บันทึกสุดท้ายบนสถานีไร้จุดจบ
เสียงพึมพำของเครื่องกรองอากาศเดินวนตลอดทั้งคืน ลิณีมองเพดานโลหะขุ่นทอดยาวในความมืด เสียงฝีเท้าเล็กๆ จากห้องข้างเคียงยืนยันว่าก้าวเดินของภคินทร์ ลูกชายวัยสิบเจ็ดของเธอนั้นไร้เสียงหัวเราะมาตลอดสัปดาห์
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แม่ คืนนี้แม่ฝันร้ายอีกไหม” เสียงแผ่วเบาเอ่ยมาจากทางเข้า ลิณีผงกศีรษะรับท่ามกลางความมืด
“แม่ไม่แน่ใจ บนสถานีนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้” เธอสูดลมหายใจ กลิ่นสนิมแบบบางเจือเสียงกรีดเบา ๆ ของมอเตอร์ย้ำถึงสภาวะไร้ทางเลือก
“หนูกลัว… ถ้าอยู่คนเดียว” เด็กหนุ่มยืนนิ่ง เงาเรียวยาวทาบทับโครงเหล็กโบกมือเหมือนโบกอากาศหนักๆ คุณแม่ตบหมอนข้างข้างกาย
“มานี่สิ”
เสียงฟ้าร้องยังคงส่องแสงออกมาบนอวกาศอันมืดมิด นอกหน้าต่างกระจกหนา สายฟ้าพลิ้ววิ่งในสุญญากาศ—เป็นภาพเดียวที่เตือนว่ายังอยู่ในโลกแห่งความจริง
“แม่ ฝันเมื่อคืนคืออะไรเหรอ” ภคินทร์กระซิบ ลิณีชะงัก เลือกเงียบไปนาน
“แม่ฝันว่า… มีบางอย่างเดินวนในทางเดิน แต่แม่มองไม่เห็น แต่มันเห็นแม่”
ภคินทร์กอดตัวเองแน่น รูม่านตาเบิกกว้าง ความกลัวถูกกลืนกินโดยความเป็นห่วง—“ถ้ามีคนอื่นบนนี่จริง ทำไมระบบแจ้งเตือนไม่ดัง”
ลิณีส่ายหน้า “เราไว้ใจระบบไม่ได้ ถ้ามีใครแอบปิดมัน หรือ…อะไรมากกว่านั้น”
เสียงเตือนค่อย ๆ ดังขึ้น เครื่องสแกนเปิดรอบตรวจประจำวัน ลิณีขยับดึงผ้าห่มให้ลูกและออกจากเตียง อากาศเย็นสั่น เธอมองแผงควบคุมหน้าห้อง—มีไฟกะพริบสีแปลกที่เธอไม่เคยเห็น
ภายในห้องอาหารกลาง มีเพียงพวกเขาสองคนกับวิศวกรใหญ่ชื่อทิฆัมพร—a man whose eyes always avoided direct gaze.
“เช้านี้ร้อนใจหรือไง ชงกาแฟเสียงดัง” ลิณีเปิดฉาก ทิฆัมพรชะเง้อไม่พูดอะไร มือหนาบีบถ้วยพลาสติกจนมันย่นนิดๆ
“ระบบตลาดวายเมื่อเช้า ตู้กักเก็บข้อมูลเปิดไม่ได้” ภคินทร์โยนชิปไบนารีลงโต๊ะ “มีใครลบไฟล์บางส่วนเมื่อคืน”
ทิฆัมพรสบตา ลมหายใจขาดช่วง “ข้อมูลประเภทไหน”
“ภาพกล้องวงจร โซน F กับ D สองทุ่มถึงตีหนึ่ง”
มือทิฆัมพรเกร็ง “ศูนย์ควบคุมรายงานระบบขัดข้อง ไม่มีเรื่องอื่น”
ลิณีจับสังเกตว่าเขาไม่เคยพูดคำว่า ‘เชื่อ’ เลย
ช่วงกลางวัน ภคินทร์ขอออกสำรวจซอกทางเดินโซน D ลิณียอมตามทั้งที่ในใจรู้สึกเสียวนัยน์ตา ทั้งสองเก็บเศษอุปกรณ์ที่ดูเหมือนจะโดนงัด ตัวอักษรบางส่วนเหมือนสลักว่า “5R13” ฝุ่นเปื้อนเสื้อทั้งสองคนแต่ไม่มีใครพูดอะไร
“แม่ว่าฝันกับความจริง–อะไรน่ากลัวกว่ากัน” ภคินทร์เอ่ยระหว่างคืบคลานในหลอดทางเดินแคบ
“ความจริง ถ้าเราทำอะไรไม่ได้” เสียงแม่แห้งแต่มือยังจับมือลูกแน่น
ภายในห้องบัญชาการ ทิฆัมพรนั่งเงียบ มองโค้ดไหลบนจอแสดงผล ก่อนจะลุกเดินไปยังล็อกเกอร์ส่วนตัว มือเปิดกล่องบันทึกเสียงเก่าสีซีดพลางฟังเสียงผู้หญิงอ่านบันทึกประจำวันเสียงมัวซัว
“จิตใจสถานีนี้ตายแล้วเหรอ” เสียงนั้นถาม และไม่มีคำตอบ
ช่วงค่ำ เครื่องควบคุมความดันเกิดปัญหา วาล์วปล่อยอากาศหลุด ปิดไม่ได้ ลิณีกับทิฆัมพรต้องช่วยกันรีบซ่อม ภคินทร์ยืนดูด้วยอาการลิ้นพัน เบลอ “นี่…แม่รู้สึกมั้ยว่าทุกคนเปลี่ยนไป”
“ตั้งแต่วันนั้น เราทุกคนเปลี่ยน…แต่อาจไม่ใช่เพราะความกลัวทั้งหมด” ทิฆัมพรตอบช้าๆ พลางขันสลักสุดท้ายแน่นมือ
เที่ยงคืน—ลิณีฝันว่ามีรอยเท้าเปื้อนห้องตนเอง รอยเปียกลากยาวถึงเก้าอี้ ภาคินทร์นอนไม่หลับ เดินออกไปเจอรอยเหล่านั้นจริงในทางเดิน…
เขาหยุดหายใจอยู่หน้าแผงวงจร “แม่…!”
ลิณีพุ่งมาเร็วสุดเท่าที่จะรวบรวมแรงได้ ขณะที่ทิฆัมพรโผล่มาอีกประตู “เห็นรอยพวกนี้มั้ย” เด็กชายถาม ทิฆัมพรนิ่งงัน
“ฉันเห็นเมื่อคืนก่อน” วิศวกรมองรอยเท้าซึ่งดูจะจางเร็วผิดปกติ ก่อนลั่น “บนสถานีนี้ ไม่มีใครควรจะเดินคนเดียวช่วงดึก”
วันต่อมา ลิณีพบว่าข้อมูลในบันทึกประจำวันของเธอหายไป 4 ชั่วโมง ช่องว่างสีดำในไดอารี่ดิจิทัลทำให้เธอรู้สึกเหมือนหลงทางในความจำ ฟังอะไรไม่เข้าใจ แม้แต่เสียงตนเอง
“ถ้ามีบางอย่างในตัวเรา ที่พยายามลืม…จะรู้ตัวได้ยังไง” เธอกระซิบเบาๆ ในห้องอัดบันทึก ไม่มีใครได้ยิน
สัปดาห์ถัดมาสถานียิ่งนิ่งเงียบ ความผิดปกติในระบบซ้ำซาก ตัวเลขเซ็นเซอร์เพี้ยน ความกลัวระเรื่อไล้ในสีหน้าทุกคน
ภคินทร์นั่งมองแม่ทำอาหารจากวัตถุดิบสำรอง “แม่กลัวมั้ย ถ้าเราจะอยู่อย่างงี้ไปตลอด”
“แม่กลัว แต่ถ้าเราอยู่ด้วยกัน แม่จะทนไหวกว่าอยู่คนเดียว” มือยื่นลูบศีรษะลูก ความอบอุ่นบางเบาท่ามกลางความเย็นชืดของสถานี
คืนวันหนึ่งทิฆัมพรลากกล่องเหล็กเก่า ๆ ออกมาให้แม่ลูก เปิดเผยฐานข้อมูลลับเกี่ยวกับลูกเรือกลุ่มหนึ่งที่เคยหายตัวและข้อสงสัยว่า—มีการทดลองลบความจำในระดับสถานีโดยอุปกรณ์ลึกลับ
“ผม…ผมเคยร่วมลงชื่อยินยอมทดลองนั้นด้วย” สารภาพทั้งที่มือสั่น “ผมไม่เคยรู้ว่าพวกนั้นลบอะไรจากผมไปแล้วบ้าง”
“แล้วเบาะแสรอยเท้า—เกี่ยวกับคุณมั้ย” ลิณีหยุดลมหายใจ ชั่วขณะทุกคนเงียบเสียงเครื่องกลมาตามจังหวะหัวใจ
“ผมคิดว่า…เคยเดินหลงกลางดึกโดยไม่รู้ตัว เหมือนใครพาผมไป หรือบางอย่างที่อยากให้ผมทำ”
เสียงเครื่องเตือนดัง กะทันหันแสงไฟทั้งสถานีวูบดับ มีเพียงสัญญาณไฟฉุกเฉินส่องเป็นเงาสะบัดในทางเดิน
ลิณีดึงภคินทร์กอดไว้ ขณะที่ทิฆัมพรคลำหาแผงควบคุมซ่อมกลางเงา ก่อนจะเจอข้อความประหลาดบนจอ—“YOU ARE NOT ALONE”
ภคินทร์เหงื่อซึมกลางคิ้ว “แม่ นี่ของจริงเหรอ หรือระบบเสีย”
ลิณีมองหน้าจอไฟสีส้ม “ถ้าไม่ใช่ฝีมือมนุษย์ มันคืออะไรล่ะ…”
ในความเงียบ ทั้งสามรับรู้ถึงแรงสะเทือนเบาๆ เหมือนบางสิ่งเคลื่อนในผนังสถานี
ทิฆัมพรรีบซ่อมระบบเมื่อไฟสว่าง สถานีส่งเสียงขูดราวกับโลหะถูกงัดเบา ๆ จากอีกด้านหนึ่ง
พวกเขาสอบปากคำซึ่งกันและกัน ออกความเห็นโยนสงสัยกันไปมา ภคินทร์เริ่มตั้งข้อสมมติว่า ถ้าใครสักคนถูกใช้ให้ทำอะไรโดยไม่รู้ตัว ด้วยความที่ความจำถูกล้างบ่อยๆ พวกเขาอาจเป็นแค่ “ของเล่น” ในการทดลองของบางสิ่ง
“ถ้าแม่หรือหนู…ถูกควบคุม เราจะช่วยกันยังไง” เด็กชายถาม ตอนสายฝนโลหะบนหน้าต่างยังคงตก
“เราต้องวางแผน ย้ำความทรงจำสำคัญ ห้ามลืมกันเอง ถึงแม้ใครจะบังคับเราบ้าง” แม่จับมืออย่างต่อเนื่อง ดวงตาน้ำตาคลอ
บันทึกประจำวันชุดใหม่ถูกสร้างขึ้น ทุกคนเขียนบันทึกของตนเองใน 2 สำเนา แล้วซ่อนไว้คนละจุด—เพื่อกันข้อมูลถูกลบ
ระหว่างนี้ ความไม่ไว้ใจดำเนินอย่างเงียบเชียบ ทิฆัมพรเริ่มจำไม่ได้ว่าตนเดินไปไหนบ้างในแต่ละคืน ครั้งหนึ่งเขาตื่นกลางดึกในห้องน้ำโดยไม่รู้ตัว เสื้อคลุมเปื้อนน้ำมัน—และบนกระจกมีตัวเลข “0212” สลักด้วยเล็บ…
“เรากำลังถูกทดลอง หรือบางอย่างข้างนอกต้องการอะไรจากเรา” ลิณีสงสัยขณะตรวจสอบระบบรักษาความปลอดภัยซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลังความพยายามตรวจสอบรหัสลับ ทีมสามคนแกะข้อความเชื่อมโยงรอยเท้า ตัวเลข “5R13” และ “0212” กับล็อคเกอร์เก่าชั้นล่าง เป็นการนัดแนะของลูกเรือที่เคยหายไปชายขอบสถานี ทิฆัมพรจำได้ลางๆ ว่าเคยถูกใช้เป็น “ผู้เบิกทาง”
ทั้งหมดจึงลงบันไดโลหะเงียบ แสงไฟกะพริบในเงา ทิฆัมพรขาสั่น กลัวว่าเขาอาจพาพวกเขาไปสู่กับดักโดยไม่ตั้งใจ ภคินทร์พกเครื่องมือสแกนเตรียมไว้ เงียบจนน่ากลัว
“ใครอยู่ตรงนั้น!” ลิณีตะโกนไปที่เงาตะคุ่มในทางเดิน ผู้ไม่มีเสียงตอบ มีแต่เสียงรูปแบบการเดินวนซ้ำ ๆ เหมือนเครื่องจักร
เงานั้นหยุดนิ่ง ก่อนจะหายไปกับสัญญาณไฟดับวูบ สายลมบาง ๆ วูบผ่านใบหน้า
เมื่อเปิดตู้ล็อคเกอร์ พวกเขาพบกล่องบันทึกเก่าของลูกเรือ “ผู้ถูกลบความทรงจำ” กล่องเสียงที่มีแต่เสียงร่ำไห้ซ้อนทับ น้ำตาของใครบางคนที่ไม่อาจจดจำตัวเองได้
“เราจะปล่อยให้ถูกลบ จนไม่เหลือใครเชื่อมโยงกันเลยเหรอ” ลิณีเอ่ย น้ำเสียงแตกพร่า ทิฆัมพรตัดสินใจถอดชิปสื่อสารกลางสถานี ท้าทายข้อบังคับ วิ่งผ่านสัญญาณเตือนเข้าสู่ระบบควบคุม
เสียงไซเรนและแสงไฟสีแดงสะท้อนบนใบหน้า แต่ลิณีและลูกไม่ปล่อยมือกัน”
“ทำเพื่อทุกคน…ไม่ให้สิ่งอะไรควบคุมเรา” เธอเอ่ยกับทิฆัมพร เสียงจังหวะชีพจรประสานกันในความมืด
กล่องควบคุมถูกงัด เผยอุปกรณ์ลบความจำต้นเหตุ ทิฆัมพรโยนมันทิ้ง ภคินทร์กดปุ่มหยุดฉุกเฉิน เสียงระบบร้องขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนไฟทุกดวงค่อย ๆ หรี่ลง
เงียบอีกครู่ ลมหายใจของแม่ลูกสะท้อนก้องในความว่างเปล่า ความทรงจำถูกยึดคืน ไม่สมบูรณ์แต่สัมผัสได้จริง
แสงแรกของวันใหม่ในอวกาศส่องผ่านกระจกหนา ลิณีเอื้อมมือจับลูกชาย ภคินทร์สบตาแม่ น้ำตาคลออย่างคนที่ได้เกิดใหม่ ทิฆัมพรนั่งนิ่ง เหลียวมองเงาสะท้อนตนบนกระจก
“เรายังจำกัน…ในแบบของเราใช่ไหม” เด็กชายเอ่ย
“แม้โลกจะเปลี่ยน—แต่ใจเรายังเลือกกันเสมอ” ลิณียิ้ม น้ำเสียงพร่า
เสียงเครื่องจักรกลับมาทำงานอีกครั้งอย่างลังเล ทุกคนเงียบงันรับเช้าวันใหม่โดยไม่รู้ว่าสถานีจะพาพวกเขาไปทางไหน—แต่ครั้งนี้ ไม่มีใครเดียวดายอีกต่อไป