เสียงร้องในเรือนกัก
เสียงฝนตกกระทบกระเบื้องหลังคาอย่างต่อเนื่องในค่ำคืนแรกที่กลุ่มนักศึกษาฝึกงานเข้าไปในเรือนกักเก่ากลางป่าไม้ สนามหน้าบ้านลื่นจากโคลนและน้ำขัง เรือนสีเทาหม่นถูกละอองหมอกกลืนกินเกือบมิดตา ป้ายไม้เก่าสลักคำว่า ‘เรือนกัก’ แขวนเอียงอยู่ตรงหน้าประตูรั้วเหล็กดัดสนิมเขียว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“พี่ว่ามันดูเหมือนบ้านในหนังผีเลยอ่ะ” มิว นักศึกษาฝึกงานปีสามกระซิบขณะเดินตามหลังเพื่อนอีกสามคนเข้าประตูบ้าน พิมพ์ หัวหน้ากลุ่มสาวใส่แว่น ยักไหล่ พยายามกลบเสียงกลัวด้วยรอยยิ้ม “อยู่กันแค่ห้าวัน เดี๋ยวก็ผ่านไป”
ผู้ดูแลเรือนเป็นหญิงชราคนเดียว ใบหน้ายับย่น รอยยิ้มคล้ายซ่อนอะไรบางอย่าง “ห้ามออกจากบ้านหลังนี้หลังสองทุ่มนะลูก ถ้าต้องออก ให้เคาะประตูสามครั้งแล้วรอจนได้ยินเสียงขานตอบ”
ไม่มีใครถามเหตุผล มันเหมือนกับคำสั่งที่มีน้ำหนักเกินกว่าจะขัดขืน ทุกคนแยกย้ายกันเข้าไปในห้องนอนรวม กลิ่นอับเฉาไหลแผ่วเบาในอากาศ พิมพ์จัดกระเป๋าเงียบ ๆ ขณะที่มิวคุยกับจูน เด็กสาวผิวคล้ำรอยยิ้มสดใส และเบน ชายหนุ่มผอมสูงท่าทางเก็บตัว
คืนนั้น พวกเขานอนหลับไปพร้อมเสียงฝน เสียงฟ้าร้องดังไกลตลอดคืน ก่อนจะสะดุ้งตื่นกลางดึกเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูเบา ๆ จากหน้าห้อง เสียงเหมือนมีใครขอให้เปิดเข้าไป
มิวลืมตา เหลือบมองเพื่อน ๆ ที่ยังนิ่งเหมือนไม่ได้ยิน เธอลังเลอยู่พักใหญ่ก่อนจะเดินไปดูประตู แต่เมื่อเปิดออกก็พบเพียงทางเดินว่างเปล่า เรือนทั้งหลังเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหายใจของตัวเอง
เช้าวันถัดมา ผู้ดูแลเรือนเดินแจกข้าวกล่อง เธอมองหน้ามิวจ้องนานกว่าปกติ “เมื่อคืนนี้ไม่มีใครออกจากห้องใช่ไหม” มิวพยักหน้าช้า ๆ แต่ใจยังค้างกับเสียงเคาะเมื่อคืน
พิมพ์พยายามสร้างบรรยากาศในบ้านให้ผ่อนคลายด้วยการชวนทุกคนเล่นบอร์ดเกม แต่เบนกลับไม่ค่อยพูดหยอกล้อกับใคร ดูเหมือนเขาจะเงียบผิดปกติตั้งแต่เดินเข้ามาในบ้านหลังนี้
“นายโอเคไหมเบน?” จูนถามเสียงเบา เบนพยักหน้าแต่ไม่สบตา “ฝันร้าย… แปลกดี”
เสียงเคาะที่ประตูห้องเกิดขึ้นอีกครั้งในคืนที่สอง คราวนี้เป็นเสียงเด็กผู้หญิงร้องไห้แผ่วเบาแทรกเข้ามา พิมพ์รีบคว้าผ้าห่มคลุมหัว จูนกอดหมอนแน่น มิวกลั้นหายใจ เสียงนั้นดับหายไปเองในที่สุด
ตอนเช้า พวกเขาตัดสินใจถามผู้ดูแลเรือนโดยตรง “ป้าคะ มีเด็กอยู่ในบ้านนี้ด้วยเหรอคะ ทำไมเมื่อคืนมีเสียงร้องไห้?” ป้าผู้ดูแลยกมือขึ้นแตะปาก ส่งยิ้มแปลก ๆ “เสียงนั่น… อย่าไปตอบกลับ ไม่งั้นเขาจะเข้ามาหาลูก”
หลังอาหารเย็น มิวและจูนแอบกระซิบกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ประหลาด เบนเก็บตัวเงียบไม่แตะข้าว พิมพ์พยายามบอกกับกลุ่มว่าเป็นเรื่องบังเอิญจากบ้านไม้เก่า ๆ
“ถ้าเป็นเสียงจริง ทำไมเราได้ยินแค่ตอนดึก แล้วมันพูดว่าอะไร” มิวตั้งคำถาม
จูนกลืนน้ำลาย “เมื่อคืนฉันได้ยินว่ามันพูดว่า ‘ปล่อยฉันออกไป’”
ความอึดอัดปกคลุมทุกคน รวมถึงความไม่ไว้วางใจในกันและกันที่เริ่มก่อตัวขึ้น
คืนนั้น พิมพ์ฝันว่าตัวเองเดินไปหน้าประตูรั้ว ได้ยินเสียงร้องไห้ดังขึ้นจากปลายทางเดิน เธอหันกลับและเห็นเงาผู้หญิงผมหยิกยาวยืนอยู่ในเงามืด เมื่อสะดุ้งตื่น เธอก็พบว่าประตูหน้าห้องเปิดออกเอง
“ใครลงไปข้างล่างเมื่อคืน?” พิมพ์ถามในตอนเช้า แต่ทุกคนส่ายหน้า
กล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้ในห้องโถงถูกพบว่าดับสนิทตั้งแต่ก่อนเที่ยงคืน เบนเริ่มบ่นถึงเสียงกระซิบข้างหูที่ไม่มีใครได้ยิน จูนเริ่มฝันเห็นเด็กผู้หญิงหน้าซีดที่มีรอยแผลเต็มแขน
พิมพ์เริ่มค้นหาข่าวเกี่ยวกับเรือนกักนี้ พบคดีเด็กนักเรียนหญิงหายตัวไปเมื่อสามปีก่อนระหว่างมาฝึกงานที่นี่ ศพไม่เคยถูกพบ มีแต่เสียงร้องไห้ที่คนในหมู่บ้านได้ยินกันมานาน
“เราควรออกไปจากที่นี่” มิวพูดขึ้นในเย็นวันหนึ่ง ทุกคนพยักหน้า แต่ประตูรั้วกลับล็อกแน่นและกุญแจหายไป
คืนที่สี่ เสียงร้องไห้ดังก้องขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องและเสียงกระทบกำแพง มิวรีบลุกขึ้นไปดู พบจูนยืนตัวแข็งทื่อหน้าประตู จ้องไปยังความมืดข้างนอกหน้าต่าง
“เขาอยู่ตรงนั้น” จูนพึมพำ พิมพ์รีบลากจูนกลับเข้าห้อง แต่กลิ่นอับและความหนาวเย็นแผ่กระจายออกมาจากโถงทางเดิน
เบนเริ่มขีดเขียนอะไรบางอย่างลงบนผนังด้วยดินสอ ก่อนจะพูดเสียงเบา “เขาเคยถูกขังอยู่ตรงนี้… ไม่มีใครช่วยเขา…”
เมื่อแยกกันอยู่ในห้อง พิมพ์เริ่มได้ยินเสียงกระซิบ ‘ทำไมไม่ช่วยฉัน’ ซ้ำไปมา คนอื่น ๆ ก็เริ่มมีอาการหลอน จิตใจสับสนและร้อนรน
ในที่สุด มิวตัดสินใจแอบลงไปชั้นล่างในตอนดึก เธอเดินผ่านโถงมืด เงาสะท้อนในกระจกข้างบันไดเหมือนมีใครยืนอยู่ข้างหลัง เสียงน้ำหยดจากอ่างล้างมือดังสม่ำเสมอจนน่าขนลุก
ในห้องรับแขก เธอพบสมุดบันทึกเก่ากับกล่องไม้เล็ก ๆ เมื่อเปิดออกจึงพบสร้อยข้อมือเด็กผู้หญิงกับจดหมายขอความช่วยเหลือฉบับสุดท้าย “ขอให้ใครสักคนได้ยินเสียงฉัน”
ระหว่างที่ทุกคนรวมตัวกันในห้องรับแขก เสียงร้องไห้กลับดังก้องขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ทุกคนได้ยินชัดเจน ประตูทุกบานปิดสนิท ลมหายใจของแต่ละคนรัวเร็วขึ้น
เบนถูกดึงไปยังมุมมืดโดยที่ไม่มีใครทันสังเกต มิวร้องเรียกแต่ไม่มีเสียงตอบรับ พิมพ์กับจูนตัดสินใจตามไปในความเงียบอึดอัด
ในห้องใต้บันได พวกเขาพบเบนยืนเผชิญหน้ากับเงาดำในความมืด เสียงเด็กผู้หญิงร้องไห้สะอึกสะอื้นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เงานั้นค่อย ๆ ขยับเข้าหาพวกเขาทีละน้อย
“อย่าออกไป” เสียงผู้ดูแลดังขึ้นจากด้านหลัง ก่อนที่เงาจะล้มตัวลงกับพื้น เผยให้เห็นเด็กหญิงผมยาวในชุดนักเรียนเก่า เธอเอื้อมมือมาเหมือนขอให้ช่วย
พิมพ์ลังเล แต่ตัดสินใจคว้าสร้อยข้อมือแล้วยื่นให้เด็กหญิง “นี่ของเธอใช่ไหม?”
เด็กหญิงรับสร้อยข้อมือไป น้ำตาไหลอาบแก้ม เงามืดรอบตัวค่อย ๆ จางหายไป เสียงร้องเงียบลง บรรยากาศบ้านกลับมาเป็นปกติ ประตูรั้วเปิดออกเอง
แต่ก่อนจะออกจากบ้านได้ ผู้ดูแลเรือนหยุดทุกคนไว้ “ต่อให้ลูกออกไปได้ แต่เสียงร้องจะอยู่กับลูกตลอดไป เพราะบางเสียง… ไม่มีวันเงียบหาย”
กลุ่มนักศึกษาก้าวออกจากเรือนกักด้วยความโล่งใจปนสั่นกลัว แต่ในความเงียบงันของเช้าวันใหม่ เสียงกระซิบแผ่วเบายังคงลอยวนในหัวของพวกเขา เหมือนเงาที่ไม่มีวันจากไป