สิ่งที่ไม่กล้าบอก
เสียงเครื่องชงกาแฟในออฟฟิศจางหายไปเมื่อสายฝนโปรยลงบนกระจกบานใหญ่ เมษาเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มบาง ๆ มือกอดแฟ้มเอกสารแน่น สายตากวาดมองหาโต๊ะทำงานของตัวเองก่อนเดินลัดเลาะไปนั่งลงข้างหน้าต่าง ดวงตาเธอมองผ่านสายฝนไปไกลด้วยอารมณ์เศร้าซึมที่เธอไม่ยอมปริปากกับใคร
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มาช้าจังนะ วันนี้” ธันวา โปรดิวเซอร์หนุ่มขี้หงุดหงิดเอ่ยทักเมษาด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ แต่น้ำเสียงนั้นมักแฝงความห่วงใยที่เขาไม่กล้าสื่อออกมาตรงๆ เมษาไม่ตอบ เธอเงยหน้าขึ้น ฟังเสียงฝนแทนคำนำเสนอข้อแก้ตัว
“เมื่อคืนฝันร้ายเหรอ ดูไม่ค่อยสดใส” ธันวาถามต่อ พลางหยิบแก้วกาแฟจิบช้า ๆ
เมษานิ่งไปนานก่อนจะหันมาสบตา “ก็…นิดหน่อยค่ะ เรียกว่าฝันร้ายก็ใช่” เธอเสียงเบา กลืนคำถามอื่น ๆ ลงคอ รู้ตัวดีว่าเขากำลังจับสังเกต
“งานที่ผมมอบหมายเมื่อวาน พอไหวไหม” เขาลดเสียงลง อ้อมแอ้มเล็กน้อย กลัวพาดพิงความผิดเธอมากไป เมษาพยักหน้าช้า ๆ บีบแฟ้มในมือแน่นขึ้น ทุกการสนทนาเต็มไปด้วยความตึงเครียดปริบ ๆ ที่เปิดเผยออกมาไม่ได้
เสียงไลน์เด้งจากหัวหน้า ฝ่ายวางแผนให้ทีมเตรียมพรีเซนต์งานสัปดาห์หน้า ทีมของธันวารวมถึงเมษาต่างมีภาระหนักต่อเนื่อง ทุกคนกดดัน แต่เฉพาะกับเมษา ความกดดันนั้นมีน้ำหนักมากกว่าใคร เพื่อนร่วมงานสองสามคนมองเธอแปลก ๆ บางคนแซวว่าใกล้ปิดโปรเจกต์ทีไร เมษามักทำตัวแปลก ๆ ทุกที เธอหัวเราะฝืด ๆ ไม่กล้าพูดถึงต้นตอความกังวลเพราะกลัวโดนจับผิดว่าไม่มืออาชีพ
ระหว่างประชุม ธันวาทำหน้าดุใส่เธอ แต่ปลายตากลับไถลมากวาดมองว่าเธอโอเคหรือเปล่า เมษาพูดน้อยยิ่งขึ้นในที่ประชุม สมุดจดใกล้มือเต็มไปด้วยลายลายมือขยุกขยิกแทนที่จะเป็นโน้ตประชุมอย่างที่ควรจะเป็น ฝ่ายทรัพยากรบ่นในไลน์กลุ่มว่าอยากเห็นใครสักคนรับงานใหม่ เพราะคนเดิม ๆ ดูเหนื่อยเกิน เมษาส่งสติกเกอร์ตอบรับไปเฉย ๆ ทั้งที่ในใจอยากพูดมากมาย แต่คำพูดถูกกลืนหาย
เย็นวันนั้น ฝนยังไม่หยุด ธันวาเดินเข้ามาวางโน้ตแผ่นเล็กบนโต๊ะเมษา แค่ประโยคเดียว “พักบ้างก็ดี” เธอชะงักเมื่ออ่านข้อความนั้น หัวใจโลดเล็กน้อยแต่ยังไม่กล้าแม้แต่จะขอบคุณเป็นคำพูด
หลังจากทุกคนกลับ เมษายังนั่งปั่นงานอยู่คนเดียว ธันวากลับเข้ามาอีกครั้ง “ยังไม่กลับ?”
“ยังไม่เสร็จค่ะ” เมษาตอบ ผ่อนลมหายใจยาว ๆ พยายามกลั้นคลื่นความอ่อนแอไม่ให้ผ่านสายตาเขา ธันวาไม่ได้พูดอะไร เขาเดินไปหยิบน้ำดื่มแล้ววางข้างเธออย่างเงียบ ๆ ทั้งคู่ตกอยู่ในความเงียบงันอึดอัดชั่วขณะ
ธันวามองออกหน้าต่าง “ช่วงนี้เราดูเหนื่อย… เรื่องงานหรือเรื่องอื่น?”
เมษาหลบตา ละล่ำละลัก “งานค่ะ… หรือไม่ก็แค่… แค่ฝนมันตกทั้งอาทิตย์”
ธันวาหัวเราะในลำคอเบา ๆ “อย่าโทษฝนนักเลย ฝนตกมันก็แค่เปียก” เขาพยายามพูดขำทั้งที่อยากถามลึกกว่านั้น
“ขอบคุณค่ะ สำหรับน้ำ…” เธอพูดหนึ่งประโยคสั้น ๆ แล้วก้มหน้าต่อไป มือสั่นนิด ๆ
วันต่อมา เมษาเริ่มถูกบีบคั้นจากทีมงานบางคนว่าเธอไม่กระตือรือร้นพอ ข่าวลือถึงหัวหน้า หนักไปกว่านั้น เธอเห็นธันวายิ้มและคุยสนิทกับดาว ฝ่ายดีไซน์สาวหน้าตาดี เพราะพวกเขาต้องนำเสนอโปรเจกต์ร่วมกัน เมษาเริ่มเงียบมากขึ้น คนในออฟฟิศสังเกตได้ชัดว่าสายตาเธอเปลี่ยนไป แม้แต่ธันวาเองก็อดถามไม่ได้ “มีอะไรหรือเปล่า?”
“เปล่าค่ะ” เธอตอบเสียงเบา ทิ้งแววตาอ้างว้างไว้ชั่ววินาทีหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปทำงานเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
คืนวันศุกร์ เมษานั่งดูกรุ๊ปไลน์ทีมที่กำลังเฮฮาแชร์รูปธันวากับดาวไปกินข้าวกลางวัน เมษาอ่านแล้วยิ้มจืด ๆ พลิกดูรูปเก่า ๆ ที่เธอเคยถ่ายธันวาไว้โดยที่เขาไม่รู้ เธอคิดอะไรบางอย่างก่อนปิดโทรศัพท์ หัวใจหนักอึ้ง
เย็นวันจันทร์ เมษาเงียบและขอทำงานอยู่มุมตัวเอง ธันวาเดินมาหา “จะช่วยไหม?” เขาถามอย่างลังเล เธอชะงักก่อนส่ายหน้าเบา ๆ ธันวาไม่ฝืน เดินจากไป ทิ้งความอึดอัดค้างไว้ในห้อง
คืนนั้น เมษากลับบ้านช้ากว่าปกติ ระหว่างเดินฝ่าสายฝน เธอนึกถึงอดีตที่เคยพลาดตัดสินใจเรื่องงานจนโดนตัดชื่อจากโปรเจกต์ใหญ่ นั่นคือเหตุผลที่เธอจริงจังกับทุกอย่างจนเกินไป และไม่กล้าเปิดใจให้เพื่อนร่วมงานคนไหนรู้ว่าลึก ๆ เธอกลัวจะผิดพลาดอีกครั้ง
วันใหม่ ธันวาเริ่มห่างเมษาไป ทำงานคู่กับดาวมากขึ้น ความสัมพันธ์ของทุกคนในทีมเริ่มตึง เมษาเขียนจดหมายถึงตัวเองในสมุด “บางครั้งการเงียบไม่ได้หมายถึงไม่รู้สึก…แต่ยังไม่กล้าพูดออกไป” เธอสั่นไหวระหว่างความกลัวกับความปรารถนาจะพูดออกไปตรง ๆ ว่าเธอรู้สึกอย่างไรต่อธันวา
ทีมงานกำลังจะปิดโปรเจกต์ใหญ่ เมษาต้องพรีเซนต์ร่วมกับธันวา จำเป็นต้องนัดซ้อมงานกันหลังเลิกงาน เธอพยายามมองหน้าเขา รวบรวมความกล้า แต่ก็พูดได้แต่เรื่องงาน
“คุณคิดว่าควรเรียบเรียงแบบนี้เหรอ?” เมษาถาม
ธันวาขยับตัว เดินไปใกล้แต่ยังเว้นระยะ “แล้วแต่คุณ ผมเชื่อคุณจัดลำดับความคิดได้ดีกว่า”
เมษาตะลึงกับคำชมที่ไม่คาดคิด เงียบไปนาน ก่อนจะหลบตา “บางทีฉันก็ไม่มั่นใจตัวเองนัก…”
“ผมก็เหมือนกัน” น้ำเสียงของธันวาเรียบเศร้า “ผมเคยทำเจ๊งไปแล้วนะ งานแรกใหญ่ ๆ …นึกว่าจะไม่กล้ารับงานใหม่อีก”
เธอมองเขานาน ความเข้าใจใหม่เอ่อล้นแต่ไม่กล้าพูด ธันวาสบตาเงียบ ๆ แล้วพูดเบา ๆ “อย่าฝังใจอดีตจนลืมวันนี้”
โปรเจกต์เดินหน้าต่อ เมษาเริ่มเปิดใจคุยงานกับธันวาบ่อยขึ้น แม้แต่เรื่องจิปาถะในชีวิต เธอเริ่มหัวเราะบ้าง บางครั้งก็แชร์เรื่องไร้สาระกับเพื่อนในทีม คลายความกังวลลงทีละน้อย ทว่าเมื่อใกล้วันพรีเซนต์ใหญ่ เธอกลับยิ่งกดดันตัวเอง ไม่กล้าดูดาวกับธันวาเวลาที่ทั้งคู่ทำงานคู่กัน
คืนก่อนวันพรีเซนต์ เมษานั่งอยู่ในออฟฟิศจนดึก ธันวาเดินเข้ามา “กลัวอะไรอยู่?”
เธอสบตาเขาเงียบ ๆ ก่อนจะพูดออกมาเบา ๆ “กลัวจะเสีย…ทุกอย่างไปอีก”
ธันวาเดินเข้ามาใกล้ ดึงเก้าอี้มานั่งข้างเธอ “จะบอกอะไรไหม?”
เมษาส่ายหน้า นิ้วเกาะกับขอบโต๊ะแน่น นานกว่าจะพูดเสียงสั่น “บางทีฉันอาจกลัว…กลัวมากไปจนไม่กล้าพูดออกไปว่าจริง ๆ แล้ว…”
เงียบค้าง เหนือเสียงฝนพรำทั้งสองมองหน้ากันยาวนาน ไม่มีใครพูดต่อลมหายใจหยุดชะงัก
พรีเซนต์วันรุ่งขึ้น ทุกคนในบอร์ดนิ่งเงียบตอนเมษาเริ่มนำ เมษาตั้งสติพูดอย่างมั่นใจเหมือนไม่ใช่ตัวเองที่กังวลเมื่อคืน จนท้ายการนำเสนอ ทุกคนปรบมือ ธันวายิ้มตาคลอ เธอรู้สึกถึงสายตานั้น แต่ยังไม่กล้าพอจะพูดอะไร
หลังจากโปรเจกต์จบ ข่าวลือเรื่องธันวากับดาวก็เริ่มเงียบลง ดาวเองมากระซิบกับเมษาเบา ๆ “พี่ธันวาเขาใจแข็งกับทุกคน ยกเว้นเธอ” ดาวอมยิ้มขำๆ เมษาเองหัวเราะเบาๆ แต่ก็ปิดความรู้สึกยิงตรงกับใจไม่ได้
สัปดาห์ต่อมา ธันวาและเมษาต้องแยกทีมกันไปทำโปรเจกต์ใหม่ เมษาเริ่มรู้สึกถึงช่องว่างและความเงียบมากกว่าก่อนหน้า ความคุ้นชินที่ต้องเห็นหน้าเขาทุกเช้าเริ่มหายไป เธอบันทึกลงสมุด “อยากกล้าบอกจริง ๆ ว่าสิ่งที่ไม่พูดออกไป มันอึดอัดแค่ไหน”
ในงานเลี้ยงฉลองโปรเจกต์ มีบรรยากาศรื่นเริงแต่ทั้งคู่ต่างดูเกรงใจกันมากขึ้น ธันวาเดินวนรอบห้องดูเหมือนอยากเข้าหาเมษาแต่ลังเล เมษาเองกวาดตามองหาเขาแต่ไม่กล้าเดินไปหา ต่างคนต่างเก็บความรู้สึกที่ค้างคาใจ
หลังปาร์ตี้ เมษาเดินกลับช้าๆ ธันวาเดินโผล่มายืนข้างๆ โดยไม่พูดอะไรนาน ก่อนจะถามเบา ๆ “เราจะได้คุยกันจริง ๆ ไหม?”
เมษายิ้มบางแต่สายตาเศร้า “ฉันก็อยาก…”
“แล้วทำไมไม่ลองสักครั้ง” ธันวาหยุดก้าว ยืนนิ่ง เงียบไปอีกนาน เหมือนลมหายใจแผ่วๆ สมองทั้งคู่สับสนแต่ใจเต้นแรง
“ฉันกลัว ถ้ากล้าที่จะพูด… แล้วมันจะไม่เหมือนเดิม”
“กลัวเหมือนกัน…” ธันวาสารภาพ “กลัวว่าจะพูดมากไปจนเราเสียกันไป”
ความเงียบค้างยาวจนกลายเป็นความอึดอัด แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ทั้งสองต่างกลับใจคิดถึงสิ่งที่ควรพูดและควรทำ
เมื่อห่างกันไปสักพัก เมษาฟูมฟายกับสมุดบันทึก เธอเริ่มเขียนจดหมายถึงธันวาแต่ขยำทิ้งไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอฝึกพูดประโยคง่าย ๆ “ขอบคุณนะที่ช่วยให้ฉันไม่กลัวที่จะลองใหม่” แต่ก็ยังไม่กล้าเจอหน้าเขา
ธันวาเองก็เริ่มปลีกตัว ยิ่งเมษาเงียบ เขากลับยิ่งไม่กล้าพูดอะไร เรื่องงานในทีมใหม่กลายเป็นข้ออ้างให้ห่างออกมาเรื่อย ๆ ผ่านไปสองสัปดาห์ ทั้งคู่แทบไม่ได้เจอกัน
แต่เมื่อวันฝนตกหนักอีกครั้ง ขณะเมษากำลังเดินออกจากตึก เธอเห็นธันวายืนถือร่มรออยู่หน้าประตู เขายิ้มกับเธอเล็กน้อยก่อนเอ่ย “ส่งไปรษณียบัตรมาให้ผมวันก่อนใช่ไหม?” เธออึ้งเพราะลืมไปแล้วว่าทำหล่นไว้ในห้องประชุม
“ฉัน…”
“ผมชอบข้อความนั้นมาก” ธันวาพูดขัดขึ้น “ตัวจริงอยากบอกอะไร?”
เมษาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนสบตาแล้วพูดว่า “ฉันแค่…อยากขอบคุณที่อยู่ข้างฉันเวลาทุกอย่างยาก ฉัน…กลัวจะพูดมากกว่านี้จนมันเป็นอย่างอื่น”
ฝนยังคงโปรยลงมา ธันวาส่ายหน้าช้า ๆ “ไม่เป็นไร…ผมกลัวเหมือนกัน ขอบคุณเหมือนกันที่ไม่เดินหนีผมเวลาผมเอาแต่ใจ”
ทั้งคู่ยืนอยู่ใต้ร่มเดียวกัน มองสายฝนแค่ลมหายใจก็เหมือนเวลาเดินช้าลง ธันวาจับแขนเมษาเบา ๆ “ยังอยากเดินไปพร้อมผมไหม ถึงจะยังไม่ได้เข้าใจกันทุกอย่างแต่…จะลองดูไหม”
เมษายิ้มอย่างระวัง อยู่ชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ ความอึดอัดที่เคยมีเหมือนเจือจางลง “จะลองดู…ละกัน”
รอยยิ้มนั้นอบอุ่น และแผ่วเบาไม่ต่างกับเสียงฝนที่ค่อย ๆ จางหาย ณ ใต้ฟ้าหม่นที่เคยทำให้ใครสองคนกลัว กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ที่อบอุ่นที่สุดสำหรับพวกเขา