงไฟจากหน้าต่างบนสูง พ่อกับลูกเดินเคียงข้าง หนึ่งคนลังเล หนึ่งคนหวาดกลัว แต่อยากค้นพบความจริง พวกเขาฝ่ากลุ่มคนที่แตกตื่น โอบกอดกันไว้แน่นเมื่อเสียงปีกร้องกังวาน
บริเวณโรงไฟฟ้าเก่า เงาดำยักษ์โบยบินร่อนลงเบื้องหน้า คนในเมืองแตกกระเจิง ลานาห้ามใจไว้ สายตาจับจ้องสิ่งนั้น ปีกราวแสงดาวกระเพื่อม เงาค่อยๆ เลื่อนเข้าใกล้จนทุกคนเห็นได้ชัด มันไม่ได้จู่โจมหรือคุกคาม เพียงลอยนิ่งอยู่เหนือโรงไฟฟ้า ดวงตาเรืองรองคล้ายเศร้าสร้อย
“มันดูเหมือน…กลัวเหมือนเราไหม?” ลานากระซิบยินดีแต่ยังระแวง
ริวาไม่ตอบ จ้องกลับไปอย่างนิ่งงัน ตาของเขาเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา ไม่มีใครพูดอะไร ทุกสายตาเฝ้าสังเกตสิ่งมีชีวิตที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเหมือนต่างฝ่ายต่างสำรวจความเปราะบางในใจตัวเอง
ท่ามกลางฝูงชนที่ค่อยๆ เงียบลง ริวาเดินออกจากวง สบตาสิ่งมีชีวิตนั้น เขาเพียงกระซิบบอกเบาๆ “ฉันเข้าใจแล้ว ว่าความกลัว มีไว้ให้เรารู้ว่าเรารักใครมากที่สุด”
สิ่งมีชีวิตเคลื่อนปีกช้าๆ สูดลมหายใจ ราวจะร้องไห้ในความมืด เสียงกระซิบแผ่วบางแทรกผ่านลม ลานามองพ่อตัวเอง สายตาเปลี่ยนไป – มีวูบแห่งความเข้าใจและการเติบโต สายสัมพันธ์ที่ประสานกันแน่นขึ้นหลังผ่านวิกฤตกลางอากาศ
รุ่งเช้า เกาะลอยฟ้ากลับสู่ความสงบแต่ไม่เหมือนเดิม บ้านหลังเก่าเต็มไปด้วยแสงแดด ริวากับลานานั่งริมหน้าต่าง เปิดผ้าม่านเฝ้ามองท้องฟ้า มือของทั้งสองประสานกันอย่างมั่นคง ในดวงตาของทั้งคู่มีความหวังใหม่และความเข้าใจต่อกัน – ไม่ใช่เพราะสิ่งมีชีวิตนั้นหายไป หากแต่เพราะเขาได้พบตัวเองที่แท้จริงในกาลวิกฤต