ใต้เงาแห่งสายหมอก
เสียงหวีดหวิวของเครื่องฟอกอากาศเจาะผ่านความเงียบงันในอุโมงค์หลัก สายหมอกสีขาวเฉียดผ่านกระจกหนาสองชั้นราวปีศาจแอบซ่อน เมืองใต้ดิน ‘บึงมัว’ เริ่มต้นเช้าใหม่เหมือนทุกวัน แต่สำหรับภัทราวดี นักวิจัยหญิงวัยสามสิบต้น ผนังห้องแล็บกลับดูแปลกตากว่าปกติ รอยแตกร้าวที่ไม่เคยมีมาก่อนถูกสายตาเธอจับจ้อง ความรู้สึกแปลกแยกแผ่ซึมขึ้นกลางใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นี่ เรฟีล สแกนรอยร้าวบริเวณเหนือเครื่องฟอกอากาศให้ที” เธอพูดจบ รอริมฝีปากสะบัดเบา โฮโลแกรมปรากฏจากข้อมือของเรฟีล ผู้ช่วยแอนดรอยด์แสนเงียบของเธอ
เรฟีลก้าวเข้ามา เสียงเดินกระทบเหล็กบาง ๆ แบบที่ภัทราวดีชอบฟังเมื่อยังเด็ก “ตรวจพบความแตกต่างของโครงสร้างระดับต่ำ ความชื้นรั่วซึมจากพื้นบน มีโอกาส 38% ว่าอาจเกิดการทรุดของอุโมงค์นี้ได้ในอนาคต…”
“ค่อย ๆ ไป เรฟีล ฉันไม่ต้องการอาการแพนิคในแล็บวันนี้” เธอตัดด้วยน้ำเสียงเจือความกังวลแต่พยายามควบคุม เรฟีลหยุด หันสายตาเครื่องจักรที่สร้างขึ้นให้เหมือนไม่ใช่มนุษย์จ้องเธอ และเงียบ
ภัทราวดีเดินไปยังหน้าต่างเล็ก ๆ ของห้องชั้นสองที่มองลงสู่ถนนใต้ดิน วันนี้คนบางตาผิดปกติ รถขนส่งอาหารวิ่งผ่านเร็วกว่าทุกวัน เด็กหญิงคนหนึ่งจูงมือน้องชายหลบเข้าเงามืด ทันใดประตูห้องแล็บเปิดกะทันหัน
“ขอยืมห้องแล็บ” เสียงห้าวเย็นเฉียบของชายร่างใหญ่ในชุดคลุมเก่า ซีรัส อดีตทหารร่างกำยำที่มีรอยสักรูปนกอินทรีย์เลื้อยจากต้นแขนขึ้นมาถึงซอกคอ ก้าวเท้าหนักแน่นเข้ามา ใบหน้าสี่เหลี่ยมเผยเครียดลึกล้ำ
“มีอะไรอีกล่ะ ซีรัส?” ภัทราวดีพยายามไม่สบสายตาเพราะรู้ว่าความลับที่เขาแบกหนักแน่นเกินจะพูดออกมา
“ข้อมูลรั่วไหลในเครือข่าย เมื่อคืนนี้สัญญาณเตือนที่ศูนย์ถูกปิดไปสองนาทีเต็ม ใครบางคนพยายามแทรกเข้าเครื่องหลัก” ซีรัสพูดช้า ๆ โทนต่ำ เต็มไปด้วยแรงอั้น
เสียงหวีดของเครื่องฟอกอากาศรอบ ๆ ดังขึ้นจนทุกคนเงียบ ภัทราวดีเหลือบตามองเรฟีล แล้วเอื้อมหยิบกล่องเครื่องมือ “ทำไมถึงเลิกเป็นทหาร?” เธอถามพลางรื้อของในกล่อง ซีรัสชะงักไปครู่ ก่อนสบตาเธอเหมือนไม่คาดคิด
“ฉันเลือกความเงียบมากกว่าสนามรบ แต่มันไล่ไม่พ้นหรอก” เขาตอบเบา ๆ ราวกับความเจ็บใจที่ฝังอยู่ตลอดชีวิต
ภัทราวดีนั่งลงข้าง ๆ เด็กชายตัวเล็กที่เพิ่งถูกแม่พามาห้องแล็บ รอยแผลเป็นบนแขนเด็กสะกิดใจเธอ “เมฆินทร์ โดนอะไรมา?” หล่อนถามเสียงนุ่ม
เด็กชายเม้มปาก น้ำตาคลอเบ้า “มีคนผลักผมตกบันไดเมื่อเช้า เขาบอกว่าผมเป็นเด็กบนดิน…”
เรฟีลโค้งตัวลงต่ำ “ความเจ็บปวดมีทางรักษา…แม้ในเมืองที่ขังแต่ความกลัว” เด็กชายยิ้มบาง ๆ ภัทราวดีลูบหัวเบา ๆ
เสียงระฆังเตือนภัยแว่วดังกระหึ่มทั่วอุโมงค์ ทุกคนชะงัก เงาแสงสีแดงจากเซนเซอร์วิ่งวาบผ่านหน้าต่าง กระจายไล่ไปตามท่อใต้พื้น
ซีรัสคว้าแขนภัทราวดี “ต้องไปดูจุดรั่วข้างอุโมงค์ทันที ดูเหมือนบางอย่างเข้ามาจากเขตต้องห้าม” เขากระซิบเสียงสั่น ภัทราวดีกลืนน้ำลายทั้งที่มือสั่น
ขณะที่ทีมวิจัยออกเดินไปยังเขตหวงห้าม สายหมอกขาวนอกกระจกหนาแน่นขึ้น ภัทราวดีหยุดหายใจแวบนั้น หัวใจเธอเต้นแรง ซีรัสจ้องเธอด้วยแววตาสงสัย
“เธอกลัวอะไร?” เขาถามในเงาสลัว
“กลัวจะเจอสิ่งเดียวกับพ่อในวันนั้น…เขาออกไปนอกเขตปลอดภัย…แล้วไม่กลับมา” เธอตอบพลางยิ้มเศร้า ๆ ซีรัสก้มหน้า มือใหญ่แตะไหล่เธอเบา ๆ
เมื่อถึงเขตต้องห้าม กลิ่นสนิมและหมอกพิษรุนแรงจนต้องใส่หน้ากากกันเต็มชุด ภาพรอยเลือดแห้งบนพื้นกับประตูเหล็กที่เกือบแง้มเปิด ซีรัสเงี่ยหูฟังเสียงกลไกข้างใน ลมหายใจทั้งสามคนหยุดพร้อมกัน
“ได้กลิ่นอะไรไหม?” ซีรัสถามเบา ๆ
“กลิ่นไหม้…กับอะไรคล้ายฟ้าผ่า” ภัทราวดีตอบ นิ้วเธอสั่นเมื่อควานหากุญแจสำรอง เรฟีลแทรกตัวไปข้างหน้า หยิบเครื่องมือปลดกลไกล็อกประตู
ภายในอุโมงค์เสริม หมอกขาวลอยกรุ่นราวกับมีอะไรซ่อนอยู่ ภัทราวดีขยับเท้าช้า ๆ หัวใจเธอเต้นแรงขึ้น
“ดูนี่!” ซีรัสชี้จุดที่พื้น เขาพบรอยเท้าขนาดเล็กนำไปสู่ช่องว่างด้านหลัง วัตถุปริศนาเป็นกล่องดำซ่อนอยู่ ใต้กล่อง ข้อความ ‘Project Eos’ สลักเป็นตัวอักษรละเอียด
“มันคืออะไร?” ภัทราวดีถามเสียงแตกพร่า
เรฟีลสแกนเร็ว ๆ “ไม่มีในฐานข้อมูล เก็บหลักฐานนี้ไว้ก่อน ควรรีบออกจากเขตอันตราย”
ระหว่างเดินกลับ เสียงคล้ายกระจกแตกและสะเก็ดไฟบินข้ามหัว เด็กหญิงคนเดิมกับน้องชายวิ่งมาซ่อนหลังแผ่นโลหะ ซีรัสพุ่งเข้าโอบเด็กสองคน “ไม่เป็นไร มีเราอยู่ ตรงนี้ปลอดภัย”
ในห้องประชุมลับของเมือง ผู้อาวุโสและฝ่ายความมั่นคงรวมหัวถกเครียด คำสั่งฉุกเฉินงดออกนอกชั้นใต้ดินต่ำ ถูกประกาศผ่านโฮโลโปรเจคเตอร์โดยตรง การค้นพบกล่องดำทำให้ทุกฝ่ายตึงเครียด
“คุณรู้ไหม สิ่งที่คุณเจอเป็นต้นเหตุของหมอก?” ผู้อาวุโสถามเสียงราบเรียบแต่แผ่ความหนาวเย็นภายใต้คำพูด
ซีรัสกระชับมือแน่น “ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร…แต่เราต้องรู้ความจริง นี่อาจเปลี่ยนชีวิตของเราทุกคน”
เสียงกดดันเพิ่มขึ้นท่ามกลางแสงสลัว
ภัทราวดีลุกขึ้น “เราต้องออกไปสำรวจข้างนอก…พิสูจน์ด้วยตา ว่าหมอกนี้เกิดจากอะไรจริงๆ”
ผู้อาวุโสจ้องตาเธอ “ถ้าเธอกล้าพาออก ฉันจะยอมให้ แต่เธอต้องรับผิดชอบทุกผลลัพธ์”
ซีรัสพูดขัดขึ้น “เราไปพร้อมกัน ผมคุ้มกันเอง” ดวงตาเขาเปล่งแสงเด็ดเดี่ยว ความกลัวในอดีตถูกท้าทายด้วยความเชื่อใจ
คืนเดียวกัน พวกเขาเตรียมข้าวของเร่งรีบ เรฟีลจำลองแผนที่อุโมงค์และเขตอันตรายบนผนัง “โอกาสรอดนอกเขตปลอดภัย ต่ำกว่า 25% ในช่วงพายุหมอกถัดไป”
ภัทราวดียิ้ม “แค่ยังมีโอกาส เราก็ต้องลอง”
ออกเดินทางกลางสายหมอกที่หลอนราวกับมีชีวิต พวกเขาพบร่องรอยโครงสร้างเก่าราวกับบางอย่างถูกปิดบังมาแสนนาน พบซากหุ่นยนต์เฝ้าพื้นที่ที่ถูกไฟลวกจนละลาย
ขณะผ่านอุโมงค์แคบ ภัทราวดีสะดุดล้ม ซีรัสรีบประคองไว้ เธอตัวสั่น หวาดระแวง “ขอโทษ ฉัน…ฉันกลัว”
“เราก็กลัวเหมือนกัน แต่กลัวไม่ช่วยให้รอด” ซีรัสตอบเบา ๆ
ทีมเดินลึกเข้าไปถึงแกนกลาง เขตที่ไม่เคยถูกสำรวจมาก่อน ข้อมูลสแกนพบปฏิกิริยาเคมีผิดปกติ เหล็กบางบนพื้นเกิดสนิมเป็นรูปแผนที่ ผู้อาวุโสปรากฏผ่านโฮโลแกรมอีกครั้ง
“หยุด! อย่าไปต่อ ใต้พื้นที่นั้นคือห้องทดลองลับที่ถูกสั่งปิดมา 40 ปี”
“แล้วทำไมเราต้องกลัวอดีต ถ้าทุกวันนี้ยังมีคนตายเพราะหมอกนี้?” ซีรัสท้าทายเสียงแข็ง หยาดเหงื่อผุดบนหน้าผาก
ประตูเหล็กเปิดออกทีละน้อย กลิ่นฉุนของควันแผ่ทะลักจนทุกคนต้องถอย เรฟีลกระโจนเข้าดึงสายไฟหลัก ปิดระบบควบคุมและหยุดกลไกดักจับ
ในห้องมืด มีโลงแก้วขนาดมหึมาตั้งอยู่ ภายในมีร่างของอดีตนักวิทยาศาสตร์หญิง สภาพถูกแช่แข็งไว้พร้อมกับกล่องบันทึกเสียง จารึกข้อความ ‘ขออย่าให้ใครจบชะตาแบบข้า’
“แม่…” ภัทราวดีทรุดกับพื้น “ท่านยังรอคำตอบ”
บทบันทึกในกล่องเสียงเปิดอัตโนมัติ “หมอกนี้เป็นผลข้างเคียงจากการทดลองแกนพลังงาน เวลาหมดลง โลกข้างบนรอผลลัพธ์จากเรา…”
ความเงียบหลอกหลอนทุกคน เรฟีลประมวลผลข้อมูล “เราต้องปิดแกนกลาง มิฉะนั้น เมืองจะถล่มภายใน 48 ชั่วโมง”
ซีรัสหันไปมองภัทราวดี “กลัวไหม?”
“กลัว…แต่เรามาถึงนี่เพราะความเชื่อในกันและกัน”
ทั้งทีมรวมพลังหยุดระบบ ทดลองยับยั้งแกนกลางแม้เครื่องจักรจะต้านมา รอยร้าวในห้องยิ่งขยาย ทุกคนใช้ความรู้และกล้าหาญแม้จะเคยผิดพลาดในอดีต
ในที่สุด แกนกลางปิดลง หมอกขาวภายนอกค่อย ๆ จางลง อากาศเริ่มปลอดโปร่ง เสียงหัวใจทุกคนประสานกันในเงามืดของอดีตและแสงใหม่ของอนาคต
ภัทราวดีนั่งเงียบ ความกลัวแปรเปลี่ยนเป็นศรัทธา ซีรัสแตะบ่าหล่อนเบา ๆ “เราเปลี่ยนอนาคตแล้ว”
เสียงหัวเราะเด็กหญิงกับน้องชายก้องในฮอลล์กลางเมือง รอยยิ้มจากผู้คนสะท้อนผ่านหมอกที่ค่อย ๆ เลือนหาย โลกใต้ดินปลอดภัยกว่าที่เคยเป็นมา…และไม่มีใครต้องเดินเดียวดายกับอดีตอีกต่อไป