วันแสนธรรมดาของความรักที่ไม่มีใครกล้าพูด
เสียงรถเมล์ดังแผ่วเบาขณะมันจอดลงหน้าเช้าฤดูร้อน เอิร์ธเดินตรงออกจากซอย เขามองฝ่าความร้อนและหยาดเหงื่อ เลื่อนไหลลงข้างขมับ หูยังสะท้อนเสียงโทรศัพท์ที่ลึกซึ้งในกระเป๋า แต่เขาไม่กล้ารับเมื่อเห็นคนโทรเข้าคือ ‘แม่’
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ประตูรั้วมหาวิทยาลัยบานใหญ่ตั้งอยู่เบื้องหน้า เอิร์ธถอนหายใจ สูดอากาศร้อนเข้าไปหนึ่งเฮือก ก่อนก้าวเข้าไป วันแรกของเทอมใหม่ ใบหน้าคนแปลกหน้าเต็มไปหมด
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็คข้อความ หน้าจอมีเพียงสติ๊กเกอร์รูปลิงจาก ‘เจน’ เพื่อนสนิทที่เดินทางไกลจากทางเหนือเพื่อมาเรียนที่กรุงเทพแต่เด็ก
“วันนี้เจอหน้ากันมั้ย ตึกเก่าห้องวงกลม?”
เอิร์ธลังเล นิ้วมือแตะตอบว่า “ไปดิ แต่อย่าล้อเรื่องทรงผมกูนะ”
เสียงแจ้งเตือนอีกที “ไม่พูดถึงเรื่องนั้น…ถ้าไม่ขำเจอหน้ารอบแรก!”
ห้องเรียนวงกลมในอาคารประวัติศาสตร์ล้วนเต็มไปด้วยแสงที่ตัดกับเงา เอิร์ธเลื่อนประตูเข้าไปก่อนจะเห็นเจนนั่งไขว่ห้างบนเก้าอี้ไม้ มือกอดแฟ้มแน่น เธอยิ้ม แล้วก็หัวเราะเล็กน้อยเมื่อเห็นผมที่ถูกตัดจนสั้นผิดปกติของเขา
“โอ๊ยตายแล้ว ตัดเองหรอ ถ้าใจกล้ามีแฟนได้ตั้งนานแล้ว!”
เอิร์ธกลอกตาแล้วนั่งลงข้าง ๆ “กลัวโดนแม่ลากไปตัดใหม่มากกว่า…”
บรรยากาศอบอุ่นแต่ยังมีระยะห่าง เจนยื่นแฟ้มมาให้อีกฝ่าย สีหน้าช่างสังเกต “นี่ แผนที่ห้องเรียนใหม่ ลองวางแผนหน่อยมั้ย จะได้ไม่สับสน”
เขารับแฟ้มมาดูแล้วถอนหายใจ “กูไม่เข้าใจเลยว่าเรียนใกล้จบ แต่ยังไม่แน่ใจว่าชีวิตจะไปทางไหนต่อ”
“ฉันเองก็เหมือนกัน…” เจนเอามือรองคางแล้วหยุดพูดไปนาน เธอมองหน้าต่าง สีหน้าครุ่นคิดคล้ายบางอย่างติดค้างในใจ “เอิร์ธ ถ้ามีโอกาสได้เปลี่ยนอะไรได้จริง ๆ นายจะกล้าหรือเปล่า”
บรรยากาศค้างคา ไม่มีใครตอบ สองคนมองหน้ากันก่อนจะหัวเราะกลบความอึดอัด
เวลาเที่ยงวัน ตึกศิลปกรรมด้านนอกมีโต๊ะสนามว่างเปล่า เจนวางข้าวกล่อง เปิดห่อ นั่งกินข้าวเงียบ ๆ เอิร์ธมองมาเงียบ ๆ เหมือนจะถามอะไร “ช่วงนี้บ้านฉันก็มีปัญหา เหนื่อยนิดหน่อย…” เธอพูดเบา ๆ
“อย่าเก็บไว้คนเดียวดิ” เอิร์ธว่าเสียงแผ่ว เจนไม่ตอบ แต่แกะตะเกียบแล้วจิ้มข้าวส่งให้ เอิร์ธยิ้มรับเหมือนภาพเก่า ๆ ซ้อนทับในความทรงจำ
ตอนบ่ายสายฝนโปรยลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว สองคนวิ่งหลบเข้าป้ายรถเมล์หัวเราะเปียกปอน เสื้อผ้าเปียกจนแนบตัว
“โอย ฉันล่ะเกลียดฝนฤดูนี้” เอิร์ธบ่น
เจนถอนใจ หัวเราะคิก “แต่ละปี นายก็บ่นแบบนี้นะ จะได้มีข้ออ้างเดินกลับพร้อมกันมั้ยล่ะ”
เอิร์ธนิ่งไปเล็กน้อย เสียงฝนกลบความลังเลในใจ
เย็นวันต่อมา สองคนนั่งที่บันไดคณะ ศอกแนบกันแต่ยังมีช่องว่าง เจนมองดูไหล่ของเอิร์ธก่อนเอ่ย “วันไหนที่นายหายไปกะทันหัน ฉันก็กลัวจริง ๆ นะว่านายจะไม่กลับมา”
เอิร์ธยิ้มมุมปากแห้ง ๆ “ฉันมันคนขี้ขลาดน่ะ พูดเรื่องในใจไม่ค่อยเป็น” เขายักไหล่ “นายเองก็มีเรื่องที่ไม่พูดใช่มั้ย?”
เจนเงียบไป สายตาทอดยาวออกไปที่ลานกว้าง เม็ดฝนเกาะขอบหน้าต่าง
ตลอดช่วงสัปดาห์ เอิร์ธพยายามโทรหาที่บ้านแต่ไม่กล้าพูดถึงเรื่องในใจ ส่วนเจนก็หัวเราะกลบเกลื่อนกับทุกคน ยกเว้นเวลาอยู่กับเอิร์ธ ฝ่ายชายคิดอยากถามหลายเรื่องแต่ไม่กล้าพอ ปล่อยให้ความไม่แน่ใจแทรกแซงชีวิต
จนค่ำวันหนึ่ง หลังสอบกลางภาค เจนออกมานั่งรอหน้าคณะ ฝนตกพรำ เอิร์ธเดินมาหาอย่างลังเล
“ฉันไปเยี่ยมยายที่เชียงใหม่วันศุกร์นะ ต้องไปเป็นสัปดาห์”
เอิร์ธหยุดนิ่ง สายตาเศร้า “แล้ว…แล้วจะกลับมาใช่มั้ย?”
“กลับมาสิ แต่ระหว่างนี้นายจะคิดถึงฉันมั้ย?” เจนยิ้มเศร้า ๆ
“ก็…” เขาอ้ำอึ้ง “ถ้าฉันบอกว่าคิดถึง ก็ดูประหลาดใช่ไหม”
ความเงียบกระทบ แววตาอึดอัด ต่างฝ่ายไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ฝนโปรยหนักขึ้น เอิร์ธยื่นร่มให้เจน “เก็บไว้ด้วย ฉันมีอีกคัน”
เจนหยิบร่มไป เดินตากฝนออกไปเงียบ ๆ
เวลาผ่านไป เจนหายไปจากกรุงเทพฯ เอฟส่องเฟซบุ๊กเธอเห็นเพียงรูปธรรมชาติ ไม่มีข้อความส่วนตัว
คืนหนึ่งโทรศัพท์ดังกลางดึก เอิร์ธรับสาย “เอิร์ธ… คิดถึงบรรยากาศในมหา’ลัยมั้ย”
เสียงเจนลอดมาว้าเหว่แต่ฝืนทำเสียงร่าเริง “ยายอาการไม่ดี ฉันกลัวจะไม่มีบ้านให้กลับ…”
เอิร์ธนิ่ง “อยากกลับมาหาฉันมั้ย?”
ความเงียบนานเป็นนาที เจนถอนหายใจแรง “ไม่รู้…แต่ก็อยากเจอ”
รุ่งเช้า หลังจากคุยโทรศัพท์ เอิร์ธตัดสินใจเขียนข้อความถึงแม่เพื่อพูดเรื่องที่ตัวเองกลัวที่สุดว่า อยากเลือกเส้นทางชีวิตด้วยตัวเอง
ฝนหยุดตก เอิร์ธไปเรียนตัวคนเดียว ภาพเดิม ๆ ที่เคยมีกันสองคนกลายเป็นความเหงาในใจ
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา เจนกลับมาที่กรุงเทพฯ ได้รับข่าวร้ายว่ายายเสียแล้ว เธอเดินผ่านฝูงชนด้วยใบหน้าที่เปลือกตาบวมแดง เอิร์ธยืนรอที่หน้าคณะไม่พูดอะไร ได้แต่เดินข้าง ๆ กันไปเงียบ ๆ
“ทำไมไม่ถามอะไร?” เจนเอ่ยเสียงห้วน
“เพราะฉันก็ไม่รู้จะพูดยังไง…กลัวคำพูดตัวเองจะไปทำร้าย”
เจนทรุดนั่งลงกับบันได เอิร์ธนั่งข้าง ๆ นิ่งอยู่นั้น สองคนอยู่นานโดยไม่พูดอะไร มีแค่ไหล่ที่แตะกันบางเบา
คืนนั้น เจนส่งข้อความมาว่า “ขอบใจที่ไม่พูดอะไรในวันที่ฉันไม่อยากฟัง”
เอิร์ธพิมพ์ตอบช้าช้า “ขอบใจที่นายไว้ใจให้ฉันอยู่ใกล้ ๆ”
หนึ่งเดือนถัดมา วันสุดท้ายของการสอบปลายภาค เอิร์ธกับเจนนั่งอยู่ในโรงอาหาร เจนฝืนยิ้ม พลางเอ่ย “นายจะไปฝึกงานที่ไหน”
“บ้านนายจะกลับขึ้นเหนือมั้ยหลังจบ?”
ความเงียบแทรกระหว่างบทสนทนา เจนหลบนัยน์ตา “ตอนนี้คงต้องอยู่กรุงเทพฯ ไปก่อน ฉันกลัวอนาคต…”
เอิร์ธกลืนน้ำลาย เคาะโต๊ะ “ฉันเองก็กลัวเหมือนกัน”
ท่ามกลางวันปัจฉิมนิเทศ เพื่อนแต่ละคนต่างแยกย้าย เอิร์ธกับเจนนั่งใต้ต้นชมพูพันธ์ทิพย์ ดอกไม้ร่วงลงบนไหล่
“ปีหน้าจะไม่เหมือนเดิมแล้วใช่มั้ย” เจนถามเสียงอ่อน “ฉันกลัวจะไม่มีนายอยู่ข้าง ๆ …แล้วถ้าฉันเหลือแค่นาย?”
เอิร์ธหายใจลึก “มันก็เป็นสิ่งเดียวที่ฉันกล้ายอมรับว่าดีที่สุดในชีวิต”
เงียบไปครู่ เจนเอาหัวมายันที่ไหล่ ฝุ่นดอกไม้ปลิวเข้าตา เอิร์ธยกมือเช็ดให้นิ่ง ๆ
ฤดูฝนเวียนกลับมาอีกครั้ง เอิร์ธยืนที่หน้าประตูหอพักเจน ปลายสายโทรศัพท์อึกอัก
“วันนี้…ว่างไหม ไปเดินเล่นกับฉันหน่อยได้มั้ย”
เจนตกใจนิด ๆ แต่เปิดประตูออกมา สองคนเดินท่ามกลางฝนปรอย เอิร์ธหยิบร่มให้ เจนไม่รับ “ขอเดินตากฝน”
เสียงฝนดังระรัว บทสนทนาขาด ๆ หาย ๆ แต่สายตาสบกันมากกว่าคำพูด
เอิร์ธหยุดกะทันหันหันมามองหน้าชัดเจน “นายสามารถไว้ใจฉันได้จริง ๆ นะ ไม่ว่าผ่านอะไรก็ตาม”
เจนยิ้มจาง ๆ น้ำตาปะปนฝนบนใบหน้า “ฉันกำลังพยายามอยู่…”
ปลายคืนนั้น สองคนต่างคนต่างกลับห้อง แต่โทรศัพท์ยังค้างแชทไว้จนดึก
หลังจากวันนั้น ชีวิตต่างคนต่างเติบโต เอิร์ธเริ่มฝึกงานสายที่ตนเลือก แม้โดนแม่ต่อว่าแต่ก็ได้สื่อสารใจตัวเอง เจนเรียนต่อและหมั่นดูแลตัวเองมากขึ้น แต่ยังทักเอิร์ธทุกอาทิตย์
จนวันหนึ่งงานรับปริญญามาถึง ใบหน้าทั้งคู่เปื้อนรอยยิ้มปนประหม่า
“วันที่เราเจอกันวันแรก มันเหมือนนานมากเลยเนอะ”
เอิร์ธพยักหน้าช้า ๆ แล้วเว้นวรรคยาว “ขอบคุณที่ไม่ทิ้งฉันในวันที่ฉันไม่กล้าเดินต่อ”
เจนยืนนิ่ง ๆ ซ่อนความกลัวไว้ในดวงตา “เราจะกล้ารักกันได้มั้ยเอิร์ธ”
เสียงฝนข้างนอกเริ่มตกลงมาอีกรอบ เอิร์ธจับมือเจนไว้ ไม่พูดอะไรนอกจากรอยยิ้มอบอุ่นที่เต็มไปด้วยความหมายมากกว่าคำใด ๆ ทั้งสิ้น