หากความฝันสวนทาง (When Dreams Diverge)
เสียงฝนโปรยปรายยามเช้าในใจกลางกรุงเทพฯ เปรมก้าวเข้าออฟฟิศสตาร์ตอัปเทคโนโลยี หน้าตาเฉยเมย ไหล่ห่อเบาๆ กางเกงขายาวสีเข้มของเขาเปียกน้ำฝนเป็นรอย เสียงพนักงานสาวหน้าฟรอนต์ทักเล็กๆ เขาแค่พยักหน้า ผ่านพ้นไปโดยไม่ได้คิดอะไรมาก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!บนโต๊ะทำงานคับแคบ ไฟนีออนส่องคล้ายพยายามไล่เงาความเหนื่อยล้า เปรมเปิดโน้ตบุ๊ก เครื่องยังไม่ทันบูตดี นักบัญชีชายแว่นโตะก็เดาะถามขึ้นมา “มาสายนะมึง เมื่อคืนดูบอลเหรอ?” เปรมส่ายหน้า หรี่ตานิด ๆ พลางถอนหายใจเบา ๆ ว่า “ฝนตก รถติด”
อีกฟากหนึ่ง ฟ้า สาวการตลาดผมยาวประบ่า หัวเราะกับเพื่อนร่วมงานในครัวเล็ก ๆ เธอเล่าเสียงสดใส “เมื่อวานแม่ส่งแกงเขียวหวานมาให้ ใครจะกินไหม?” เพื่อนร่วมงานแหย่กลับ “แต่วานี้ฟ้าเพิ่งบ่นจะไดเอทใช่ป่ะ” ฟ้าห้าแห้ง ๆ “ของฟรีอดได้ไงอะ…” เสียงหัวเราะประสานกันลาดยาว
การประชุมใหญ่เริ่ม เปรมกับฟ้านั่งคนละฝั่งโต๊ะยาว ซีอีโอหนุ่มวัยสามสิบกลางเสียงขึงขัง “โปรเจกต์ใหม่นี้เป็นโอกาสใหญ่ ฝ่ายวิศวะกับการตลาดต้องจับคู่กันทุกขั้นนะครับ เปรม ฟ้า พวกคุณรับผิดชอบแกนหลัก” เปรมเงียบกริบ ฟ้าพยักหน้ารับอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
หลังประชุม เปรมเดินถือแฟ้มเอกสารไปหา ฟ้าทำท่าจะพูดอะไรแต่ลังเล เปรมพูดก่อน “เดี๋ยวแบบฟอร์มใหม่ต้องรีบลงข้อมูลนะ” ฟ้าฝืนยิ้ม “โอเค เราคุยกันเย็นนี้ได้มั้ย? จะเตรียมข้อมูลให้ครบ” เขาพยักหน้า ตาเหลือบมองนาฬิกา
ช่วงค่ำ ออฟฟิศเกือบว่างเปล่า ฟ้านั่งเรียงข้อมูลในโน้ตบุ๊ก เปรมยืนข้างหลัง จ้องจอเงียบ ๆ ฟ้ารู้สึกกดดัน “มีอะไรพูดได้เลยนะ ถ้าข้อมูลยังไม่ครบ” เปรมนิ่งไปอึดใจ ก่อนบอกเบา ๆ “เปล่า เราคิดว่าฟ้าทำดีแล้ว” ความเงียบค้างอยู่ชั่วครู่ ฟ้าถามกลับ “นี่เปรม…ชอบอยู่เงียบ ๆ ตลอดเลยเหรอ?” เปรมสบตา หยักไหล่ “อืม คงงั้นมั้ง”
ฟ้าหัวเราะเบา ๆ “เราไม่ชินอะ” เปรมหลบตา ทำท่าจะเดินหนี ฟ้าสะกิดถาม “เปรมมาจากไหนนะ?”
เปรมลังเล กว่าจะตอบ “นครปฐม…แต่อยู่หอแถวนี้” ฟ้าตาเป็นประกาย “บ้านเรานครปฐมเหมือนกัน!” ความเงียบหวนคืน เปรมพยักหน้าน้อย ๆ เหมือนไม่รู้จะคุยต่อยังไง
วันต่อมาในลิฟต์เล็ก ๆ เปรมกับฟ้าบังเอิญลงลิฟต์พร้อมกัน ฟ้ามองเปรมผ่านกระจก เงียบสักพักแล้วพูดขึ้น “เมื่อวาน…ขอบใจนะ ที่ช่วยตรวจข้อมูล” เปรมตอบเบา ๆ “มีอะไรก็บอก ไม่เป็นไร” ฟ้ายิ้มจาง ๆ แต่สายตาดูไกลออกไป
สัปดาห์ผ่านไป งานโหมหนัก ฟ้านั่งคอตกเหนื่อยล้าบนเก้าอี้ เปรมเดินมาเห็นลังเลจะเข้าไปช่วยหรือไม่ สุดท้ายเขาวางขวดน้ำไว้ข้างหน้าฟ้า “กินน้ำ เดี๋ยวปวดหัว” ฟ้ายิ้มขอบคุณเล็ก ๆ ท่าทางเปรมเหมือนไม่ถนัดกับการห่วงใย
ในห้องประชุม ฝ่ายการตลาดหัวเราะคุยเสียงดังเกี่ยวกับงานแฟร์ ฟ้านั่งมุมเงียบ เปรมแวบไปมอง แต่ไม่พูดอะไร ฟ้ามองนาฬิกา ถอนใจเหมือนกังวลบางสิ่ง เพื่อนกระซิบบอก “เห็นแม่โทรหาทั้งวัน เป็นไรป่าว” ฟ้ายิ้มเศร้า ๆ “แม่ไม่ค่อยสบายเท่าไหร่” เสียงหัวเราะดับลง
เย็นวันหนึ่งฝนตกหนักไฟดับทั้งตึก ฟ้าหนีลงบันได เปรมใช้มือถือส่องไฟ ค่อย ๆ ตามหลัง ฟ้าหัวเราะกลบเกลื่อนความกลัว “เปรม กลัวผีปะ” เขาส่ายหน้า แต่เสียงสั่น “ไม่…แค่กลัวตกบันได” ฟ้าหัวเราะด้วยเสียงจริงใจ แสงไฟมือถือกะพริบคล้ายจังหวะใจสองคน
ทั้งสองเดินฝ่าฝนกลับห้องพัก เปรมหยิบร่มออก หันให้ฟ้า แม้ตัวเองจะเปียกมากกว่า ฟ้ายิ้ม “ถ้าป่วย เราจะโทษเปรมเลยนะ” เขาตอบรับ “โอเค รับผิดชอบเอง” เสียงหัวเราะบางเบาก้องฝ่าฝนในกรุงเทพฯ
คืนวันศุกร์ ฟ้านั่งในร้านชาไข่มุกกับเปรม เงียบไปนานก่อนจะระบาย “เปรม…เคยรู้สึกว่าตัวเองต้องอยู่ที่นี่ไหม? บางทีเรากังวลเรื่องแม่ เพราะถ้าออกไปไกล จะเหมือนทิ้งเขา” เปรมฟังเงียบ ๆ ก่อนตอบ “เรา…เคยคิดจะหนีออกนอกประเทศเหมือนกัน แต่ก็กลัว…กลัวครอบครัวผิดหวัง” ฟ้ามองเปรมตาแววลึก “แต่ทำไมเปรมยังอยากไป?” เขาเงียบ แววตาเศร้า “ไม่รู้สิ บางทีมันคือโอกาส พ่อเคยพูดว่าถ้าทำได้ ไปเถอะ อย่าติดกับอะไร”
ทั้งสองหัวเราะกับเรื่องเด็ก ๆ ที่นครปฐม ความสัมพันธ์เริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ ฟ้าเริ่มเลิกเกร็งเวลาอยู่กับเปรม เปรมยิ้มบ่อยขึ้น ถึงจะไม่ชัดเจนแต่สายตาอบอุ่นขึ้นทุกวัน
คืนหนึ่งขณะส่งงาน เปรมแอบมองฟ้าขณะเธอโฟกัสบนจอคอมพิวเตอร์ แสงไฟสะท้อนในตาเขาเหมือนมีไฟบางอย่าง จุดประกายความแน่นิ่ง ฟ้าหันมาเจอเปรมจ้องกันอยู่ ต่างคนต่างรีบหลบสายตา
หลังเลิกงาน ฟ้ามักโทรกลับบ้าน เสียงแม่ในโทรศัพท์อ่อนแรง “ฟ้า รีบกลับบ้านช่วงนี้ได้ไหม แม่อยากเห็นหน้า” ฟ้าหดหู่ เธอเลี่ยงพูดเรื่องที่ออฟฟิศ ฟ้าซ่อนความวิตกกังวลไว้ใต้รอยยิ้มเมื่ออยู่กับเปรมและเพื่อนร่วมงาน
โปรเจกต์เข้าสู่ช่วงเร่ง ฝ่ายวิศวะมีปัญหา เปรมแสยะหน้าใส่เพื่อนร่วมทีมด้วยความหงุดหงิด ฟ้าคอยไกล่เกลี่ย พยายามบรรเทาบรรยากาศตึงเครียด “ปัญหานี้หาได้ เราต้องช่วยกัน” เปรมหัวเสีย “แต่กำลังใจมันก็ช่วยได้เท่านี้แหละ” ความกดดันแผ่คลุมทั้งห้อง
เย็นวันหนึ่ง เปรมแยกกลับห้อง ฟ้าวิ่งตามไป พูดรั้งไว้ “อย่าเก็บอะไรไว้คนเดียว…ถ้าเหนื่อยก็บอกเราได้นะ” เปรมแทบอยากพูดแต่ใจยังลังเล เขาแค่พยักหน้า ยิ้มจาง ๆ เหมือนอยากจะบอกแต่ยังไม่พร้อม
เช้าวันหนึ่ง ฟ้ามายืนร้องไห้เงียบ ๆ หน้าตึกออฟฟิศ เปรมมาเห็นลังเล ก่อนถามเบา ๆ “เป็นอะไร” ฟ้าวาดนิ้วบนแขนตัวเอง “แม่เข้าโรงพยาบาล…เราไม่รู้จะทำไงดี” เปรมลูบหัวไหล่แบบเก้ ๆ กัง ๆ “ถ้าฟ้าต้องหยุดงาน ไปดูแลแม่เลย เราจะช่วยเรื่องงานเท่าที่ทำได้” ฟ้ามองเขาตาแดง “แต่ถ้าโปรเจกต์ล่ม ฟ้าคงรู้สึกผิดต่อลูกทีม” เปรมส่ายหน้า “เดี๋ยวเราจัดการตรงนี้ ฟ้าอย่ากังวล” ฟ้าขอบคุณในความช่วยเหลือที่ไม่ออกปาก
คืนหนึ่งเปรมเดินเล่นริมแม่น้ำเจ้าพระยาคนเดียว มองแสงไฟสะท้อนในน้ำ มือถือดังขึ้น เป็นอีเมลตอบรับจากบริษัทญี่ปุ่น เขาทำท่าเหมือนจะยิ้ม แต่กลับเศร้าลึก ๆ เขาส่งข้อความหาฟ้า “ถ้าวันหนึ่ง…เราต้องไป ฟ้าจะโกรธไหม” ฟ้ายิ้มบาง ๆ เหม่อไปนาน ก่อนตอบ “เรา…คงเสียใจแหละ แต่เปรมควรได้ทำในสิ่งที่อยากทำ” เงียบกันทั้งคู่ ความสัมพันธ์เหมือนล่องลอยไร้ทิศทาง
โปรเจกต์สำเร็จ ทีมฉลองกันในร้านอาหาร เปรมแยกนั่งเงียบ ฟ้าสังเกตเห็น เดินเข้ามา “เราอยากพูดอะไรกับเปรม…แต่ไม่แน่ใจ เปรมเองคิดอะไรอยู่?” เปรมอ้ำอึ้ง “คือ…เราต้องเลือกอะไรง่าย ๆ ได้รึเปล่า ระหว่างสิ่งที่อยากทำ กับ…บางอย่างที่ใจไม่อยากเสีย” ฟ้ากำมือแน่น มองเบื้องต่ำ “แล้วถ้าเลือกแล้ว มันเปลี่ยนทุกอย่างล่ะ?” เปรมไม่ตอบ มองฟ้าด้วยสายตาจริงจัง
เวลาผ่านไป ฟ้าตัดสินใจหยุดงานดูแลแม่ที่นครปฐม เปรมเองเริ่มกระสับกระส่ายกับการตัดสินใจ ฟ้าส่งข้อความมาหาเสมอ ทั้งคู่เริ่มคุยน้อยลง บางคืนบทสนทนาหยุดอยู่แค่ “ยังโอเคไหม?” “โอเค” ความเงียบกินใจ
เปรมเก็บของเตรียมบินไปญี่ปุ่น วันสุดท้ายในกรุงเทพฯ เขาไปรอที่สถานีรถไฟใต้ดิน หวนคิดเรื่องราวระหว่างเขากับฟ้า มือสั่นเมื่อลากกระเป๋า ลังเลว่าจะโทรหาฟ้าหรือไม่
บ่ายวันเดียวกัน ฟ้ารับรู้จากเพื่อนว่าเปรมกำลังจะไปแล้ว เธอโทรกลับสายไม่รับ วิ่งมาตามหาจนถึงชานชาลา ทั้งคู่ยืนเงียบบนชานชาลา ไม่มีใครพูดอะไรสักพัก
เปรมค่อย ๆ พูด “ฟ้า…จะหายไปจากชีวิตเรารึเปล่า” ฟ้าสบตาน้ำตาคลอ “เปรมต้องได้ทำในสิ่งที่อยากทำ” เปรมส่ายหน้า เสียงสั่น “เรากลัว…กลัวว่าพอไปแล้ว จะไม่มีวันหวนกลับมาเจอฟ้าอีก” ฟ้าฝืนยิ้ม “บางทีการรักใครสักคน…แปลว่าต้องกล้ายอมปล่อยมือ ถ้าเขาจะได้เติบโต”
ความเงียบตกค้าง เปรมขยับถอยห่าง เตรียมเดินขึ้นรถไฟ ฟ้าสะอื้นเบา ๆ หยิบอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋า เป็นตั๋วรถไฟนครปฐม-กรุงเทพฯ ยื่นให้เปรม “ถ้าเมื่อไรเปรมอยากกลับ ก็กลับมา…เพราะที่นี่ มีคนรออยู่” เปรมรับไว้อย่างเก้ ๆ กัง ๆ น้ำตาเอ่อคลอ
เมื่อรถไฟออก เปรมนั่งเหม่อลอย มองดูตั๋วในมือ มือสั่นพร่า เขามองข้อมูลตั๋ว เห็นเบอร์โทรของฟ้าเขียนไว้ “ขอให้เดินทางปลอดภัย เธอจะไม่โดดเดี่ยว” เปรมอมยิ้มในความเหงา น้ำตาไหลแต่ใจอุ่นขึ้นทีละน้อย
หลายเดือนผ่านไปในญี่ปุ่น เปรมทำงานหนักโดดเดี่ยว ฝนตกในโตเกียวเขายืนเปิดมือถืออ่านข้อความเก่า ๆ ของฟ้า “ยังไม่เปลี่ยนใจรึเปล่า” เขาหัวเราะในน้ำตา ดีใจที่ความทรงจำยังอบอุ่นเหมือนเดิม
วันหนึ่งหลังเลิกงาน เปรมโทรกลับฟ้า เล่าเสียงสั่น “ฟ้า…เราเหนื่อย แต่เรากำลังเข้าใจแล้วว่า ไม่มีที่ไหนแทนความหมายที่เธอให้ได้” ฟ้านิ่งไปนาน “เปรม ถ้าอยากกลับ…ที่นี่รออยู่เสมอ” เปรมยิ้มในน้ำตา “ขอเวลาเราหน่อย เราต้องเติบโตให้กล้าเผชิญสิ่งที่กลัวก่อน”
ฤดูฝนอีกปีในกรุงเทพฯ ฟ้ายืนมองท้องฟ้า น้ำตาไหลอาบแก้ม อย่างเข้าใจพรากและพบ สนามบินดอนเมืองผู้คนพลุกพล่าน เปรมเดินลากกระเป๋ากลับถึงเมืองไทย เงยหน้าสูดลมหายใจ จังหวะชีวิตนำเขากลับมาหาฟ้าอีกครั้ง
ในคาเฟ่แถวมหานาค ฟ้านั่งรอ เปรมเปิดประตูเข้ามา เสียงฟ้าสั่น “กลับมาทำไม” เปรมยิ้มทั้งน้ำตา “เพราะเรา…เลือกแล้วว่าจะเติบโตข้างคนที่เราไม่อยากเสีย” ความเงียบสั้น ๆ ก่อนที่ฟ้ายิ้มทั้งน้ำตาเช่นกัน สองคนสบตากันยาวนาน ขอบฟ้ากรุงเทพฯ คล้ายกว้างไกลแต่กลับรู้สึกใกล้กันที่สุดในชีวิต