รอยขีดสีเขียวแห่งเมฆาเศร้า
เสียงหวีดหวิวของลมบนความสูงเหนือพื้นดินเจ็ดพันเมตร คลื่นเมฆปกคลุมตึกสูงสีหม่นไว้ ครอบครัวของเมฆอาศัยอยู่ในห้องแคบที่ผนังผุพังเล็กน้อยจากแรงลม เขามักยืนเงียบอยู่ริมหน้าต่างแข็งแรงที่มองลงไปยังท้องฟ้าอันว่างเปล่า เมฆอายุสิบสองเงียบขรึม ขี้อาย ใบหน้ามีรอยแผลเล็กใต้ตาขวา เขาสวมเสื้อหุ้มเก่า พยายามกลั้นใจมองรอยขีดสีเขียวที่เพิ่งปรากฏบนม่านเมฆขาวในแต่ละวัน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เมฆ เหม่ออะไรอีกแล้ว” มีนาพี่สาววัยสิบห้าชะโงกศีรษะผ่านประตูเหล็ก เธอนั่งรถเข็นที่กรอบสนิม แววตาคมกริบ “เห็นรอยนั่นอีกหรือไง”
เด็กชายพยักหน้า ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย ไม่เคยกล้ามองตาพี่ตรง ๆ
“วันก่อนแม่บอกว่า นั่นคือรอยรั่วของฟ้า” มีนาพูดเบา ๆ “แต่แม่พูดอย่างกับไม่กลัวเลยเนอะ”
เมฆเม้มปาก ไม่ตอบ คนในเมืองน้อยคนจะพูดถึงรอยขีดสีเขียว เท่าที่เมฆรู้มา บางคนแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น บางคนเอาผ้าปิดหน้าต่างไว้ ไม่กล้าชี้ฟ้า
“คืนนี้ดูดาวบนหลังคาไหม?” มีนาถาม แต่ในน้ำเสียงเจือความหวังว่าคำชวนจะไม่ถูกปฏิเสธ
เมฆจ้องเท้าตัวเอง “กลัว…”
“กลัวลม กลัวความสูง หรือกลัวฟ้า?”
เขาไม่ตอบ รู้แค่ว่า เขากลัวอย่างไร้เหตุผล กลัวลมหอบทุกอย่างหายวับอีกรอบ เหมือนเมื่อในอดีตเคยเกิดขึ้นจริง
เสียงรองเท้าแม่กระทบพื้นดังเข้ามาในบ้าน แม่เดินเข้าหาเมฆ รูปร่างผอมเย็นชา “อาหารเย็นเตรียมไว้บนโต๊ะ” แม่พูด น้ำเสียงราบเรียบ ราวกับเดือดร้อนอยู่ลึก ๆ
เมฆกับมีนานิ่งไปครู่ ย้ายไปยังโต๊ะกินข้าวเล็ก ๆ เศษแก้วร้าวถูกซ่อนไว้ใต้โต๊ะ แม่ตักแกงราดข้าวแจกจ่ายเงียบ ๆ แต่มีนาจ้องหน้าแม่ สายตากร้าว
“แม่ เมื่อไหร่จะบอกความจริงเรื่องขาเค้ากันแน่?” มีนาถาม แผลเก่าฉายชัดในน้ำเสียง เมฆนั่งฟังเงียบ ๆ รู้ว่าแม่ไม่เคยเล่าทั้งหมดเกี่ยวกับอุบัติเหตุวันนั้น
แม่วางช้อนดังกราว “เรื่องบางเรื่อง เธอไม่ควรรู้”
มีนากัดฟันแน่น วงข้าวในถ้วยสะเทือน เมฆละสายตาไปยังหน้าต่างอีกครั้ง เห็นรอยขีดสีเขียวระเรื่อขึ้นเรื่อย ๆ – ยิ่งเวลาผ่าน มันยิ่งเข้ม
คืนนั้น เมฆนอนไม่หลับ เดินไปนั่งตรงขอบเตียงมองดาวสลัว ทันใดนั้นประตูถูกเคาะอย่างแรง มีนาคลานมาดึงมือตัวเอง
“ไปดูฟ้ากัน เห็นรอยขีดนั้นใกล้ ๆ” เธอชักชวน ผสมน้ำเสียงดันทุรังกับความหวาดระคน
“ไม่กล้า” เมฆก้มหน้า
“ที่กลัวนั่นแหละ ต้องไป” มีนาจับมือเมฆแน่น
สุดท้าย เด็กชายยอม พวกเขาค่อย ๆ เคลื่อนไปตามระเบียงแคบ ฝ่าลมแรงขึ้นบันไดออกสู่ดาดฟ้า เมฆลมหอบพิงราว ฝ่ามือเย็นเหงื่อ รอยขีดสีเขียวทอดยาวเหนือศีรษะชัดขึ้น เงาสะท้อนอยู่ในตาเขาสองคน
“ถ้าเราไปถึงรอยนั้น จะเจออะไร?” เมฆถามเสียงเจื่อน ๆ
มีนายิ้มเศร้า “ไม่รู้สิ อาจเจอความจริงที่แม่ไม่อยากให้รู้ หรืออาจแค่…ไม่มีอะไรเลยก็ได้”
ขณะนั้น เมฆรู้สึกว่าขาโยกคล้ายลมใต้อาคารสั่น เสียงบางอย่างกระซิบมาไกล ๆ – เหมือนเสียงเด็กร้องไห้แว่วในหมู่เมฆ เขาหันคว้าพี่สาว พาหลบกลับห้อง รีบปิดประตูปล่อยใจรัวแรง
“ทำไมต้องมีรอยขีดนั้น ทำไม…” เมฆพูดกับตัวเองขณะนอนขดอยู่ในผ้าห่ม ใจทั้งกลัวทั้งสงสัย
เช้าวันต่อมา เมฆต้องลุกไปโรงเรียนเมืองฟ้าคนเดียว มีนาเรียนทางไกล เธอเอ่ยทิ้งท้าย “สังเกตฟ้าเยอะ ๆ ถ้าเห็นอะไร แปลก ๆ จำกลับมาเล่า”
เมืองลอยฟ้าเหมือนแล่นกลางทะเลหมอก อาคารโยกไหวตามลม ทุกคนในโรงเรียนหลบแดดอ่านหนังสือในห้องและไม่มองฟ้า เพื่อนร่วมชั้นของเมฆชื่อกล้า—เด็กอ้วนร่าเริงเจื้อยแจ้ว แต่ด้วยความขี้อาย เมฆตอบสนองน้อย ปล่อยเพื่อนแบกบทสนทนาคนเดียว
“เห็นข่าวฟ้ารั่วไหมเพื่อน” กล้าหรี่ตากระซิบใกล้ ๆ “เขาว่าถ้ารอยขีดนั้นยาวไปถึงขอบเมือง จะเกิดเรื่องใหญ่”
เมฆสะดุ้ง เงียบ
“ตกลง เมฆคิดว่ามันคืออะไร?”
เด็กชายหลบตา “ไม่รู้ แต่…เมื่อคืนได้ยินเสียงคนร้องในเมฆ”
กล้าหยุดพูดทันที ใบหน้าเปลี่ยนสี “เฮ้ย จริงดิ”
ก่อนจะพูดต่อ เสียงออดเรียกประชุมด่วนดังขึ้น อาจารย์บอกข่าวร้ายกลางห้องโถง – อาคารฝั่งใต้มีรอยร้าวเพิ่มมากขึ้น เด็กหลายคนเริ่มฝันร้าย ทุกคนห้ามออกดาดฟ้าตอนกลางคืน
คืนวันนั้น เมฆถูกเสียงแผ่วแว่วปลุกขึ้นในความมืด เขาลุกไปที่หน้าต่างอีกครั้ง มองเห็นเงาเล็ก ๆ วิ่งไปบนขอบอาคารใกล้รอยขีดสีเขียว เมฆใจเต้นแรง ไม่รู้ว่าเงานั้นคือคนหรือ…อะไรกันแน่
เช้าถัดมา เมฆรีบเล่าทุกอย่างให้มีนาฟัง พี่สาวฟังด้วยสายตากดดัน “งั้นคืนนี้เราต้องปีนออกไปดูกันจริง ๆ ” เธอว่า น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตั้งใจ
ตกกลางคืน ท่ามกลางสายลมแรง เมฆกับมีนาฝ่าความมืดไปยังอาคารฝั่งใต้อันเก่า โทรม เมฆขยับตัวอย่างระมัดระวัง กล้า—เพื่อนที่ตามมาด้วยโดยไม่บอกกล่าว—กะพริบตางง ๆ
“เมฆจะไปไหน ทำไมไม่บอกเรา?” กล้าถามเสียงแผ่ว
“เราต้องหาความจริง…ยิ่งกลัว ยิ่งต้องไป” เมฆตอบ เสียงสั่นแต่ไม่หยุดก้าว
ทั้งสามปีนผ่านราวเหล็กกลัวล้ม ท่ามกลางเสียงลมคล้ายเสียงเด็กสูญหายในเงา ปลายทางคือรอยขีดสีเขียวที่ชัดขึ้นเรื่อย ๆ มีนาจับแขนเมฆไว้แน่น ดวงตาดุดันแต่เปราะบางอย่างคนกลัวแต่ไม่ถอย
ทันใด มีเสียงปึงปังจากอีกฝั่ง—แม่ตามมา ตะโกนไล่ “กลับเข้าห้อง! ตรงนั้นมันอันตราย!”
แต่เมฆไม่หยุดเดิน กล้าตะลึง แต่ตามต่อ มีนาเผลอร้องไห้เบา ๆ รอยขีดสีเขียวเหมือนกระจกเงางตาเด็ก ๆ พวกเขาเห็นภาพอดีตฉายซ้อน—วันที่เมืองนี้ปริและแม่สูญเสียขาให้มีนา วันที่เสียงเอะอะร้องก้องอยู่ในฝันเมฆเสมอ
แม่วิ่งเข้าคว้าแขนสองพี่น้องแน่น ดึงออกห่างขอบอาคาร พร้อมน้ำตา “ฉันกลัวว่าจะเสียลูกไปเหมือนวันนั้น…”
ไม่มีใครพูด ทั้งสามกอดกันแน่น กระแสลมหอบอุ่นหัวใจผสานความหวาดกลัวในอดีตที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง
เที่ยงคืนผ่านไป รอยขีดสีเขียวจางลง เมฆกับมีนา เริ่มเข้าใจว่าความกลัวใหญ่โตในใจตัวเองแท้จริงคือเงาของอดีตและคำถามที่แม่ไม่เคยตอบ แต่เมื่อพวกเขาเผชิญหน้ามันด้วยกัน เมืองทั้งเมือง แม้จะสั่นคลอน ก็ยังมีแสงไฟสว่างจากหน้าต่างบ้านทางใต้—บ้านของพวกเขาเอง
วันถัดมา เมฆกล้าพูดกับมีนาตรง ๆ “พี่ ขอโทษที่เคยกลัวจนไม่กล้าถามอะไรเลย”
มีนายิ้มอ่อนโยน น้ำเสียงเชื่องช้า “เธอกลัว ก็ยังกล้าไปด้วยกัน เรื่องแค่นี้พี่ไม่โกรธหรอก”
ตลอดหลายคืนต่อมา รอยขีดสีเขียวค่อย ๆ เลือนราง เพื่อนในโรงเรียนเลิกพูดเรื่องฟ้ารั่ว เมฆกับกล้ากล้าขึ้นในห้องเรียน มีนามีแรงใจเรียนต่อไกลโดยไม่ทรมานใจ เมืองนี้ยังลอยเหนือเมฆ ไม่แน่นอน แต่ทุกคนในบ้านรู้ว่า พวกเขาอยู่ได้ เพราะใจยังจับกันไว้เสมอ แม้ในวันที่ฟาดฟันกับเงามืดและรอยแผลในใจ