เสียงเงาในม่านหมอก
แสงแดดสีส้มเจือหม่นร่วงโรยลงบนลานหญ้ารกร้าง เสียงใบไม้แห้งขยับไหวเบาๆ จากสายลมเย็นที่พัดผ่าน พงศ์ก้าวลงจากรถตู้แล้วทอดสายตามองบ้านไม้เก่าแก่สองชั้นที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางป่า ท่ามกลางความเงียบของบ่ายวันเสาร์
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ที่นี่เหรอ ขึ้นสนิมทั้งหลังเลย” ปรางกล่าวเบาๆ ขณะยกกล้องถ่ายรูปขึ้นเก็บภาพหน้าบ้าน ดวงตาเธอคล้ายลอบจับจ้องไปยังหน้าต่างปิดสนิททุกบาน
“แต่เอกสารบอกว่าบ้านนี้เคยเป็นศูนย์กลางชุมชนมาก่อน” อั้มเอ่ยพลางหยิบโน้ตบุ๊กออกมา เขาดูตื่นเต้นมากกว่าคนอื่น ๆ แม้จะมีเม็ดเหงื่อซึมบนหน้าผาก
“จะเข้าแล้วยัง?” นีลาถามเสียงเรียบ เธอแบกเป้สีดำใบใหญ่ สายตาคอยระแวดระวังข้างทางและพงศาวดารเก่าในมือกุมแน่น
“รออะไรล่ะ” พงศ์ยิ้มบาง ๆ ผลักประตูไม้ที่ดังเอี๊ยดออกอย่างลังเล ก่อนค่อยๆ ก้าวเข้าไป
กลิ่นอับชื้นปะทะจมูกทันทีที่ทุกคนย่างเท้าเข้ามา ภายในบ้านเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจตัวเอง เสียงฝีเท้ากระทบไม้กระดานส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเป็นจังหวะ
“เหมือนมีใครอยู่ข้างบนไหม?” ปรางกระซิบ อั้มสบตาเธอแล้วส่ายหน้า ทั้งหมดพยายามไม่สบตากันนาน
นีลาส่องไฟฉายขึ้นบันไดไม้ที่คล้ายจะพังลงได้ทุกเมื่อ “รีบเก็บข้อมูลกันเถอะ จะได้กลับเร็ว ๆ”
แต่บางสิ่งในบ้านนั้น—เงามืดที่มุมห้อง เงียบสงัดจนผิดปกติ—ราวกับจับจ้องมองพวกเขาอยู่
ตกเย็น พระอาทิตย์ถูกกลืนโดยม่านหมอกหนาทึบ บ้านทั้งหลังถูกปกคลุมด้วยสีเทาอมฟ้า ทุกคนล้อมวงในห้องนั่งเล่น พลางพูดคุยถึงความเป็นมาของบ้าน
“เอกสารบอกว่ามีเหตุการณ์แปลกๆ ในหมู่บ้านช่วงปี 2513” อั้มอ่านเสียงเบา ท่ามกลางความมืดที่ค่อย ๆ ขยายตัว “มีคนหายไปทีละคน”
“แต่ไม่มีการชี้แจงเลยว่าหายไปไหน” นีลาต่อ “หรือมันอาจจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ?”
ความเงียบตกลงมาอีกครั้ง เสียงลมหายใจของแต่ละคนแทบไม่เป็นจังหวะ ปรางเงยหน้าขึ้นเหมือนได้ยินอะไรบางอย่างข้างบน
“ใครเดินอยู่บนชั้นสอง?” เธอถามเบา ๆ ทุกคนมองหน้ากัน แต่ไม่มีใครขยับ
พงศ์ลุกขึ้นอย่างลังเล “เดี๋ยวไปดูเอง”
เขาเดินขึ้นบันไดทีละขั้น เสียงแผ่นไม้ดังแตก—แต่เมื่อไปถึง… ไม่มีใคร
เมื่อพงศ์กลับลงมา สีหน้าหม่นหมอง “ไม่มีอะไร…แต่…” เขาเงียบ งับคำพูดไว้
กลางดึก เสียงกระซิบแผ่วเบาแทรกเข้ามา “กลับ…กลับ…” ปรางสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางความมืด เธอหันมองอั้มกับนีลาที่หลับสนิท
ปรางลุกเดินออกไปตามเสียงนั้น มันพาเธอไปจนถึงหน้าต่างชั้นสอง เธอมองออกไป เห็นเพียงเงาร่างหม่น ๆ ลาง ๆ ยืนอยู่ไกลในม่านหมอก
เธอรีบกลับลงมาข้างล่าง สายตากระวนกระวายอย่างปิดไม่มิด
เช้าวันต่อมา กลุ่มนักศึกษาหารือกันว่าจะอยู่ต่อหรือไม่
“เรายังไม่ได้ข้อมูลเลย” อั้มค้าน “ที่นี่กำลังจะถูกรื้อทิ้ง เรามีโอกาสเดียว”
“แต่เมื่อคืน…ฉันได้ยินเสียง” ปรางเสียงสั่น
นีลาขมวดคิ้ว “อาจเป็นหนู หรือ…”
“ไม่ใช่หนู” ปรางเถียง “มัน…เป็นเสียงคน”
พงศ์มองทุกคน “ถ้าใครอยากกลับ กลับไปเลยก็ได้” แต่ไม่มีใครลุกขึ้นจริง ๆ
ทุกคนทำงานต่ออย่างอึดอัด ขณะที่เสียงแปลก ๆ ยังดังแว่วมาเป็นระยะ เสียงเคาะ เสียงขูด เสียงฝีเท้าในเวลากลางวัน
ขณะค้นหาชั้นสอง อั้มพบหีบไม้เก่าในห้องใต้หลังคา เปิดออกมาเจอสมุดบันทึกเก่าขาดรุ่งริ่ง
“ของใคร?” ปรางถาม
“เหมือนบันทึกของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง…” อั้มอ่านข้อความในนั้น “พวกเขาชอบเล่นซ่อนหา…แต่ใครบางคนไม่เคยกลับมา”
นีลาสังเกตว่าหน้าสุดท้ายของสมุดมีรอยขีดเขียนเป็นรูปวงกลมซ้อนกันหลายชั้นและตัวหนังสือเหมือนคาถา
“นี่มัน…” เธอเงียบ ดวงตาเหมือนอ่านอะไรบางอย่างที่ไม่อยากเชื่อ
กลางคืนที่สอง เสียงกระซิบและเสียงเดินบนบ้านดังชัดขึ้น จนตอนนี้แต่ละคนแทบไม่กล้านอน
พงศ์นั่งมึนงงใต้แสงไฟฉาย “เราโดนอะไรกันแน่…”
“มีคนอื่นอยู่ในบ้านนี้ด้วยรึเปล่า?” ปรางสั่นเครือ
นีลาหายใจช้าๆ “บางที…เราอาจไม่ได้อยู่กันแค่สี่คนตั้งแต่แรก”
อั้มเงียบ สายตาวาดผ่านหน้าต่างเหมือนเงาสีเทาเคลื่อนผ่านนอกบ้าน
กลางดึก อั้มเดินสำรวจ ได้ยินเสียงร้องไห้แผ่วเบาในห้องใต้หลังคา เมื่อเปิดประตู…ไม่มีใคร มีแค่ลายขีดเขียนเต็มผนัง เป็นชื่อซ้ำ ๆ วนอยู่ “พิณ…พิณ…พิณ…”
อั้มตื่นตระหนก วิ่งลงมาปลุกทุกคน “ข้างบน…มีอะไรแปลก!”
แต่เมื่อขึ้นไปหาพร้อมกัน รอยขีดเขียนนั้นหายไป
“ฉัน…ฝันไปหรือเปล่า?” อั้มถามเสียงอ่อน
นีลาจับบ่าของเขาแน่น “ที่นี่ไม่อยากให้ใครรู้ความลับ…”
เสียงเคาะดังขึ้นรัว ๆ จากผนังอีกฝั่ง ทุกคนแข็งค้าง
รุ่งเช้า หมอกปกคลุมหนาแน่น พวกเขาพบว่าประตูบ้านเปิดไม่ได้ หน้าต่างทุกบานถูกปิดตาย
“มีคนขังเราไว้…” พงศ์พึมพำ หัวใจเต้นเร็ว
ขณะค้นหาเส้นทางออก ปรางเจอภาพถ่ายเก่า ๆ ติดผนังบ้าน เป็นภาพเด็กหญิงในชุดกระโปรงยืนอยู่หน้าบ้าน ใบหน้าเบลอ
“หรือพิณคือเด็กในบันทึก?” อั้มถาม
ในห้องครัว นีลาพบกล่องไม้เล็ก ๆ ด้านในมีจดหมายสั้นๆ เขียนด้วยลายมือสั่น “ขอโทษที่ไม่ช่วย…ขอโทษที่กลัว…”
“ความกลัวของใครบางคน สร้างคำสาปนี้ขึ้นมา” นีลาพึมพำ น้ำตาคลอ
คืนนั้น เสียงกระซิบกลายเป็นเสียงเรียกชื่อแต่ละคน เสียงฝีเท้าเดินวนรอบตัวบ้าน
พงศ์ตัดสินใจนำสมุดบันทึกและกล่องไม้วางไว้กลางบ้าน จุดเทียนล้อมเป็นวงกลม
“เราต้องเผชิญกับมัน” เขาพูด พลางขอให้ทุกคนพูดสิ่งที่กลัวมากที่สุดออกมา
“ฉันกลัวถูกลืม” ปรางสะอื้น
“ฉันกลัวทำร้ายคนอื่นโดยไม่ตั้งใจ” อั้มเสียงสั่น
“ฉันกลัวตัวเอง” นีลาน้ำตาไหล
ในขณะที่เสียงปริศนานั้นดังขึ้นเรื่อยๆ เงาดำจาง ๆ เริ่มปรากฏอยู่รอบวงเทียน เสียงเด็กหัวเราะแผ่วเบา สลับกับเสียงสะอื้น
ไฟเทียนริบหรี่แล้วดับลงกะทันหัน ความมืดกลืนกินรอบตัว ทุกคนรู้สึกเหมือนถูกดึงเข้าสู่ความทรงจำที่ไม่เคยมี
แต่ละคนเห็นภาพซ้อนทับ ช่วงเวลาที่บ้านนี้ยังคึกคัก เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ เสียงทะเลาะ เสียงลั่นกลอน
แล้ว…เสียงร้องขอความช่วยเหลือจากเด็กหญิงคนหนึ่ง “ได้โปรด…อย่าทิ้งฉันไว้ในนี้…”
ปรางสะอื้นเสียงดัง เธอก้าวเข้าไปในเงาหมอก หยิบมือเด็กหญิงในความทรงจำขึ้นมา
ม่านหมอกจางลง เมื่อทุกคนตื่นขึ้นในตอนเช้า บ้านทั้งหลังเงียบสงัด ประตูหน้าบ้านเปิดอ้าออก ลมเย็นพัดเข้ามา
พวกเขาเดินออกมาอย่างช้า ๆ แต่ละคนมีน้ำตาคลอเบ้า
อั้มหันกลับไปมองบ้านหลังนั้นอีกครั้ง แสงแดดสาดผ่านม่านหมอก ใบหน้าของเด็กหญิงในภาพถ่ายปรากฏชัด—เศร้าและเปล่าเปลี่ยว
นีลาหันไปบอกเบา ๆ “เราไม่ได้เป็นแค่คนแปลกหน้าของบ้านนี้…แต่เราเคยเป็นส่วนหนึ่งของมันมาก่อน”
เสียงกระซิบสุดท้ายแผ่วเบาตามลม “ขอบคุณ…ที่จำฉันได้…”
พงศ์ ปราง อั้ม และนีลา เดินออกจากป่า ทิ้งบ้านหลังเก่าไว้ในม่านหมอก—พร้อมความทรงจำที่ไม่มีวันเหมือนเดิม