ลมหายใจสุดท้ายของเกาะตกขอบ
เสียงคลื่นซัดกระหน่ำท้องทะเล แผ่นไม้เก่า ๆ ของเรือเล็กโยนตัวใต้ฝ่าเท้าคลื่น นทีอดีตวิศวกรที่กำลังจะตกงานสะบัดหน้าออกไปมองเส้นขอบฟ้าสีคราม ละสายตาจากเอกพล ลูกชายวัยสิบเก้าที่นั่งกอดเข่ามองเฟื่องฟ้า ลูกสาววัยสิบหกอย่างรู้สึกแปลกแยก สามคนนั่งเงียบในเรือลำเดียวแต่ห่างไกลใจเหลือเกิน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“อีกนานไหมพ่อ?” เสียงเฟื่องฟ้าแห้งแล้ง ไม่มีประกายเหมือนเคย นทีหยุดพายมองลูกสาว “อีกไม่ไกล ลูกอดใจ รอเห็นเอง”
เอกพลปรายตาคล้ายอยากพูดอะไรแต่ก็เก็บเงียบ กรามแน่นเหมือนกัดคำพูดตัวเอง เขามักปิดผนึกความคิด กลัวความผิดหวังซ้ำเดิมจากผู้ใหญ่
เรือจอดที่อ่าวแคบแห่งหนึ่ง กลิ่นกล้าไม้เปียกหมาดลอยคลุ้งขณะพวกเขาเหยียบผืนดิน “เกาะนี้ติดกับเขตอันตรายทางเดินเรือ ไม่มีใครขึ้นฝั่งมานาน พ่อเคยมาเมื่อนานมากแล้ว” นทีบอก พยายามใส่น้ำเสียงอบอุ่นเหมือนกลับคืนวันวาน
“คิดว่ามันจะทำให้เราดีขึ้นเหรอ?” เอกพลพึมพำ ไม่สบตา—เขาจำได้ดีถึงน้ำตาแม่วันเซ็นหย่า
ทั้งสามแบกสัมภาระขึ้นเนินดินสลับหิน พงต้นเฟิร์นและไม้ยักษ์สูงโปร่งบดบังท้องฟ้า เสียงนกป่าประหลาดเอ็ดอึงก่อนจะจางหายเป็นความเงียบที่บีบคั้นใจ
นทีจุดไฟหน้าเต็นท์ เงาไฟไหววูบวาบบนใบหน้าลูก “พรุ่งนี้จะไปสำรวจรอบเกาะ หาอะไรทำให้สนุกดีไหม” เขาเสนอเบา ๆ
เฟื่องฟ้านิ่งงันก่อนตอบ “จะไปไหนก็ไป เขาไม่ได้อยากมาอยู่ดี” เธอกลืนเสียง น้ำเสียงแข็งอย่างสับสน
เอกพลแทรกขึ้น “ผู้หญิงคนนั้นโทรหาพ่ออีกหรือเปล่า” ประโยคนี้ฟาดเข้ากลางอกนที หัวใจชายกลางคนสั่นไหวแต่แก้ตัว “ไม่มีแล้ว พ่อแค่…อยากเข้าใจตัวเองเหมือนกัน”
เฟื่องฟ้ายกเป้หนีเข้าป่าไป เอกพลตามติดทิ้งให้นทีนั่งถอนหายใจท่ามกลางเปลวไฟที่ค่อย ๆ เล็กลง
วันรุ่งขึ้น เสียงข้าวของใจกลางเกาะบดทับประสาทสัมผัส กลิ่นเน่าอับปนทราย พวกเขาก้าวผ่านต้นไทร พบรอยเท้าประหลาดเป็นเส้นต่อเนื่อง เอกพลหยุดชะงัก “พ่อ เคยมีคนอยู่ที่นี่?”
นทียืนงง เพิ่งสังเกตว่ามีขวดแก้วร้างสีสนิมฝังทรายนานปี เขาเก็บขึ้นมา เกมคำถามเกิดขึ้นในหัวใจ ทุกคนลอบระวัง เฟื่องฟ้ามองหน้าพ่อ “จริง ๆ แล้วพ่อพาเรามาเพื่ออะไร”
นทีพยายามยิ้มบาง “แค่อยากให้เราคุยกันบ้าง เปิดใจกันให้เหมือนเดิม”
เสียงแปลกประหลาดคล้ายเด็กหัวเราะดังมาจากป่าทึบ ทุกคนหยุดนิ่ง เฟื่องฟ้าจับแขนเอกพลแน่น ใบหน้าซีด พวกเขาเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งลื่นไหลผิดธรรมชาติ
คืนต่อมา ลมแรงพัดเข้าเต็นท์ เสียงฝีเท้าเหยียบกรวดระหว่างพักเงียบจัดจ้านจนใจหาย นทีลุกขึ้นออกปาก “ยังไงก็ต้องไปดู” เฟื่องฟ้าสั่นเล็กน้อย เอกพลคว้าไฟฉายวิ่งนำหน้า
ไฟฉายกวาดผ่านลำต้นไม้ใหญ่ เผยเงาเด็กหญิงผมยาวยืนสะบัดผ้าขาวอยู่ในระยะสายตา พวกเขานิ่งอึ้ง เฟื่องฟ้าร้องอุทาน “นั่นใคร!” เด็กหญิงหายวับไปในพริบตา เหลือเพียงเสียงหัวเราะแผ่วเบา
เมื่อกลับถึงเต็นท์ เอกพลพูดเสียงต่ำ “ถ้ามีวิญญาณ เราจะทำยังไง?” นทีเงียบ ดวงตาซุกซ่อนบางอย่าง เฟื่องฟ้าขึ้นเสียง “หรือทุกอย่างมันเป็นเพราะเราสัญญาอะไรไว้กับที่นี่?”
เช้าวันต่อมา ลมหอบทะเลเปลี่ยนทิศ ป่าแล้งลงอย่างประหลาด พวกเขาพบทางเดินหินเรียงรายเป็นแถวโบราณและป้ายสลักชื่อ ‘คนที่หายไป’ นทีพึมพำ “สมัยเด็กพ่อเคยหลงอยู่ที่นี่…และสัญญากับใครบางคนว่าจะไม่กลับมาอีก”
เอกพลหน้าถอดสี “พ่อ พูดจริงเหรอ?”
นทีครุ่นคิด “บางที…เกาะนี้ไม่ให้ใครหนีถ้ายังมีอะไรค้างอยู่ในใจ” เขาค่อย ๆ เล่าอดีตถูกพ่อแม่ทิ้ง ถูกวิญญาณสาวในป่าให้คำสัญญาว่าจะแก้ไขครอบครัว แต่เขากลับผิดคำสาบาน
ตลอดวันป่าเงียบสนิท ไม่มีนก ไม่มีลม พวกเขาเวียนวนกลับที่เดิมเสมอ เอกพลเริ่มโทษพ่อ “นี่เพราะพ่อ พวกเราต้องติดที่นี่!” เฟื่องฟ้าร้องไห้ นทีระบาย “พ่อผิดเอง พ่อกลัวจะล้มเหลวอีก กลัวเสียลูกไป แต่ที่กลัวกว่าคือไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของใจลูก”
เอกพลลดเสียง “แล้วจะออกจากเกาะนี้ได้ยังไง?”
จู่ ๆ เด็กหญิงในชุดขาวปรากฏขึ้นอีกครั้ง เฟื่องฟ้าหวาดผวา “ได้โปรด อย่าทำอะไรเรา” เด็กหญิงเพียงยิ้ม น้ำเสียงนุ่ม “จงพอใจในความจริง ไม่ใช่สิ่งที่อยากให้เป็น”
ค่ำคืนหนึ่ง ทุกคนฝันถึงอดีตของตน นทีฝันถึงวันที่แม่หายไป เอกพลฝันถึงวันพ่อเดินออกจากบ้าน เฟื่องฟ้าฝันถึงเสียงร้องของแม่ สลับซ้อนกับภาพแขนในความมืดที่ไม่มีใครช่วย
เมื่อเช้าตรู่ เฟื่องฟ้าตัดสินใจสารภาพ “หนูโกรธแม่ที่จากไป แต่ก็กลัวพ่อมากกว่า กลัวว่าจะหายไปอีกคน” นทีกุมมือลูก “พ่อก็กลัว ไม่ใช่แค่พวกหนู”
เอกพลสารภาพเช่นกัน “ผมรู้สึกไร้ค่า รู้สึกเหมือนไม่เห็นผม พ่อย่ำแย่ ผมก็เลยแค่หลบหนี”
เกาะเริ่มเปลี่ยนไป ฟ้าสว่างขึ้น เสียงแมลงหวีดหวิวกลับมา เส้นทางออกจากป่าปรากฏขึ้นราง ๆ นทีปล่อยให้น้ำตาไหลเงียบ ๆ ก่อนเอ่ย “พ่อสัญญาว่าจะพยายามเป็นคนที่ลูกต้องการ ไม่ใช่คนที่พยายามควบคุมทุกอย่าง”
พวกเขาออกเดินลัดผ่านป่าทึบ สัมภาระบางส่วนทิ้งไว้กลางทาง ทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง จนพบชายหาดเดิม เรือยังลอยอยู่ใกล้ฝั่ง
เฟื่องฟ้ายิ้มบาง กล่าวขณะมือสั่น “ดีใจที่เรามากันพร้อมหน้า แม้มันจะไม่เหมือนเดิม แต่ดีกว่าที่ไม่พูดอะไรเลย”
เอกพลยิ้มหยอกน้อง “ครั้งหน้าถ้าจะไปไหน ขอเป็นห้างนะ ไม่ใช่เกาะต้องคำสาปแบบนี้” นทีหัวเราะด้วยความโล่งใจ
… คลื่นซัดปลายท่าเรือ ก้อนเมฆจางบนฟ้าสะท้อนสองเงาที่ยืนเคียงกันเป็นครั้งแรกหลังผ่านร้อนหนาว เกาะถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง กับความผิดและการให้อภัยที่เพิ่งเริ่มต้นในครอบครัวที่เกือบแตกสลาย