ฤดูที่ไม่มีเธอเป็นเพียงความว่างเปล่า
ลมต้นฤดูหนาวพัดแรงผ่านต้นเหลืองปรียาที่ปลูกเรียงรายหน้าคณะสถาปัตยกรรม อิฐนั่งอยู่ริมระเบียงมือขวาถือพู่กัน มือซ้ายจับสมุดสเก็ตช์หน้าเปล่า ๆ พลิกไปมาก่อนวางแหมะลงกับโต๊ะไม้เก่า ๆ แสงอาทิตย์ยามบ่ายทอดเงาบนพื้นปูน สายตาเขาเลื่อนไปมองหญิงสาวที่เพิ่งเดินเข้ามาอีกฟากของระเบียง เธอสวมชุดนิสิตทรงหลวม มีรอยยิ้มบาง ๆ หลังแว่นขอบดำ เธอชื่อแพร
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แพรวางกระเป๋าใบเก่า ๆ ลงกับพื้น ก่อนหยิบสมุดสเก็ตช์หนา ๆ ออกมา เธอมองรอบห้องอย่างประหม่า กำลังมองหาที่นั่ง ทันใดนั้น สมุดสเก็ตช์ของเธอก็ร่วงลงบนพื้น เสียงดังเบา ๆ มีแต่สายตาอิฐที่มองเห็น
อิฐลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมตัวเก็บสมุดสเก็ตช์ส่งให้แพร เธอยิ้มกว้างพร้อมขอบคุณ อิฐมองหน้าก่อนตอบกลับเสียงเบา “ไม่เป็นไรครับ” เขาละสายตากลับไปที่กระดาษเปล่า เขายังไม่ได้เริ่มวาดอะไรเลย
แพรหย่อนตัวนั่งที่มุมร้างสุดของโต๊ะอีกฝั่ง ไกลจากอิฐแต่หันหน้าชนกันพอดี เธอเปิดสมุดแล้ววาดเส้นลายมือเรียบง่าย คิ้วขมวดจดจ่อ แต่หางตาก็มองอิฐเป็นระยะ อิฐรับรู้แต่ไม่ได้แสดงออก
เสียงสมาชิกในชมรมวาดรูปหัวเราะพูดคุยกันดังแว่วมาจากข้างนอก ทุกคนมีเครือข่าย มีเพื่อนคุย แต่แพรดูเหมือนเลือกจะอยู่ลำพัง อิฐเองก็ไม่ต่างกัน สองคนต่างจมอยู่กับเงียบของตัวเอง ระยะห่างทางกายากลายเป็นกำแพงบาง ๆ ที่ไม่มีใครยื่นมือข้าม
ยามเย็นล่วงเข้ามา ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้ม อิฐเงยหน้ามองพระอาทิตย์ตก เงียบงันจนฝุ่นบนโต๊ะลอยเขย่าเมื่อแพรสะดุ้งโทรศัพท์สั่น เธอกดรับสาย เสียงพูดกดดันลอดออกมาแบบแผ่วเบา “ค่ะ หนูยังอยู่ชมรม…อีกไม่นานจะกลับ” เหงื่อซึมที่หน้าผาก เธอกำโทรศัพท์แน่น อิฐชำเลืองดูแต่ไม่ได้ถาม
วันถัดมาอิฐพบแพรมาก่อน เขาแกล้งวาดภาพพุ่มไม้ไปเรื่อย ๆ เพื่อรอดูว่าเธอจะมาหรือเปล่า แพรเดินเข้ามาเงียบ ๆ นั่งตรงมุมเดิม เธอมองแวบเดียวก่อนโฟกัสสมุด แอบเหลือบดูอิฐเงียบ ๆ สองคนไม่พูดกันอีก แต่ที่นั่งขยับใกล้กว่าเดิมนิดเดียว
จนกระทั่งค่ำวันศุกร์ ชมรมปิดดึก อิฐออกจากห้องพร้อมแพรที่ก้มเดินเงียบ ๆ เขาเอ่ยชวน “กลับทางไหนครับ” เสียงเขาเบาราวเสียงลม แพรยิ้มแหย “ลงรถเมล์ค่ะ” เธอยิ้มจาง ๆ อิฐพยักหน้าช้า ๆ เดินลงมาข้าง ๆ กับเธอโดยไม่ได้พูดอะไรอีก บนฟุตบาทไฟสลัว ทั้งสองเดินเคียงกันโดยไม่รู้จะเริ่มบทสนทนาอะไร ช่วยกันเว้นว่างในอากาศ”
หลังจากนั้นความเงียบมีจังหวะซ้ำ ๆ ทุกวันที่ได้เจอ ระยะจากห้องชมรมถึงป้ายรถเมล์สั้นลงเรื่อย ๆ อิฐพบว่าตัวเองอยากฟังเสียงเธอมากขึ้น แต่ก็เคยพูดจาขวางหูในอดีตจนต้องเสียเพื่อนไป เขากลัวจะทำลายมัน ส่วนแพรเองก็ติดกับดักใจตัวเอง — เธอมีครอบครัวเข้มงวด ไม่ให้เธอมีโลกส่วนตัวมาก เธอลังเลว่าควรเปิดรับความรู้สึกดี ๆ หรือแค่เก็บไว้เป็นเพื่อนห่าง ๆ
จนวันหนึ่ง เครื่องมือวาดเขียนของแพรตกพื้นกระจัดกระจาย อิฐช่วยเก็บทั้งหมด เขาส่งกลับอีกครั้ง แต่ครั้งนี้แพรขอบคุณเสียงสั่น อิฐกลืนน้ำลายก่อนทัก “เหนื่อยไหม…?” แพรนิ่งไป ก่อนพยักหน้า “เหนื่อยค่ะ แต่ก็เลือกเอง” อิฐอยากถามต่อแต่ห้ามใจ ความสงสัยกับความอึดอัดกลายเป็นเขื่อนดินบาง ๆ กั้นพวกเขาไว้
ในกิจกรรมรับน้องชมรม ทุกคนจับฉลากเป็นคู่วาดภาพ อิฐได้คู่กับแพรโดยบังเอิญ ทั้งคู่ต้องนั่งวาดภาพบนลานกว้างตอนเย็น แพรกวาดสายตามองท้องฟ้านิ่ง ๆ ก่อนพูด “คุณชอบวาดอะไร” อิฐตอบสั้น ๆ “ชอบวาดสิ่งที่ดูเหมือนไม่สำคัญ” แพรเงียบไปพักหนึ่ง “ฉันก็เหมือนกัน” หัวเราะเบา ๆ คล้ายปลดเปลื้องบางอย่าง
เมื่อเย็นลง แพรโทรหาที่บ้านอีกครั้ง เธอถอนหายใจหลังวางสาย “บางที…ฉันก็อยากทำอะไรตามใจ ลองเป็นแบบคนอื่นดูบ้าง” อิฐมองแล้วกัดฟันแน่น เขาสัมผัสถึงบาดแผลในน้ำเสียง แต่ไม่กล้าแตะต้อง
หลังจากวันนั้น ทั้งคู่เริ่มคุยกันมากขึ้น บางทีเป็นเรื่องง่าย ๆ อย่างสีกับแสงเงา หรือเสียงขำจากผลงานเพื่อน บางครั้งอิฐช่วยติววิชาคำนวณให้แพร เธอบ่นว่าคณิตยาก อิฐแซวเบา ๆ “ใจเย็นกว่านี้หน่อย” แพรหัวเราะงอแง “ขำไม่ออกเลยพี่อิฐ”
คืนหนึ่งก่อนสอบไฟนอล ชมรมเงียบผิดปกติ แพรนั่งร้องไห้นิ่ง ๆ มุมห้อง อิฐเข้ามาเงียบ ๆ แล้วยื่นกระดาษเช็ดน้ำตาให้ “ไม่ต้องเก่งตลอดเวลาหรอก ปล่อยให้มีวันที่เบาใจบ้างก็ได้” แพรเอ่ยเสียงแผ่ว “ฉันกลัว…กลัวผิดหวังที่บ้าน กลัวไม่ทันโลก อยากหนีแต่ก็ไม่ได้ไปไหน” น้ำเสียงเธอทำให้อิฐอยากกอด แต่เขาทำได้แค่แตะมือเบา ๆ พูดปลอบคลุม ๆ ก่อนเงียบไปยาว
อิฐเองก็เริ่มเปิดใจมากขึ้นเวลาอยู่กับแพร เขาเล่าเรื่องพ่อแม่แยกทางที่เป็นบาดแผลใจ แต่มักปิดไว้ในใจ “ผมเลือกเรียนที่นี่เพราะอยากมีพื้นที่ของตัวเอง แต่บางทีก็รู้สึกโดดเดี่ยวสุด ๆ” แพรฟังนิ่งก่อนตอบ “เราไม่ต้องเก่งเสมอไปหรอกนะ อยู่กับความผิดพลาดก็พอ” คืนนั้นสองคนนั่งมองไฟถนนใต้ต้นเหลืองปรียาเงียบ ๆ ยาวนาน
เมื่อชมรมประกาศว่าจะไปแข่งขันวาดภาพที่จังหวัดอื่น อิฐกับแพรถูกจับคู่ให้ไปด้วยกัน ขณะอยู่บนรถทัวร์เสียงรถครางจังหวะสม่ำเสมอในคืนที่เย็น แพรเปิดใจว่าไม่เคยเดินทางคนเดียว อิฐให้กำลังใจ “ลองผิดลองถูกกับชีวิตมันทำให้เรียนรู้มากกว่าสิ่งที่ได้จากในห้องเรียนอีก”
กิจกรรมครั้งนี้ทำให้ทั้งคู่สนิทใจมากขึ้น อิฐแกล้งหยอกแพรเรื่องกลัวหลงทาง แพรบ่น “อย่าขำสิ ฉันจริงจัง” แต่พอหลงทางจริง ๆ ตอนเดินตลาดนัด อิฐเดินวนหาจนเหงื่อออก แพรจ้องหน้าละอายใจก่อนจะหัวเราะจนเสียงดัง อิฐหลุดหัวเราะตาม พลอยให้คนแถวนั้นหันมามอง
การเดินทางอันสั้นครั้งนั้นเหมือนหลุดออกจากชีวิตจริง ทุกอย่างเหมือนเปิดโอกาสให้หัวใจได้ใกล้กันโดยไม่ได้ชวนกันสานสัมพันธ์ อิฐรู้สึกอยากดูแลแพรมากขึ้น แพรเองก็เริ่มฝากความหวังไว้ในเสียงหัวเราะของอิฐแม้ยังลังเล
เมื่อกลับมหาวิทยาลัย เสียงความเป็นจริงก็กลับมาอีกครั้ง แพรโดนที่บ้านกดดันให้ตั้งใจเรียนและเข้าสังคมกับญาติพี่น้อง ไม่อนุญาตให้เข้าชมรมวาดรูปอีกต่อไป เธอผิดหวังจนหลบหน้าอิฐ อิฐพยายามติดต่อแต่ได้รับเพียงข้อความว่า “ขอโทษนะพี่อิฐ ช่วงนี้ขอหายไปก่อน”
วันนั้นอิฐนั่งมองเก้าอี้ว่างในห้องชมรม ความเงียบโรยตัวหนักกว่าเดิม เขารู้สึกเหมือนกลับไปเป็นคนเดิมอีกครั้ง ท้อแท้ที่ไม่กล้าจริงจัง กลัวทำให้อีกฝ่ายลำบาก อิฐเอาเวลาไปทุ่มกับงานโปรเจกต์จนเพื่อนร่วมทีมทัก “นายช่วงนี้ไม่เหมือนเดิมเลย เป็นไรปะ” อิฐแกล้งหัวเราะ “งานมันเยอะอะ” แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย
บนโลกออนไลน์ อิฐพยายามพิมพ์ข้อความหาแพรซ้ำ ๆ ก่อนลบทุกครั้ง เขาไม่กล้าถามตรง ๆ ว่าทำไมถึงหายไป คำในใจมีแต่คำขอโทษและอยากให้เธอกลับมาเหมือนเดิม
ระหว่างนั้นแพรก็จมดิ่งอยู่กับเรื่องครอบครัว พ่อแม่เธอต้องการให้เธอเรียนหมอ ไม่อยากให้ลูกสาวไปหมกมุ่นกับศิลปะ เธอพยายามแข็งใจ แต่ยิ่งถูกบังคับ ใจก็ยิ่งสับสน ในคืนที่เหนื่อยใจ เธอหยิบสมุดสเก็ตช์เก่า ๆ ของชมรมมานั่งดู รอยดินสอของอิฐกับเธอยังอยู่ ความทรงจำละมุนแต่ก็เจ็บปวด เธอน้ำตาซึมแต่ไม่กล้าพิมพ์หาอิฐ
เวลาผ่านไปราวหนึ่งเดือนจนฤดูเปลี่ยน แสงแดดอ่อนลง พระอาทิตย์ตกเร็วกว่าก่อนหน้านี้ วันหนึ่งแพรเดินผ่านโรงอาหารแล้วบังเอิญเจออิฐ อิฐทำท่าจะเดินหนี เธอเรียกไว้ “พี่อิฐ…” เสียงสั่นพร่า อิฐหยุดชะงักแต่ไม่กล้าหัน เขาหลบตายืนเฉย ๆ เอ่ยเสียงเรียบ “ไปได้ใช่ไหม สบายดีนะ”
แพรกลั้นใจ “ไม่ใช่แบบนั้น…คือ หนู…” เธอกลืนน้ำลาย “ขอโทษค่ะ ที่หายไป ฉันไม่รู้จะแก้ปัญหายังไง” อิฐไม่พูดอะไรอยู่นานก่อนตอบ “ผมเองก็ไม่เก่งเรื่องพวกนี้ เราอาจจะต่างกันมากไป”
แพรยิ้มจาง “ต่างกันจริง แต่เราก็เข้าใจหลายอย่างขึ้นตั้งแต่เจอพี่” ทั้งสองยืนเงียบอยู่นาน แพรพูดเสียงเบา “หนูยังอยากวาดรูป แต่ก็อยากให้ที่บ้านสบายใจ” อิฐสูดหายใจลึก “ผมเข้าใจ แล้วจะรอวันที่หนูพร้อมนะ”
ช่วงเวลานั้นต่างคนต่างเดินห่างกันไป อิฐเริ่มเข้าใจว่าบางอย่างต้องปล่อยให้เป็นของมัน ส่วนแพรเอาเวลามาขบคิดตัวเอง ทบทวนความกลัวและความฝัน ผ่านไปอีกหนึ่งเทอม ฤดูฝนโปรยปราย ทั้งคู่ไม่ได้เจอกันแต่คิดถึงกันผ่านการวาดรูปในสมุดของแต่ละคน
วันประกาศผลสอบเข้าแพทย์ แพรได้เข้าเรียนสมใจที่บ้าน แต่ความสุขกลับจางหาย เธอเดินเข้าไปในนิทรรศการศิลปะของชมรมที่อดีตเคยเป็นสมาชิก นั่งดูผลงานภาพหนึ่ง — เป็นรูปต้นเหลืองปรียาใบเหลืองทอง กึ่งกลางภาพมีเงาคนสองคนยืนไหล่ติดกันใต้ต้นไม้ แพรยิ้มทั้งน้ำตา ล้วงกระเป๋าพบจดหมายฉบับสั้นที่แนบมากับสมุดวาดเก่า ๆ — ตัวหนังสือของอิฐ “ขอให้ฝันของเธอและบ้านไปด้วยกันได้ ถึงตอนนั้นอย่าเก็บใจไว้กับฤดูเดิม ๆ เลย”
แพรส่งข้อความหาอิฐ “ขอบคุณที่เคยอยู่ข้าง ๆ ในวันที่หนูไม่มีใคร ถ้ามีวันไหนที่กล้าพอ จะกลับไปหาพี่”
อิฐอ่านข้อความ รู้สึกเหมือนโลกที่ตกค้างได้รับแสงอาทิตย์ใหม่ เขาตอบสั้น ๆ “รออยู่ที่เดิม ยังวาดรูปอยู่ใต้ต้นเหลืองปรียา”
ฤดูที่ไม่มีเธอเป็นเพียงความว่างเปล่า ฤดูที่เธอกลับมา ถึงกลายเป็นฤดูของหัวใจที่พร้อมเติบโตอีกครั้ง ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรอย่างน้อยพวกเขาก็ได้เรียนรู้ที่จะรักตัวเองและให้อภัยกันจริง ๆ