ภายใต้เสียงฝนที่แตกต่าง
เสียงฝนราดราวหลังคาตึกเรียนของมหาวิทยาลัยในเมืองใหญ่ ดึงผู้คนให้หลบเข้ามาใต้ชายคาไม่ขาดสาย วุ่นจอดจักรยานเก่า ๆ หน้าตึกแล้วมองหาร่มในกระเป๋า — ก่อนจะถอนหายใจเมื่อพบว่าเขาลืมหยิบมาอีกแล้ว เสื้อเชิ้ตบางถูกหยดน้ำสาดจนมุมติ่งเปียก แววตาของวุ่นปรากฏความขุ่นใจซ่อนลึก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ประตูห้องสมุดเลื่อนเปิด วุ่นเงยหน้ามองก่อนจะรีบก้าวเข้าไป หลีกเลี่ยงสายตาจับจ้องและเสียงพูดแว่ว ๆ ของกลุ่มนักศึกษาในมุมใกล้เคาน์เตอร์ เขากระชับกระเป๋าเป้อย่างแนบแน่นเพราะรู้ดีว่าทุกอย่างในนั้นคือโลกทั้งใบของเขา
เสียงกระซิบดังขึ้นเมื่อหญิงสาวในชุดสูทนักศึกษาเข้ามานั่งข้างหน้าโต๊ะยาว นามผมประบ่าหน้าเรียว ผิวขาวจัด ใบหน้าติดเย็นชา เธอเหลือบมองวุ่นที่รีบจัดหนังสือของตัวเองแล้วนั่งนิ่ง เธอถอนใจ ยื่นหนังสือไปตรงหน้าวุ่นอย่างไม่พูดอะไร
“เอานี่ นี่ของนาย” นามพูดห้วน ๆ สายตาเฉียงๆ แต่ในตากลับวาววับ บ่งบอกว่าเธอไม่พอใจหรือแค่ประหม่าอีกฝ่าย
วุ่นชะงัก มองหนังสือปกแข็งที่นามยื่นมา “ของผม?” เขางุนงง
“นายลืมไว้ที่ห้องเรียนเมื่อวาน ชั้นเก็บไว้ รำคาญจะให้ใครเอาไปให้ ก็ไม่มีใครอยากคุยกับนาย” นามเสียงแข็ง แต่ริมฝีปากกลับสะกดรอยยิ้มจาง ๆ ที่เจ้าตัวเองก็แทบไม่รู้ตัว
วุ่นอมยิ้มเจื่อน ๆ “ขอบคุณ…” เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะอดถามไม่ได้ “แล้ว นาม… สอบอาทิตย์หน้าพร้อมมั้ย?”
นามกลอกตา “ไม่ใช่เรื่องของนาย” เธอเก็บเงียบ ริมฝีปากขยับเหมือนอยากจะบอกอะไรมากกว่านั้น แต่เธอก็เลือกที่จะเดินจากโต๊ะไปทันที
เสียงฝนข้างนอกยังไม่ซา วุ่นนั่งนิ่ง หยักศีรษะลงวางบนหนังสือของตัวเอง สมองเต็มไปด้วยภาพความฝันของที่บ้าน กับคำพูดของแม่ที่วนซ้ำไปมา
บ่ายวันหนึ่งหลังสอบ วุ่นเข้าไปนั่งเงียบ ๆ ที่โรงอาหาร หยิบโทรศัพท์โทรกลับบ้าน เสียงแม่ดังแว่วออกจากปลายสาย “ตั้งใจเรียนนะลูก งานที่บ้านไม่มีใครรอได้ตลอดหรอกนะ”
เขากลืนน้ำลาย ตอบ “ครับแม่” เบา ๆ แล้วเงียบไป หันไปทางนามที่นั่งกินข้าวกับกลุ่มเพื่อน มีเสียงหัวเราะ ผสมปะปนกับแววตาที่เหลือบมองมาทางเขา — วุ่นมองแล้วรีบก้มหน้ากินข้าวของตัวเอง
เย็นหนึ่งหลังเรียน วุ่นกับนามบังเอิญเดินกลับหอพักทางเดียวกัน นามถือร่มลูกไม้สีดำ วุ่นเดินข้างล่างร่ม ชายรองเท้าเปียกแฉะ
“จะไม่หลบฝนหน่อยเหรอวุ่น” นามเอ่ยขึ้นกะทันหัน น้ำเสียงแปลกไปจากเคย วุ่นขมวดคิ้ว ไม่กล้าสบตาเธอนานนัก
“ชินแล้วครับ ฝนตกบ้านผมบ่อยกว่านี้อีก”
นามนิ่งสักพัก “ถ้าชิน ก็ตามใจ” เธอยื่นร่มให้เขาครึ่งหนึ่ง วุ่นหยุดเดิน พยักหน้าแล้วเดินต่อข้าง ๆ โดยไม่พูดอะไรเพิ่ม
มีความเงียบค้างอยู่ครู่หนึ่ง
“นายไม่เหงาหรือไง อยู่ไกลบ้านแบบนี้ ไม่มีใคร” เธอถามเบา ๆ แววตาละล้าละลังอย่างประหลาด
วุ่นยิ้มเจื่อน ๆ “ก็เหงา แต่คงไม่มีใครรู้… ก็แค่เดินต่อไปเรื่อย ๆ”
ฟ้ามืดสลับแสงไฟริมทาง นามสังเกตวุ่นชัดเจนกว่าทุกครั้ง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีกจนถึงป้ายหอพักที่เธอต้องแยกทาง
ในคาบแลปที่เงียบเชียบ วันหนึ่งอาจารย์ให้จับกลุ่มทำงาน นามกับวุ่นต้องร่วมกลุ่มกันโดยบังเอิญ ไม่มีใครยอมพูดเปิดประโยคก่อน สุดท้ายนามเป็นฝ่ายยื่นโน้ตเล็ก ๆ เขียนเพียงประโยคสั้น ๆ
“จะให้เริ่มตรงไหน”
วุ่นยิ้ม แล้วตอบบรรทัดหนึ่งกลับไป “ตรงกลางละกัน” ทั้งสองคนอมยิ้มบาง ๆ โดยที่ไม่ต้องพูดอะไรต่อ ทุกครั้งที่มือของทั้งคู่วางข้างกันบนโต๊ะ ต่างฝ่ายต่างรู้สึกถึงความอุ่นเล็ก ๆ ที่เพิ่งก่อตัว
แต่ระหว่างทางการทำงาน วุ่นกลับชอบทำผิดขั้นตอนตามแบบแผน นามไม่พอใจ เธอวางแฟ้มเสียงดัง “นายก็ทำแบบตัวเองตลอด นายมันดื้อ”
วุ่นถอนใจ “ถ้างั้นนามก็ทำคนเดียวละกัน” น้ำเสียงเขานุ่มนวลแต่เจือแววเสียใจ
นามชะงัก เสียงในลำคอเหมือนลังเล เธอเบือนหน้าหนี “ก็แค่…อยากให้ทุกอย่างออกมาดี” หัวใจเธอเต้นแรงอย่างประหลาด
วุ่นไม่พูดอะไร จึงเลือกปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมัน เวลาผ่านไปหยดฝนเริ่มหนักขึ้นอีกครั้งราวกับสะท้อนความยุ่งเหยิงในใจ
วันต่อมาความสัมพันธ์ของทั้งคู่เย็นชาจนเพื่อน ๆ รู้สึกได้ นามใช้เวลาอยู่กับกลุ่มสาว ๆ ไม่เข้าใกล้วุ่น ส่วนวุ่นจมอยู่กับความเครียดเรื่องเงินที่บ้าน เขานั่งเนิ่นนานในห้องสมุดจนถึงเวลาปิด นามเดินผ่านมาเพียงเงียบ ๆ แล้วก็เดินเลยไป
เย็นวันศุกร์ขณะรถติด นามนั่งเงียบกับหน้าต่างรถเมล์สายเดิม วุ่นโบกมือขึ้นโบกรถ เธอลังเลแต่ในที่สุดก็เขยิบให้เขานั่งข้าง ๆ มีเพียงเสียงรถกับหยาดฝนที่ช่วยกลบเสียงในหัวใจทั้งสอง
วุ่นเอ่ยขึ้นเบา ๆ “เคยอยากจะหนีจากทุกอย่างมั้ยนาม…?”
นามตอบสะอึก “เคย…แต่หนีไปไหนก็ยังอยู่กับตัวเองอยู่ดี”
“แล้วนามอยากเป็นอะไรจริง ๆ หรือเปล่า”
คำถามนั้นค้างคา เธอถอนใจยาว “บางที…ฉันก็ไม่รู้ คงต้องใช้เวลา…นายล่ะ”
“ผมฝันจะเป็นครู แต่ก็กลัวว่าบ้านจะผิดหวัง…” เขายิ้มลงในแสงสลัว
นามเหลือบมอง เห็นรอยเปียกน้ำตาในตาวุ่น เธอเลือกเงียบ
วันหนึ่งหลังสอบ นามถูกแม่เรียกไปพบที่คอนโด เธอรู้ดีว่าคำสั่งจะแฝงมาในรูปเสียงเบา ๆ “อย่ายุ่งกับคนที่ไม่มีอนาคตนะลูก แม่อยากให้หนูได้ดี”
นามรู้สึกแน่นใจ ไม่ตอบแม่เมื่อเดินออกมา แต่ก้มหน้าร้องไห้คนเดียวจนดึก ไม่รู้จะแก้ไขรอยร้าวนี้ได้อย่างไร
วุ่นโทรกลับบ้านอีกครั้ง พ่อโพล่งขึ้นในสาย “จะไหวมั้ยลูก ถ้าไม่เรียนต่อ กลับมาช่วยที่นาเถอะ” วุ่นกดสายทิ้ง นั่งนิ่ง เสียงฝนข้างนอกดังกลบเสียงในอก
วันรุ่งขึ้นในห้องเรียน มีใบประกาศรับสมัครทุน นามถือใบประกาศพันมือแน่น เมื่อวุ่นเดินผ่าน
“นาย…จะสมัครมั้ย” นามถามโดยไม่สบตา
“คงต้องลองดู เจออะไรหนักกว่านี้ผมก็ผ่านมาแล้ว”
“งั้น…ถ้านายได้ทุน นายจะไปต่อหรือกลับบ้าน”
วุ่นหยุดคิด เสียงฝนซาเบาบางเหมือนหัวใจเขา “ยังตอบไม่ได้…”
นามสบตา สองสายตาต่างไร้คำตอบ
ค่ำวันประกาศผลทุน มีงานเลี้ยงนักศึกษา แต่นามเลือกนั่งเหงา ๆ ที่สระน้ำในมหาลัย วุ่นเดินตามหาเธอจนมืด
“นาม…ทำไมไม่ไปงานล่ะ”
“ไม่มีใครเข้าใจฉันอยู่ดี นายก็แค่คนไม่มีอนาคต” เสียงสะอื้นฝืนกลั้น
วุ่นชะงักเจ็บในอก “ขอโทษที่เป็นคนแบบนี้…”
นามละสายตา เสียงในคืนนั้นเงียบงันยิ่งกว่าเสียงฝน
รุ่งเช้าวุ่นไปหน้าบอร์ดประกาศใจเต้นแรง ทันทีที่เห็นชื่อเขาบนกระดาษประกาศทุน เขากลืนน้ำตาเดินออก คิดถึงพ่อแม่และความคาดหวังในใจปนเปกัน
นามยืนรอเขาหน้าคณะ รวบรวมใจ “นาย…จะไปต่อใช่ไหม”
“ผม…อยากไปต่อ เพราะนี่คือโอกาสเดียวที่ผมมี” เสียงวุ่นมั่นคง แต่ตาเศร้า
“ฉัน…ไม่รู้ว่าเราควรจะเป็นยังไงต่อแล้ววุ่น” นามเสียงพร่า
วุ่นจ้องหน้านาม น้ำตาเอ่อ “ขอเวลาผมอีกหน่อย…ขอให้เราได้อยู่กับความจริงตรงนี้ก่อน” เขาวางมือบนไหล่เธอ อบอุ่นแต่เปราะบาง
เวลาผ่านไปสองสัปดาห์ วุ่นและนามแทบไม่ได้คุยกัน ต่างคนต่างอยู่กับความเครียดของตัวเอง วุ่นโหมเรียนหนัก ส่วนนามล่องลอยกับความฝันที่คลุมเครือ
ในคืนที่ฝนตกหนักอีกครั้ง นามโทรหาวุ่นเป็นครั้งแรก “วุ่น… ช่วยอยู่เป็นเพื่อนหน่อยได้มั้ย”
เสียงวุ่นสั่น “ผม…มีอะไรที่คั่งค้างระหว่างเราเยอะมาก แต่ผมก็ยังอยากฟังนาม”
ค่ำคืนนั้น ทั้งสองนั่งใต้หลังคาหน้าตึก การสนทนาต่อเนื่องเงียบ ๆ วุ่นยื่นร่มคืนให้นาม เธอยิ้มจาง ๆ น้ำตาคลอ
“ขอบคุณวุ่นนะ ที่ไม่ยอมแพ้แม้แต่ตอนฉันผลักนายออกไป”
“เพราะนามไม่ใช่คนผลักใครหรอก เราต่างก็กลัว”
ในความมืดและเสียงฝน หัวใจสองคนได้เติบโตอีกก้าว ทั้งคู่เลือกที่จะอยู่ข้างกันในวันที่ยังไม่แน่ใจ ด้วยน้ำตาที่หล่นกับเสียงหัวเราะสลับกันเป็นจังหวะเดียวกับเม็ดฝน
ปิดภาคเรียน วุ่นกลับบ้านชั่วคราว นามยืนมองรถบัสออกจากป้าย หัวใจเต็มไปด้วยความคิดถึงและหวัง วุ่นเปิดข้อความในมือถือ อ่านถ้อยคำจากนาม “ไม่ว่าฝันจะไปที่ไหน ขอให้มีฉันอยู่บ้างในนั้น”
วุ่นตอบกลับ “ขอบคุณที่ให้ผมได้เป็นตัวเองนะนาม”
เสียงฝนปลายฤดู ช่วยกล่อมหัวใจที่ไกลกันทั้งสองดวงให้ค่อย ๆ เดินต่อบนเส้นทางของตัวเอง แต่ละคืนฝนตก วุ่นกับนามยังคงคิดถึงช่วงเวลาร่มคันเดียว วันหนึ่ง…ในวันที่เส้นทางฝันของทั้งสองเข้ามาบรรจบ พวกเขาจะกลับมาเดินเคียงกัน พร้อมรอยยิ้มที่อาจจะอบอุ่นกว่าเสียงฝนเดือนเก่าที่เคยผ่าน