เสียงกระซิบกลางสนามหญ้าแก้ว
เสียงลมหายใจของอันยาแผ่วเบาเหนือสนามหญ้าแก้วโปร่งใส ส่องประกายเขียวระยิบระยับใต้เท้า ดวงตาเธอมองทะลุม่านฟ้าสีครามเป็นริ้ว พยายามซึมซับบรรยากาศใหม่ ราวกับหวังจะกลืนกลายหายไปพร้อมความว่างเปล่า โซเฟีย แม่ของเธอเดินตามหลัง พลางยื่นมือไปแตะไหล่อันยาอย่างลังเล ใบหน้าทั้งคู่สะท้อนเงาของกันและกันอยู่ชั่ววูบหนึ่ง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“หายใจลึกๆ สิลูก ตรงนี้ไม่มีฝุ่น ไม่มีสารพิษ” โซเฟียเอ่ย สายตาเธอเจือแวววิตกจับใจ อันยาไม่ตอบ เธอสบตาแม่เพียงแวบเดียว เหมือนมีบางอย่างขังอยู่ในอก
ข้างหลัง ปีเตอร์ พ่อของอันยา เดินลากลังสัมภาระขึ้นบันไดโลหะแคบๆ ของสถานีทดลอง “เดี๋ยวเถอะ จะวางอะไรก็วางให้เข้าที่ อย่าเดินเหยียบสนามหญ้าตรงนี้ให้เสียหายล่ะ” เขากระชากเสียงผ่านลมหายใจ เหงื่อเม็ดโตตามขมับ
อากาศลอยฟ้าชวนให้เย็น แต่ความตึงเครียดรอบครัวหนักแน่นในบรรยากาศ พ่อกับแม่พยายามไม่สบตากันเกินจำเป็น อันยาทำเป็นไม่สนใจทั้งคู่ เด็กหญิงพยายามสำรวจเนินหญ้าที่สะท้อนภาพฟ้าพริบพราย ราวกับจะหลบหนีความเงียบในใจ
เสียงไซเรนบางเบาดังขึ้นจากในสถานี ตามมาด้วยเสียงออโต้บอท สตีฟ พนักงานเทคนิคโฮโลแกรม ลอยออกมาต้อนรับ “ขอต้อนรับสู่สถานีทดลอง Sera-9 ทุกระบบยืนยันความปลอดภัย กรุณาอย่าออกนอกพื้นที่ที่กำหนด” ด้วยเสียงสเตอริโอที่ผิดเพี้ยนเล็กน้อย
ปีเตอร์วางลัง “แค่ต้องมาอยู่ที่นี่ก็ซวยพอแล้ว ยังต้องฟังคอมพูดจาแบบนี้อีก” โซเฟียหันมา ยิ้มบางอย่างพยายามประสานรอยร้าว “มันน่าจะดีกว่าเดิมสักหน่อย ปีเตอร์ สถานีนี้มีแต่มนุษย์กับสิ่งมีชีวิตทดลอง อย่างน้อย…เราจะได้พูดกันตรงๆ”
เงียบงันชั่วครู่ อันยาหันไปดูผีเสื้อมรกตน้อยๆ โบยบินข้ามสนามหญ้า ใกล้จุดที่ฟองแก้วลอยตัวต่ำๆ เล่นกับแสงแดด เธอเดินเข้าใกล้ยื่นมือออก ราวกับฟังเสียงกระซิบจากใต้พุ่มหญ้านั้น
วันถัดมา โซเฟียเดินตรวจฐานทดลองกับหัวหน้าสถานี ด็อกเตอร์รัตนา ชายวัยกลางคนหน้าตาซีดขาว “คุณคิดว่าหญ้าแก้วจะตอบสนองยังไงบ้าง?” เธอถาม ด็อกเตอร์รัตนาเหลือบมอง “ระบบนิเวศนี้ประสาทสัมผัสไวผิดปกติ ผมคิดว่ามันสื่อสารกันได้ ลองสังเกตตอนกลางคืนสิ”
อันยานอนหลับในห้องกระจก ส่วนปีเตอร์นั่งดื่มกาแฟมองลูกสาวอยู่ไกลๆ เขาเปิดรูปเก่าในไอแพด รูปสมัยที่อันยายังยิ้มกว้างพร้อมแม่ พ่อจ้องอยู่นาน พยายามหาบางอย่างในแววตาเด็กหญิงก่อนที่จะสูญเสียความไร้เดียงสาเพราะเรื่องของครอบครัว
ก่อนรุ่งสาง อันยาได้ยินเสียงกระซิบแผ่วๆ จากสนามหญ้า “…วิ่งสิ…มาหา…” เธอขยับตัว ใต้ผ้าห่มเย็น ระหว่างกึ่งฝันกึ่งตื่น เด็กหญิงเดินออกมาอย่างไร้เสียง ผ่านโถงกระจกใส ลอดสนามแสงสีเขียวอ่อน
โซเฟียสะดุ้ง ตื่นมาไม่เจอลูก รีบตามหาจนพบนั่งนิ่งข้างแอ่งน้ำเล็ก เธอจับไหล่ลูก อันยาสบตา “แม่ ที่นี่มีตัวอะไรอยู่ข้างใต้…” โซเฟียกลั้นใจถาม “ลูกฝันไปหรือเปล่า” อันยาก้มลง เงาสะท้อนเด็กหญิงในน้ำสั่นระริก
“บางทีเราก็ควรออกไปข้างนอกกันบ้าง” ปีเตอร์ว่า พลางมองทุ่งหญ้าอ่อนแรง “ฉันจะพาลูกเดินดูรอบสถานี” เขาผ่อนเสียง โซเฟียขมวดคิ้วแต่ไม่ขัด ปีเตอร์พาอันยาเดินข้ามคานแก้ว สายลมพัดผ่านหู คำถามมากมายค้างในใจแต่ไม่ได้เอื้อนเอ่ย
กลางทาง เสียงแว่วมาอีก “…กลัวเหรอ…” อันยาหันซ้ายขวา สีหน้าตึง ปีเตอร์จับมือ “ถ้ามีอะไรก็บอกพ่อ” เด็กหญิงกลืนน้ำลาย “หนูกลัว… กลัวว่าถ้าทุกคนอยู่ด้วยกันแล้ว จะเหมือนไม่มีใครอยู่เลย”
ปีเตอร์นิ่งไปนาน “พ่อเคยทำผิดมาก่อน พ่อก็กลัวว่าพอพยายามใหม่ ทุกอย่างจะกลับไปพังเหมือนเดิม” อันยาสบตาพ่อแล้วกอดแน่นโดยไม่พูดอะไร
ขณะนั้น สตีฟโฮโลแกรมรายงาน “มีการสั่นไหวใต้สนามหญ้า ช่วยตรวจสอบด่วน” โซเฟียรีบบอกด็อกเตอร์รัตนา “เราไม่มีข้อมูลว่ามันคืออะไร”
คืนนั้นทุ่งหญ้าแก้วสุกสว่างด้วยแสงแปลกประหลาด อันยานั่งจ้องแสงไฟ รูปร่างแว่วๆ คล้ายสิ่งมีชีวิตใต้หญ้า เธอได้ยินเสียงกระซิบอีก “…ช่วยฉัน…ปล่อยให้ฉันเป็นอิสระ…”
อันยาเพ่งฟัง ทันใดนั้นสนามหญ้าแก้วสั่นสะเทือน แผ่นดินโปร่งใสยุบวูบลง เธอกรีดร้อง พ่อแม่กรูกันออกมาทันท่วงที
“มันต้องมีอะไรอยู่แน่ๆ” ปีเตอร์ทุบคันโยกเปิดกับดักฉุกเฉิน ด็อกเตอร์รัตนาโยนเซ็นเซอร์ตรวจวัด โซเฟียโถมเข้าไปคว้าตัวลูก ใต้แสงจันทร์สีนวล พ่อแม่โอบอันยาแน่น ต่างคนต่างค้นหาที่หลบภัยในกันและกัน แม้จะกังขาทั้งตัวเองและอดีตเสมอ
เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวพวกเขา “…พวกเธอกลัวสิ่งที่ไม่รู้จัก… แต่ฉันแค่อยากหลุดพ้น…” แสงใต้สนามหญ้าค่อยๆ จางลง เงาสีมรกตยืดตัวออก ราวกับวิญญาณบางเบากำลังอำลาพื้นที่แห่งนี้
ทุกคนเงียบงัน อันยาจับมือพ่อแม่แน่น น้ำตาปริ่มดวงตา “ที่นี่…ต้องมีที่สำหรับคนที่ผิดพลาดบ้างใช่มั้ย…” โซเฟียพยักหน้า ดึงลูกสาวเข้ากอด ปีเตอร์กุมมือทั้งสอง “ทุกที่มีพื้นที่ให้เริ่มใหม่ ขอแค่เราไม่กลัวกันเอง”
เช้าตรู่ ท้องฟ้าบนสถานีทดลองเปลี่ยนเป็นสีฟ้าใสแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทุ่งหญ้าแก้วนิ่งสงบ แต่บางจุดดูเหมือนจะเปล่งประกายมากกว่าจุดอื่นๆ ครอบครัวสามคนในอ้อมแขนกันเอง หัวใจแนบแน่นกับอดีตที่ผ่านพ้น เหลือความหวังและรอยแผลเป็นที่กลมกลืนเข้าหากัน
เสียงกระซิบสุดท้ายดังขึ้นเบาบาง “ขอบคุณ…ขอบคุณที่เปิดใจ” อันยาหลับตา โลกทั้งใบเงียบสงัด จากนี้ไป ไม่มีใครกลัวความเปราะบางอีกต่อไป