ใต้เงาเรือสำรวจ
เสียงน้ำกระทบกราบเรือดังเป็นพัก ๆ ลมพัดแผ่ว เสียงเครื่องยนต์ก้องสะท้อนไปมาตามโถงทางเดินยาวบนเรือสำรวจ “นรินทร์” ชะโงกหน้าออกไปที่ระเบียง ดวงตาดำลึกสะท้อนความวิตกที่พยายามกลบไว้ พื้นที่รอบข้างเงียบเกินความเคยชิน ไฟฉายเพียงกระพริบ ทว่าเบื้องหน้านั้นกลับดำมืดจนเหมือนไม่มีจุดจบ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ทิชา เธอเห็นอะไรก็พูดออกมาเถอะ ฉันเช็คสองรอบแล้ว ไม่มีอะไรผิดปกติ” ภูวินทร์ตะโกนข้ามหัวเรือขณะเดินลากเท้ากลับเข้าห้องเครื่อง โหนกแก้มขาวซีดเหงื่อปุดเม็ดใหญ่ พยายามสะกดรอยยิ้มจอมปลอมให้ดูปกติที่สุด
ทิชาหายใจเร็ว มือกำเสาแน่น เธอมองรอบ ๆ ด้วยสีหน้าหวาดกลัว รถเข็นอุปกรณ์ข้างตัวสั่นคลอนตามแรงสะเทือนของเรือ “มีบางอย่าง…ใต้เรือนั่น แม่งเป็นเสียงแปลก ๆ ฉันไม่ได้คิดไปเอง”
ปลาเหลี่ยมลำแสงของหลอดไฟในห้องโถงลามเลียใบหน้าวัยกลางคนของสิริน มือของเธอสั่นตอนรีบกดปุ่มส่งข้อความขอความช่วยเหลือ แต่สัญญาณโทรศัพท์ยังตัดขาด “ไม่มีสัญญาณ…เรากำลังอยู่กลางทะเลที่ไม่มีอะไร นรินทร์ เรายังมีวิทยุอื่นไหม!”
ณัฐ มือขวาของกัปตัน นั่งจัดไฟล์เอกสารภารกิจบนโต๊ะกลม ข้าวของกระจัดกระจาย “ไม่คิดเหรอ ถ้ามีคนส่งคลื่นรบกวน มันต้องเป็นเรือโจรสลัด หรือ…ไม่ก็อะไรที่แย่กว่านั้น” แววตาส้อนคลอแว้บความกลัวที่เจ้าตัวยังฝืนทำเป็นใจเย็น
ปริม ลูกเรือหญิงอายุน้อยสุด นั่งห่อเข่าใบหน้าแนบกับแขน กำลังอ่านจดหมายที่แม่ส่งมา ริมฝีปากขยับแว่ว “จะกลับบ้านได้ไหมนะ…”
เสียงปัง! กระแทกดังลั่นที่ใต้ท้องเรือ ทุกคนพร้อมใจกันตกใจ สิรินเงยหน้าขึ้น น้ำเสียงประหวั่น “เสียงอะไรนั่น ใครอยู่ข้างล่าง!”
นรินทร์ผละจากหน้าต่าง เดินยาวฝ่าความมืดไปยังบันไดวน เหงื่อหยดเกาะที่ขมับ ระหว่างผ่านห้องแคบไฟสลัว จู่ ๆ ประตูห้องเครื่องถูกเปิดอ้าออก ร่างเล็กของทิชาปรากฏขึ้น ใบหน้าเธอซีดจนแทบไร้สีเลือด “ตามมาเร็ว ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม ประตูที่ลงใต้เรือมัน…หายไป”
ทุกคนแห่ตามกันไป ลำแสงไฟฉายจรดกับพื้นโลหะเย็นเยียบ บันไดวนปกติกลับแปรสภาพเป็นพื้นที่ราบโล่งและยืดออกเหมือนไม่รู้จบ ปริมร้องไห้ออกมาเงียบ ๆ “หนูกลัว…ขอให้ทุกอย่างเป็นแค่ฝันทีเถอะ”
ณัฐพยายามลงพื้นหาความจริง ก่อนก้มตรวจพื้นเหล็กแล้วทุบแรง ๆ “ไม่มีทาง มันหลอนชะมัด! หนูไม่ต้องกลัวนะเราอยู่กันครบ”
“เราไม่ได้อยู่ในโลกความจริงแล้วหรือเปล่า” สิรินเอ่ยเบา ๆ ตามองตรง เงาของสายตาส่องไปไกล เหงื่อเย็นเกาะแก้ม
“หยุดเพ้อเลย พวกเราต้องหาให้เจอว่าเกิดอะไรขึ้น” นรินทร์สั่งลอดไรฟัน มือเปิดวิทยุโบราณที่อาจไม่ได้ใช้งานนานหลายปี หัวใจเต้นแรงเมื่อได้ยินเสียงจี่ขาดๆของคลื่นปริศนา “อ…อ…อ…ได้ยินไหม…ใครยังอยู่…”
เสียงขยับของบางอย่างด้านล่างดังก้อง ทุกคนหยุดนิ่ง ทิชาหน้าซีด “มันกำลังฟังเราอยู่…”
ผ่านไปอึดใจหนึ่ง วิทยุกลับดังชัดขึ้น ทว่าเป็นเสียงของเด็กผู้หญิง “ช่วยด้วย…หนูหนาวมาก…พี่อยู่ไหน…”
ปริมขนลุก ปากสั่นจนพูดไม่ออก “เสียง…มันเหมือนน้องสาวฉัน…”
ภูวินทร์มองหน้าทุกราย “ไม่มีใครมีน้องสาวอยู่บนเรือ มีแต่พวกเราหกคน เด็กคนนั้นเป็นใคร”
นรินทร์นั่งยอง หยิบเครื่องมือเทคโนโลยีตรวจแรงสั่นสะเทือนจากกระเป๋า ทันใดนั้นเครื่องส่งสัญญาณสั่นสะเทือนขึ้น ก่อนแสดงค่าคลื่นผิดปกติรุนแรง “มีบางสิ่งกำลังเข้ามาใกล้เรา…เร็วมาก…”
สิรินยกมือปิดปาก น้ำตาไหล “ปีนั้น…ลูกชายฉันจมน้ำที่ทะเลแบบนี้…ถ้า…ถ้าตอนนี้เขาเรียกฉัน…” เสียงสะอื้นของเธอดังแทรกกับลมที่หวีดหวิว
เสียงท้องเรือพลันสะเทือน ลมแรงจัดจนหน้าต่างแตกกระจาย ทุกคนล้มกลิ้ง ปิ้งอุปกรณ์คนละทิศคนละทาง ภูวินทร์วิ่งคว้าปริมขึ้นมา “ไปในห้องเก็บของเร็ว!”
ในห้องเก็บของอึดอัดแคบ นรินทร์หายใจแรง มือกำมีดแน่น “เราต้องไม่กลัว ไอ้สิ่งที่มันเล่นกับความกลัวของเรา ใครมันพยายามเอาอดีตกลับมาหลอกเราแน่!”
ทิชาทั้งกลั้นร้องไห้ทั้งสั่น “แม่ฉันโดดเรือตายในทะเลเมื่อสิบปีก่อนก็แบบนี้…คืนนี้ ฉันจะไม่ได้กลับบ้านใช่ไหม”
ณัฐหน้าเคร่ง เค้นคำพูดตรง ๆ “กลับไม่ได้จนกว่าจะสู้มัน…ลองคิดดู บางทีอดีตเราทุกคนอาจเกี่ยวข้องกับที่นี่”
เสียงเด็กหญิงดังขึ้นอีก คราวนี้ใกล้ขึ้น “พี่…กลับมานะ…หนูรออยู่ตรงนี้”
ปริมโพรงตาแดง “พอ! ไม่อยากฟังแล้ว!”
ไฟที่ผนังระริกดับเป็นช่วง ๆ แรงลมหอบกลิ่นควันทะเลผสมกลิ่นเหล็กเน่า มีรอยเปื้อนสีดำผิดธรรมชาติลามขึ้นผนัง ภูวินทร์พูดแผ่ว “ถ้าเราไม่เผชิญกับความกลัวของตัวเอง มันจะมากินเราแน่”
สิรินยกมือเช็ดน้ำตา ตัดสินใจล้วงเอากล่องโลหะเก่า ๆ ออกมาจากเป้ กล่องใบนั้นเป็นของลูกชายที่จมน้ำเมื่อสิบปีก่อน “ทุกคน…ในนี้คือสิ่งเดียวที่เตือนฉันว่ายังรักลูก ตลอดเวลาที่โทษตัวเอง ฉันไม่เคยเปิดมันเลย”
ทิชามองจากเงามืด “ความผิดฉันคือปล่อยแม่ไป…ฉันไม่เคยให้อภัยตัวเอง”
นรินทร์เดินเข้าไปใกล้ ลมหายใจสั่น “ของฉัน…ฉันเคยทิ้งน้องชายไว้บนฝั่งวันเกิดเหตุนี้เอง ฉันคิดว่าความกลัวมันจะจางไปตามเวลา แต่มันย้อนหลอกหลอนทุกคืน”
ภูวินทร์เสริมเสียงแข็งขึ้น “เลิกเก็บไว้คนเดียวเถอะ ใครก็มีอดีตที่หนีไม่ได้! แต่ตอนนี้ ต่อให้กลัวแค่ไหนเราต้องช่วยกัน ไม่มีเวลาแล้ว”
เสียงเกลียวคลื่นหนักเข้ามาอีก ทันใด หลักฐานจากอดีตเริ่มขยับและเปล่งเสียงลี้ลับจากในกระเป๋าแต่ละคน แสงขาวสว่างแทรกผ่านทุกประตูหน้าต่าง ก่อนทุกอย่างเงียบกริบ หยดน้ำหยดเดียวไหลตามผนังเหล็ก อุณหภูมิลดลงผิดปกติ
ณัฐยกหน้ากากดำน้ำเก่าขึ้นมาแนบอก “ฉันเคยหนีทุกอย่าง กลัวจนอยากหายตัวไปจากโลก แต่ตอนนี้… ฉันไม่อยากหายไปแล้ว”
ปริมเอามือปิดหู “หยุดพูดถึงอดีตได้ไหม มันแสบร้อนในใจ ฉันอยากรอด ฉันไม่อยากเป็นแบบแม่!”
เสียงลมหอบสุดท้ายกระแทกเมือกสีดำไหลจากเพดานลงตรงกลางวง ทุกคนผงะถอยออก ในครู่หนึ่ง ก่อนที่เงาดำจะรูปร่างกลายเป็นเด็กผู้หญิง ยิ้มเศร้า ๆ แววตาชวนสั่น น้ำเสียงทะลุเข้าเส้นประสาท “ทางรอด…คือการให้อภัยตัวเอง…”
ทุกคนหยุดนิ่ง สายตาแต่ละ pair สบสายเด็กน้อยในแสงเงา นรินทร์เป็นคนแรกที่เดินเข้าไปใกล้ หย่อนตัวลงนั่งระดับเดียวกับเงาเด็ก ยอมรับอดีต “ฉันขอโทษที่ปล่อยน้องไว้…ฉันรักน้องเสมอ”
เสียงเรือเบาลง กระแทกน้อยลง ลมสงบลงสิรินสั่น น้ำตาไหลริน “ฉันให้อภัยตัวเอง ฉันขอโทษลูก ฉันยังรัก ลูกเป็นความหวังเดียวในชีวิตแม่”
ทิชาสะอื้นแรง ฟุบกราบบนพื้น “แม่…หนูขอโทษ…หนูรักแม่ที่สุด”
ความมืดแปรเปลี่ยนเป็นแสงนุ่มปกคลุมเรือ รอยเปื้อนดำจางหาย วิทยุกลับมีเสียงคลื่นวิทยุจริงขึ้นมา “นี่คือศูนย์ควบคุม เราตรวจพบสัญญาณพวกคุณ กรุณาตอบกลับ”
นรินทร์มองหน้าทุกคน ยิ้มแรกปรากฏบนใบหน้าแต่ละคน “เรายังอยู่…เราไม่รอดแค่ร่างกาย แต่ใจเรารอดด้วย”
ทิชาจับมือปริมแน่น สองสาวน้ำตาซึมปนรอยยิ้มเปล่งแสงอ่อนในดวงตา ทุกคนลากกันออกไปที่ดาดฟ้าเรือ ลมหายใจสั่นคล้ายเพิ่งคลอดชีวิตใหม่
เมื่อพระอาทิตย์แตะขอบฟ้าใหม่ เสียงเครื่องยนต์กลับมาดังอีกครั้ง เรือสำรวจหลุดจากเงามืดลี้ลับ ลำแสงทองสาดส่องใบหน้าที่เคยชอกช้ำ ตอนนี้เปลี่ยนแปลงแล้ว — ต่างคนต่างพร้อมยกอดีตขึ้นมาทำความเข้าใจ ยืนหยัดเผชิญอนาคตด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยแสง