เพื่อนซี้ติวเตอร์ & เมษาภารกิจป่วน
แอ๊ด… ประตูห้องพักหมายเลข 506 ดังขึ้นอย่างรุนแรงจนทำให้เมษาสะดุ้ง ของกินกล่องถนัดมือเหวี่ยงหลุดตกพื้นดังโป๊กขณะที่ในห้องขยับตามจังหวะราวกับรู้ล่วงหน้า—แต่นั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่ติวเตอร์ เพื่อนร่วมหอและรูมเมทในตำนาน จะพังเข้ามาแบบนี้โดยไม่เคาะ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เมษา! ช่วยด้วย!”
“เกิดอะไรอีก เบอร์ห้า…” เมษาละสายตาจากมือถือ สีหน้าฝังรอยกังวลไว้ตั้งแต่เมื่อคืน
“เปล่า…แต่ไอ้ข้าวมันหายไปทั้งคืน! โทรไม่รับ ไลน์ไม่ตอบ เขียนใบลาไว้ที่ไหนก็ไม่มี—เพิ่งสังเกตว่ารองเท้ามันไม่ได้อยู่” ติวเตอร์ยิงคำพูดเป็นชุด ใส่น้ำเสียงมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนประกาศผลสอบกลางชั้น
เมษาหน้างงแต่ฝืนใจ “ทีนี้…เราจะทำอะไร?”
“หาตัวมันสิ! อย่างน้อยต้องหาสักเบาะแส” ติวเตอร์หัวเสีย เหยียบกล่องข้าวที่พื้น
“ไอ้ข้าวเคยหายไปสามวันเพราะนอนหลับคาวัดนะ จำได้ใช่ไหม” เมษาย้อน แต่ติวเตอร์ปัดคำพูดทันที
“ครั้งนี้ต่าง! วันนี้ต้องถึงบางอ้อ อย่าลืมว่าใกล้สอบด้วย!”
เรื่องมันก็เริ่มง่าย ๆ แค่นั้น คือการตั้งทีม ‘ภารกิจตามหาเพื่อนหอ’ ที่ไม่มีใครขอให้ตั้ง แล้วก็ไม่มีใครเตรียมใจจะวุ่นทุกอย่างที่เกิดขึ้นเหมือนกัน…
ติวเตอร์เตรียมชุด “ตามหา” แบบครบเซ็ต ทั้งสมุดจด ตลับเมตร (บอกว่าเผื่อวัดช่องตู้เสื้อผ้า) กับแว่นขยายพลาสติก เมษามองแล้วก็สงบนิ่งนับหนึ่งถึงสิบในใจ—เธอแก่กว่าติวเตอร์หนึ่งปี แต่ช่วยอะไรไม่ได้เลยกับนิสัยห่ามแบบเนิร์ดนักกิจกรรม
“ตกลงเราจะเริ่มที่ไหน”
“ห้องครัวรวม! เผื่อเผือกจะให้เงื่อนงำไร้สาระ”
เมษาขำ แต่ก็ตามออกนอกห้องไปพร้อมกัน รู้ว่าถึงมีเรื่องต้องคิด เรื่องนี้คงลากเธอเข้าไปในภารกิจแปลก ๆ ที่กลัวเสียเวลาในสัปดาห์เตรียมสอบ…
ห้องครัวรวมของหอมีเสียงหม้อกระทบกันดังปัง ๆ เพราะลาเต้ เพื่อนร่วมหออีกคนกำลังแข่งชงกาแฟกับตัวเองในมุมเตาไฟฟ้า
“ลาเต้…เมื่อคืนเจอข้าวไหม?” ติวเตอร์ยิงถามทันที
ลาเต้ไม่เงยหน้า “ถ้าข้าวที่เหลือนี่คือไก่ น่าจะไม่เห็นนะ พี่ๆ กินข้าวกันเหรอ?”
เสียงติวเตอร์กับเมษาขาดช่วง ใจหนึ่งอยากตะโกนว่า “เปล่า! ข้าวคือชื่อเพื่อน!” แต่อีกอย่างคือรู้สึกว่าถ้าอธิบาย ความบ้าคลั่งจะต่อเนื่อง…
“ล้อกันไหม ไม่ใช่ข้าวอย่างนั้น คำว่าข้าวเนี่ย–” เมษายิ้มเจื่อน
ลาเต้ยังไม่เข้าใจ พูดต่อ “อ๋อ ถ้าข้าวหาย ลองไปถามเจลลี่ เพิ่งเดินสวนทางกันเมื่อกี้ แต่เจลลี่บอกจะไปอ่านหนังสือหลังตู้เย็นนะ”
“เขาไปอ่านหลังตู้เย็นได้ด้วยเหรอ?” ติวเตอร์กะพริบตา
“ไม่แน่ เราเคยแอบนอนร้องไห้หลังตู้”
“มีกี่คนในหอนี้ที่ใช้ตู้เย็นผิดจุดมุ่งหมายเนี่ย…” เมษาบ่น ปากขมุบขมิบแต่ดันขำตัวเอง
ติวเตอร์พยักหน้าเป็นงาน “สืบต่อ ตู้เย็นคือรอยต่อระหว่างโลกเก่าโลกใหม่!”
เมื่อทั้งสองย่องเข้าไปข้างตู้เย็นก็เจอเจลลี่นั่งกอดหนังสือ—แต่หนังสือ “คู่มือการเอาตัวรอดในกรุงเทพฯ ปี 2538”
“ขอโทษนะ เจลลี่เห็นข้าวมั้ย?” เมษาถาม
“ก็ข้าวขาวนะ ผ่านเย็นนี้ แต่ถ้าข้าวกล้องคืออาทิตย์ก่อน—”
ติวเตอร์หมดแรง “ไม่ใช่ข้าวแบบกิน! ข้าวคือมนุษย์ หายตัวไป!”
เจลลี่นิ่งคิดเหมือนกำลังร่างสูตรคณิต “ถ้าข้าวเป็นมนุษย์ สมการต้องสมดุล…หมายถึงหายตัว?”
เมษาทำตาโต “เราแค่หาตัวเพื่อนค่ะ…”
“งั้นถ้าตู้เย็นไม่มีรอยเท้าแปลว่าไม่ได้ปีนออกทางนี้” เจลลี่เสนอขึ้นมาแบบเข้าเรื่องแต่ออกทะเล
ติวเตอร์ถึงขั้นจดสมุด “หลักฐานใหม่ ไม่มีรอยเท้าบนตู้เย็น…” แต่ในสมุดจดเพิ่มเครื่องหมาย ? ไว้อีกสามอัน
ภารกิจไปต่อ สองคนย่องเข้าสวนหลังหอ ที่มีแต่ต้นหมากรากไม้มอมแมมกับเสาไฟกะพริบสีเขียว ชื่อว่าสวนหย่อนใจแต่คนส่วนใหญ่เรียกว่า “สวนเยือนใจ” มากกว่า
“เธอว่าข้าวจะมาหลบความเศร้าในสวนมั้ย?” เมษาเหงื่อตก กลัวถูกยุงรุมซะมากกว่า
ติวเตอร์วางท่า “ถ้าคำนึงตรรกะพื้นฐาน—คนหายจะไปในที่ลับ พอตัวเองเศร้าก็ต้องอยู่ในที่ไม่มีใครหาเจอ”
“โอเค แต่เราก็หาเจออยู่ดีปะ?”
“มันแปลก…เหมือนไขคดีในนิยายแต่มัน…เปลืองเหงื่อ” เมษาบ่น
จังหวะนั้นยินเสียงโทรศัพท์ติวเตอร์ดังขึ้น
“ฮัลโหล…ครับ อะไรนะครับ—ไม่มีใครชื่อข้าว? ที่ศูนย์หายของหอ?”
เมษารีบกระชากมือถือมาเอะใจ “แกร! ไปกรอกแบบฟอร์มคนหายชื่อ ‘ข้าว’ โดยไม่ได้บอกว่าเป็นคนหรือข้าวสุก?”
“ช่ายดิ…ชั้นลงชื่อเขียนว่า ‘ข้าว นักศึกษาปีสอง’ แต่อาจารย์เข้าใจว่าเราแจ้งอาหารหาย! …”
เงียบ สองวินาที ก่อนระเบิดหัวเราะพรืด ทั้งคู่หัวเราะจนเจ็บท้อง น้ำตาเล็ดจนลืมความจริงที่ว่ากำลังเดินป่วนงมหาความจริงอยู่
แต่เรื่องยังไม่จบ เพราะระหว่างกำลังปั้นเรื่องค้นหาให้เป็นเรื่องใหญ่ ใครสักคนทัก “ไอ้ติวเตอร์ ไอ้เมษา—ทำไรอะ!?”
เสียง มอร์ฟ ลูกหอผู้คลั่งกล้องวงจรปิด เดินมาพร้อมโทรศัพท์และท่าเย้ยโอนเอย “จะไขคดีหอพักเหรอเฟ้ย?”
“จะไขไข่…” เมษาแซว มอร์ฟไม่เข้าใจ
ติวเตอร์ยังคงจริงจัง “รู้บ้างไหมว่าเมื่อคืนข้าวหายตัว?”
“เมื่อคืนกล้องเสีย รู้แต่ไฟดับแป๊บเดียว หอทั้งหอก็ไข้หัวตะเกียบกันหมด”
ทุกคนเงียบ ติวเตอร์หน้าเสีย—ไฮเทคอย่างไรแต่ไร้ประโยชน์ เหมือนอุปกรณ์ของเขาเอง
เมษาขำกลิ้ง “งั้นพวกเราจริงจังอะไรกับกล้องวะ?”
แต่ทุกคนเริ่มจ้องหน้ากันอย่างจริงจัง
ติวเตอร์เสนอ “เราต้องสอบสวนถึงที่สุด เดี๋ยวเราจะสัมภาษณ์เพื่อนทั้งหอ!”
ลาเต้เสริมแบบง่วง “จะดราม่าขนาดรายการทีวีเลยมั้ย…”
เจลลี่พึมพำ “อย่างนี้ก็ต้องเตรียมสคริปต์เลยล่ะ เดี๋ยวจะโดนหาว่าสัมภาษณ์ไม่มีที่มาที่ไป”
ติวเตอร์หยิบสมุดชูสูง “เน้นความจริง! ทำไมโลกนี้ถึงซับซ้อนสำหรับคนตรงไปตรงมาขนาดนี้?”
เมษาแย้งเสริม “หรือว่าเพราะพวกเราคิดมากกันเอง?”
เสียงใครบางคนแว่วมาไกล ๆ “พอเถอะพวกนาย ไปช่วยขนของหน่อยได้มั้ย?”
และนี่เองคือจุดที่ “ทีมภารกิจป่วน” ถูกตั้งชื่ออย่างเป็นทางการ และถูกดึงตัวไปช่วยงานระบบยกกล่องของเจ้าของหอ ที่เอะใจว่าคนหายควรจะเป็นข้าวมันไก่ในกล่องของ ลาเต้ มากกว่า…
เวลาผ่านไป สิบสองชั่วโมงกับเบาะแสที่ไม่มีอะไรคืบหน้า (เพราะจริง ๆ แล้วไม่มีใครเช็คซ้ำห้องตัวเองด้วยซ้ำ) ทุกคนเหนื่อยบ้างเบื่อบ้าง—แต่ติวเตอร์ยังฮึดสืบต่อ
คืนนั้น เมษานั่งรถรอหน้าหอด้วยสักกะทิบรรเจิด คอยเผื่อข้าวเดินเตร็ดเตร่อยู่ดี ๆ จนติวเตอร์ถาม—
“แล้วถ้าข้าวอยากหนีจริง หละ?”
“เออน่า…จะรีบตามไปก็ไม่ได้ เดี๋ยวข้าวจะว่าพวกเรายุ่ง”
“แต่ว่ามันคือความรับผิดชอบของเพื่อนหรือเปล่า? หรือพวกเราแค่ชอบคิดแทน?” ติวเตอร์ดูจะเริ่มสับสนในแพทเทิร์นเดิม ๆ ที่เขาสร้างไว้เอง
“แต่เธอรู้เปล่าว่า พ่อข้าวทักหาตอนตีหนึ่ง บอกว่ารับข้าวไปทำธุระต่างจังหวัด—”
เงียบไปอีกรอบ…
“หมายความว่า…ข้าวไม่ได้หาย?”
“ข้าวไปตกหมึกกับพ่อที่ทะเล!”
ทุกคนเงียบก่อนจะเฮโลกันยกใหญ่ ทั้งอายทั้งหัวเราะลั่น คนละคอนเซ็ปต์กันกับโศกนาฏกรรมที่วุ่นมาทั้งวัน
ติวเตอร์ถอนหายใจแรง “แล้วเราจะฝืดสืบอะไรตั้งแต่เช้า!”
เมษาหัวเราะจนจุก “ฉันคิดมากกลัวว่าแกจะเครียดไปเอง ที่ไหนได้! ข้าวหายไปพักผ่อน!”
“แล้วใครบอกให้ฉันมั่นใจเกินไปล่ะ…” ติวเตอร์ยอมรับใจกึ่งประชด
ลาเต้กับเจลลี่สรุปพร้อมกัน “ทีหลังจะกินข้าว ต้องเช็คก่อนว่า ข้าวไหน?”
แสงแดดเช้าวันใหม่ลอดหน้าต่างห้อง สีทองสะท้อนบนโต๊ะที่ตอนนี้ทุกคนกินข้าวกล่องด้วยกัน พร้อมสำทับปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตที่ช่วงหนึ่งอาจยิ่งใหญ่เกินจริง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ภารกิจที่ดูวุ่นวายจนเกินเหตุ ก็กลายเป็นเพียงเรื่องฮา(แล้วค่อยฟังใหม่วันหน้า)