ม่านหมอกแห่งเงา
เสียงระฆังวัดเบา ๆ ดังก้องไปทั่วหุบเขาขณะหมอกสีเทาเคลื่อนตัวเอื่อยลงสู่หมู่บ้านมอญหลบซ่อนอยู่บนไหล่เขา พายุนั่งอยู่หน้าบ้านไม้เก่า มือกุมโทรศัพท์ที่ไร้สัญญาณ ดวงตาเหม่อมองไปยังทุ่งหญ้ารอบบ้านที่ค่อย ๆ ถูกม่านหมอกกลืนหายไปทีละน้อย นาวา น้องสาวของเขาเพิ่งหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อสามวันก่อน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แม่หมอนั่งข้าง ๆ เขา ผิวหน้าหงิกงอคล้ายแบกรับเรื่องหนักไว้ “กินอะไรบ้างสิลูก อย่าใจลอย พรุ่งนี้ไปดูที่ริมผาด้วยกันนะ แม่ฝันร้ายนัก”
พายุไม่ตอบ เพียงบีบมือแม่ไว้แน่น น้ำเสียงในอกของเขาอัดแน่นทั้งโทษตัวเองและโกรธแค้นกับสิ่งที่เกิดขึ้น ในใจวูบไหวกับภาพวันสุดท้ายที่ขัดแย้งกับนาวา ก่อนเธอวิ่งออกจากบ้านยามพลบค่ำ
เช้าวันถัดมา เมฆเพื่อนสนิทซึ่งดูอายุมากกว่าเข้ามานั่งข้างพายุ “จะไปกับเราก็พูดดี ๆ สิ ไม่ใช่ลากขาแบบนี้” เมฆว่าพลางหยิบมีดพกสั้นขึ้นมาเช็ดดูลวก ๆ เสียงขลุกขลักของปลอกมีดกับใบเหล็กแล่นเข้าไปในหูพายุอย่างน่าอึดอัด
“ถ้าไม่อยากมึงก็กลับ เดี๋ยวกูไปเอง” พายุตอบเสียงกร้าว แม้ดวงตาจะเว้าวอนมากกว่าข่มขู่ เมฆสบสายตาอย่างเข้าใจ ตบบ่า “เอาแหละ ไปหานาวาด้วยกัน เผื่อจะเจอ”
ทั้งคู่เดินฝ่าหมอกหนาไปทางป่าท้ายหมู่บ้าน เงาต้นไม้ไหววูบวาบ ทะลุผ่านแสงอาทิตย์จาง ๆ ที่แทบมองไม่เห็น สองข้างทางเงียบจนน่าหวาดกลัว เสียงฝีเท้าขยี้ใบไม้กรอบ ๆ ดังขึ้นทุกย่างก้าว
จู่ ๆ มีเสียงกระซิบบางเบาเล็ดลอดออกมาจากมุมหนึ่ง “พวกเธอมาหาอะไรในนี้…” มนตรา เด็กสาวอีกคนดูซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัด “อย่าเดินไปลึกนัก หมอกมันมีของมันนะ” เธอไม่สบตา มือสั่นน้อย ๆ
พายุมองเมฆ สายตาบอกความไม่ไว้วางใจ “แล้วถ้าเป็นนาวาล่ะ เธออาจเข้าไปลึกกว่านี้” พายุพยายามปั้นเสียงมั่นใจแต่ฟังดูร้าวลึก
สามคนเดินลัดเลาะต่อ แสงขาวหม่นชวนให้รู้สึกหลงทาง ทุกอย่างรอบตัวเหมือนยืดยาวผิดปกติ “หยุดก่อน!” เมฆกระซิบเรียก ทุกคนชะงัก เห็นรอยเท้าจาง ๆ ในดิน
“ของนาวาหรือเปล่า…” มนตรากระซิบ พลางห่อไหล่ หายใจแรงอย่างกลั้นกลัว
เสียงบางอย่างดังแว่วขึ้นในหมอก—คล้ายเสียงเด็กผู้หญิงร้องเบา ๆ ก่อนค่อย ๆ เงียบลง ทุกคนหยุดนิ่ง สีหน้ากลืนกลัวกับความไม่ปกติ สายลมวูบแรงกว่าทุกวัน หมอกกดทับคล้ายบีบคั้น
พายุหลบตามองเพื่อนทั้งสองก่อนตัดสินใจวิ่งตามเสียงโดยไม่ทันคิด เมฆตะโกนตาม “เดี๋ยวพายุ มึงใจเย็น!” แต่เขาไม่หยุด จนการมองเห็นแทบสิ้นสุด
เขาเจอผ้าพันคอสีขาวเดียวกับของนาวาตกอยู่ที่ตอไม้ ผืนผ้านั้นมีรอยขีดเขียนคล้ายตัวหนังสือเล็ก ๆ จาง ๆ เขาค่อย ๆ หยิบขึ้นมา ร่องรอยความอุ่นเฉียดปลายนิ้ว
“มันใช่ของนาวาจริง ๆ ไหม…” เมฆถามเสียงอ่อนลงเมื่อเดินทันเขา มนตราชะโงกหน้าอ่านตัวหนังสือ แล้วหลุดเสียงเงียบออกมา “อักษรนี้…คล้ายอักษรเทพนะ มันห้ามอ่านออกเสียง” มือเธอสั่นจนผ้าสะบัดกระเพื่อม
ทุกคนเดินกลับหมู่บ้าน ทว่ากลางป่าเสียงกระซิบยังตามมาไม่เลิก “คืนนี้อย่าออกจากบ้านเด็ดขาด” มนตรากระซิบเตือนหลังคิดหนัก เธอหลบสายตาพายุเหมือนมีบางอย่างปิดบัง เมฆเองก็ดูลังเลเหมือนกัน
ค่ำวันนั้น พายุขังตัวเงียบอยู่ในบ้าน เขานั่งฟังเสียงลมหวิวผ่านหน้าต่าง ความรู้สึกผิดและความกลัวเกาะกุมหัวใจแน่น แม่หมอแอบร้องไห้เงียบ ๆ ในห้องข้าง ๆ
พายุกุมผ้าพันคอไว้แน่น พึมพำกับตัวเอง “ถ้ากลับไปวันนั้น เราคงไม่ปล่อยให้ทะเลาะกันจนถึงแบบนี้…”
เสียงจัดร่างอะไรบางอย่างดังปุ ๆ ที่นอกระเบียง พายุเปิดหน้าต่างอย่างระแวงแต่เห็นเพียงเงาดำของตัวเองกับม่านหมอกพลิ้วสลับแสงไฟสลัว
รุ่งเช้า เมฆและมนตรามาหาพายุ พกแผนที่เก่า ๆ ที่ขีดวงเอาไว้ “คืนนี้เราต้องไปที่ถ้ำชายเขา…ที่ตรงนั้นเคยมีคนหายไปเหมือนกัน” เมฆบอกเสียงแข็งผิดปกติ
มนตรานิ่งอึ้งเหมือนฝืนใจจะพูด “บางที…ในหมอกอาจมีวิญญาณที่ยังไม่ไปไหน ถ้าเราเข้าใจมัน เราอาจจะหานาวาเจอ”
พายุยื่นผ้าพันคอออกไป “แล้วถ้าอักษรนี้เป็นคำสาปจริง ๆ…” เมฆหน้าซีด “หรือเราควรขอให้ผู้ใหญ่ช่วย”
มนตรากำมือแน่น “ผู้ใหญ่บางคนไม่อยากให้รู้อะไรทั้งนั้น” เธอมองต่ำ สีหน้าสะท้อนเจ็บแต่ไม่ยอมบอก
คืนนั้น ทั้งสามคนแอบหนีออกจากบ้าน มุ่งหน้าสู่ป่า หมอกลงจัด หนาวเยือก พายุเดินนำทางฟังเสียงหัวใจเต้นแรง ระแวดระวังทุกฝีก้าว
ลึกเข้าไปในป่าเสียงกระซิบแผ่วเบาดังรอบตัว “กลับไป…” แล้วพลันเกิดเสียงหวีดร้องแผดแหลมอย่างกะทันหัน เมฆสะดุ้งทำมีดพกหล่นพื้น มนตรากัดฟันแน่นทุกคนหยุดนิ่ง
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ คล้ายมีบางอย่างเดินวนรอบถ้ำ พายุส่องไฟฉายสะท้อนภาพเงาคลาดเคลื่อนไหวไปมาบนผนังหิน
เมฆกระซิบ “ถ้าไม่เจออะไร เราจะกลับทันที”
ทันใดนั้นผนังถ้ำเผยแผ่นหินสลักอักษรคล้ายผ้าพันคอ นาวา นั่งก้มหน้าซบเจียนล้มหมดแรงอยู่ติดผนัง เธอกระซิบเบา ๆ “อย่าเข้ามา…”
พายุถลาเข้าไปหาแต่แรงต้านบางอย่างฉุดดึงร่างเขาไว้ ท่ามกลางเสียงหมอกขับไล่ วิญญาณเด็กหญิงผมยาวโผล่จากเงามืด ใบหน้าเศร้าปะปนโกรธแค้น
มนตรารวมพลังกล้าตะโกน “เราขออภัยแทนทุกคน! ช่วยปล่อยนาวาเถอะ!” เงาร่างนั้นชะงัก สีหน้าเจ็บปวด
หมอกค่อย ๆ แตกกระจาย เมฆเหวี่ยงผ้าพันคอโยนเข้าไปในเงา แสงสว่างวาบขึ้น วิญญาณค่อย ๆ จางหาย ทิ้งเพียงเสียงสะอื้นแผ่วในอากาศ
นาวาทรุดลง พายุสวมกอด เธอร้องไห้จนตัวสั่น เมฆเองน้ำตาคลอเบ้า มนตรานั่งยิ้มทั้งน้ำตา
หมอกคลายตัว หมู่บ้านเหมือนได้รับการชำระรอยแค้น พายุเอ่ยเสียงเคร่ง “เราจะไม่ซ้ำรอยเดิม…จะไม่ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก”
ทุกคนเดินออกมาท่ามกลางแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ของรุ่งสาง เสียงระฆังวัดดังขึ้นอีกครั้ง ทว่าในอ้อมกอดของแต่ละครอบครัว วันนี้มีกำลังใจและความเข้าใจมากขึ้น
ม่านหมอกแห่งความกลัวคลี่คลายช้า ๆ เหลือไว้แต่ภาพจำของมิตรภาพ การให้อภัย และกำลังใจที่จะเดินหน้าต่อไป แม้เงาสมัยเก่าอาจยังซ่อนอยู่ในขอบหมอกของวันใหม่